รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Big Night (1996) มหัศจรรย์แห่งชีวิต

7a855b56cf599b1c28467dbfe02ffb03

พรีโม (Tony Shalhoub) และ ซีคอนโด (Stanley Tucci) สองพี่น้องที่ข้ามน้ำข้ามทะเลจากอิตาลีเพื่อมาเริ่มต้นชีวิตใหม่บนดินแดนแห่งความหวัง… แผ่นดินอเมริกา

เขาทั้งคู่ก็ตัดสินใจเปิดร้านอาหารอิตาเลี่ยนรสชาติดั้งเดิม ที่คงรสชาติแท้ๆ ของอาหารบ้านเกิดเอาไว้ แต่เผอิญว่าคนแถวนั้นเขาดันชอบอาหารที่มีรสชาติเข้มๆ และมีสีสันชวนกิน ด้วยเหตุนี้เลยทำให้มีคนถูกใจอาหารของพวกเขาไม่เยอะเท่าไร และผลที่ตามมาคือร้านขาดทุนครับ ยิ่งทำก็ยิ่งส่อเค้าเจ๊งขึ้นทุกวันๆ

แต่กระนั้นพรีโมพี่ใหญ่ก็ยังยืนกรานที่จะทำอาหารแบบเดิมๆ ต่อไป (ถึงขั้นออกปากว่าจะไม่ยอมเปลี่ยนสูตร ไม่งั้นก็ไม่ต้องทำ) ส่วนคนน้องอย่างซีคอนโดก็ต้องมานั่งปวดหัว หาทางพาร้านให้รอด และต้องเจรจาประนอมหนี้กับธนาคารแทบทุกเดือน

แล้วเดือนล่าสุดนี่ร้านก็ถึงคราววิกฤติ เมื่อธนาคารแทงเรื่องลงมาเลยว่าต้องจ่ายหนี้ที่ค้าง ไม่งั้นโดนยึดร้าน ขณะที่ซีคอนโดกำลังมืดแปดด้าน ก็เหมือนสวรรค์โปรดครับ เมื่อ ปาสคาล (Ian Holm) เจ้าของบาร์ชาวอิตาเลียนที่กำลังล่ำซำยื่นมือเข้ามาช่วย พร้อมรับปากว่าจะเชิญ หลุยส์ พรีม่า นักร้องชื่อดังมาที่ร้านของพวกเขา เพื่อเป็นการโปรโมตร้าน งานนี้สองพี่น้องเลยมีความหวังครับ พวกเขาเลยตั้งใจทำทุกสิ่งให้งานวันนั้นออกมาดีที่สุด…

ผมก็เล่าเนื้อเรื่องคร่าวๆ ให้ฟังเลยนะครับ ประกอบการตัดสินใจเลยว่าน่าดูไหม เนื้อเรื่องจะเข้าทางไหม น่าดูสำหรับคุณหรือเปล่า ส่วนใครที่อยากรู้ตอนจบก็ลองหาหนังมาดูได้ แต่ก็ต้องบอกก่อนนะครับว่าหนังไม่ใช่แนวฮอลลีวู้ดสูตรพิมพ์นิยม แต่รสชาติจะออกมาสไตล์หนังอินดี้ที่มีกลิ่นอายความเป็นหนังอิตาเลียนผสมอยู่ ซึ่งก็เป็นไปตามความตั้งใจของพี่ Stanley Tucci ที่ควบหน้าที่ทั้งร่วมกำกับ (ผู้กำกับอีกคนก็คือ Campbell Scott) ร่วมเขียนบท และแสดงนำ

เจตนาของ Tucci นั้นเขาอยากจะถ่ายทอดมุมหนึ่งของชีวิตคนอิตาเลี่ยน และแฝงสาระสะกิดใจให้คนอิตาเลี่ยน รวมไปถึงคนต่างชาติทั้งหลายที่ตั้งใจจะไปอยู่ในเมืองมะกันได้ลองเก็บไปคิดกันอีกด้วย ซึ่งสิ่งที่หนังกระซิบบอกก็นับว่าน่าเอามาคิดต่อยอดอยู่ไม่น้อย

หนังกระซิบสาระดีๆ ผ่านตัวตนของ 3 ตัวละครหลัก ที่แม้จะมาจากถิ่นเดียวกัน และหวังมาแสวงโชคในแผ่นดินอเมริกาเหมือนกัน แต่ด้วยตัวตนที่ต่างกัน พวกเขาก็เลยมีรูปแบบชีวิตที่ต่างกันออกไป อย่างพรีโม คือคนประเภทแรก คนที่มายังอเมริกาด้วยความหวังครับ หวังว่าทุกอย่างจะออกมาดีในสักวันหนึ่ง แล้วก็ยืนหยัดที่จะทำจะเป็นแบบเดิมที่เคยเป็นมา ต่อให้เกิดอุปสรรคปัญหาขนานไหนๆ ก็ขอเป็นคนเดิม ยอมหักไม่ยอมงอประมาณนั้นเลย

คนประเภทที่สอง คือ ซีคอนโด ครับ ที่ตัวตนเริ่มต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม เพื่อนำพาตัวเองให้รอด จึงต้องมีบางส่วนที่เป็นอเมริกันมากขึ้น ไม่ว่าการกะล่อน หรือการพยายามเข้าสังคมแบบมะกัน แต่กระนั้นลึกๆ แล้วเขาเองก็ยังมีความเป็นอิตาเลี่ยนอยู่ในตัว เช่น ความซื่อในบางโอกาส, ความไว้ใจ และ ความเคารพในผู้อาวุโส

ส่วนคนประเภทที่สาม ก็คือ ปาสคาล ที่โดนแผ่นดินแห่งความหวังนี้กลืนกินจนไม่เหลือตัวตนเดิมๆ อีกต่อไป ความซื่อตรงหรือความมีน้ำใจหายไปหมด กลายเป็นคนที่พยายามจับอะไรก็ได้ที่นำเงินเข้ากระเป๋าตัวเองได้เยอะๆ (อย่างการเปิดบาร์ที่เน้นความหรู เน้นเอาใจลูกค้าก่อนอื่นใด) และทำทุกอย่างโดยไม่สนใจว่าจะถูกหรือไม่ ขอเพียงตัวเองได้ในสิ่งที่ต้องการไว้ก่อนเป็นพอ

ช่วงต้นเรื่อง หนังก็ทำการเล่าครับว่าแต่ละคนเป็นเช่นไร ทำตัวอย่างไรบ้างยามเกิดเรื่อง แล้วพอตอนจบก็จะบอกเล่าถึงบทสรุปว่าในที่สุดแล้ว จากสิ่งที่ทำมันนำมาสู่ผลลัพธ์แบบใด ซึ่งผมว่าคงเข้าท่าครับถ้าคุณๆ จะลองดูแล้วก็คิดต่อว่าอะไรทำให้เรื่องมันลงเอยเช่นนั้น และถ้าคุณเป็นพวกเขา คุณจะทำอย่างที่พรีโม และ ซีคอนโดทำหรือเปล่า หรือมีวิธีที่ดีกว่าเข้าท่ากว่า แหม ฟังดูเหมือนโจทย์อัตนัยเลยนะครับ แต่นั่นก็คือสิ่งที่ผมคิดระหว่างดูหนังน่ะครับ หนังมันชวนให้คิดใคร่ครวญย้อนมามองชิวิตตนเอง ว่าถ้าเป็นเราจะทำอย่างไร และตัวเรานั้นเป็นคนแบบไหน เป็นพรีโม ซีคอนโด หรือ ปาสคาล (อาจไม่เหมือนเป๊ะ แต่ก็น่าคิดน่ะครับว่า เราเหมือนใครที่สุด)

ดูจบแล้วก็่ชื่นชมพี่ Tucci อยู่ครับ ที่จับเอาเรื่องคนที่ไปแสวงโชคในอเมริกามากระเทาะเปลือกได้ค่อนข้างเข้าท่า เล่าง่ายๆ แต่เข้าเป้า เหมาะสำหรับคอหนังชีวิตที่ชอบได้อะไรเก็บกลับไปคิดเล่นๆ (แต่คิดแล้วได้ประโยชน์จริง) แต่ก็ต้องขอบอกไว้ก่อนครับว่าหนังมันไม่ได้แนวตลาด การเดินเรื่องมันไม่ได้มีปมให้ติดตามได้เรื่อยๆ ไคลแมกซ์ก็แทบไม่มี ตอนจบก็ไม่เอาใจตลาด (หลายคนอาจคิดด้วยซ้ำว่า “อ้าว จบแล้วเหรอ”) อย่างที่บอกน่ะครับ มันออกแนวชีวิตอินดี ที่เน้นการเล่าชีวิตจริงมากกว่าจะเล่าชีวิตปรุง… ก็แล้วแต่ชอบล่ะนะครับ

n5QgSsdn8jluvvZ7qCtheYaWW6N

เอาล่ะ ถัดจากนี้มีติดสปอยล์หน่อยนะครับ
แนะนำให้ข้ามไปถ้าไม่อยากรู้ ข้ามเลยไปอ่านสรุปพร้อมให้ดาวด้านล่างได้เลยครับ

ผมได้ดูหนังเรื่องนี้พอดีจังหวะกับได้อ่านหนังสือเก่าเล่มหนึ่งของคุณหมอประเวศ วะสี เรื่อง “สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก” ซึ่งในนั้นมีอะไรมากกว่าการวิเคราะห์เรื่องทางศาสนาครับ มีช่วงหนึ่งที่คุณหมอเขาพูดถึงวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ของคนเรา ที่อยู่กินอย่างพอเพียง ถ้อยทีถ้อยอาศัย ช่วยเหลือแบ่งปันกัน พอว่างจากงานก็มีเวลามาดูแลกัน พ่อแม่สอนลูก ปู่ย่าคนเฒ่าคนแก่ก็มาสอนลูกหลาน จนเกิดเป็นสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดช่วยเกื้อกูลกัน ดูเป็นชีวิตที่ลงตัว พอดี แฮ้ปปี้ได้แบบไม่ต้องจ่ายแพง

แต่แล้วชีวิตแบบนั้นก็โดนกระแสธุรกิจ และกระแสเศรษฐกิจที่เน้นวัตถุนิยมกลืนไปเกือบหมด จนตอนนี้คนเราแทบไม่มีเวลาให้กัน แม้จะเป็นคนในครอบครัวเดียวกันก็เถอะ ต้องทุ่มเวลาให้งาน เกิดช่องว่าง จนบางทีคนใกล้บ้านกันแท้ๆ ยังส่อแววจะเขม่นกันมากกว่าจะยิ้มให้กัน หรือในวงการธุรกิจบางทีก็กลายเป็นจำต้องแข่งขันเชิงห้ำหั่น ในแบบที่ถ้าเราเป็นฝ่ายได้ก็ต้องมีคนอื่นเสียอะไรทำนองนั้น จนทำให้การมุทำงานมากๆ ก็อาจส่งผลให้เราได้ทั้งเงินเยอะ ตำแหน่งใหญ่ และความป่วยไข้ทั้งทางใจกายมาเป็นของแถมอีกด้วย

แล้วพอผมได้ดู Big Night ก็เลยทำให้เห็นภาพอะไรทำนองนั้นชัดขึ้นไปอีก เพราะเหล่าบุรุษชาวอิตาเลี่ยนแต่ละรายที่เป็นตัวเด่นในเรื่องนั้น ก็คือคนที่เคยอยู่ในสังคมแห่งการช่วยกัน ดูแลเกื้อกูลกัน แต่แล้วก็พอมาอเมริกา แดนแห่งการแข่งขัน ทำให้แต่ละคนต้องเปลี่ยน มีทั้งเปลี่ยนมากเปลี่ยนน้อย เปลี่ยนโดยตนเองหรือจำยอม ก็เพื่อให้ความหวังเป็นจริง… พวกเขามาเพื่อสิ่งหนึ่ง แต่การจะได้มานั้น พวกเขาจะต้องเสียไปมากกว่าหนึ่ง ทั้งตัวตน ความดีงาม รอยยิ้ม ความจริงใจ ชีวิตเรียบง่าย ฯลฯ

และสำหรับบางคน ถ้าให้ได้ความสำเร็จมา แม้จะต้องเสียทั้งหมดนั่นไป เขาก็ยังมองว่าคุ้ม… เรื่องแบบนี้คงไม่ขอมองว่าถูกหรือผิดหรอกนะครับ เพราะแต่ละคนย่อมมีบรรทัดฐานที่ต่างกัน ย่อมอยู่ที่คนจะคิด จะเลือกตัดสินใจกันตามสะดวก

ส่วนบทสรุปของเรื่องราวนั้น สองพี่น้องของเราก็ไม่ได้สมหวังครับเพราะหลุยส์ พรีม่าแกไม่ได้มา และจริงๆ แล้วหลุยส์ พรีม่าจะไม่มีวันมาด้วย เพราะปาสคาลไม่ได้เชิญ แต่เขาทำเพื่อแกล้งสองพี่น้องให้เหนื่อยเล่น มีความหวังลมๆ แล้งๆ เล่นๆ แล้วก็ยังเป็นการเอาคืนที่ซีคอนโดย่องไปกุ๊กกิ๊กกับเด็กของปาสคาลด้วย…

ครับ มันจบไม่แฮ้ปปี้หรอก ฉากสุดท้ายของหนังจบลงตรงที่สองพี่น้องได้แต่นั่งลงรอชะตากรรมวันพรุ่งที่มีแววว่าจะโดนยึดร้านมากกว่าจะมีทางรอด ก่อนจะจบก็มีการระเบิดอารมณ์ใส่กัน คนน้องก็ว่าคนพี่ว่าทำไมไม่ยอมงอบ้าง ยอมเปลี่ยนบ้างสิ เผื่ออะไรจะดีขึ้น เพราะเขาน่ะต้องเจรจากับธนาคารเครียดจนไม่รู้จะทำยังไง ส่วนคนพี่ก็ไม่คิดว่าการยอมตามกระแสจะเป็นทางออกที่เข้าท่า และต่อให้ทำไปก็ไม่มีความสุขอยู่ดี… จบไม่แฮ้ปปี้ แต่ผมว่าคงใกล้เคียงกับชีวิตจริงที่ไม่ได้จบลงสวยงามเสมอไป

ยามมีอะไรเกิดขึ้น มันเป็นการง่ายครับที่เราจะขอให้คนอื่นเปลี่ยนแปลง แต่ครั้นพอโดนถามกลับว่า “แล้วทำไมเราไม่เปลี่ยนก่อน” เราก็จะมีเหตุผลสารพัดที่จะอธิบายว่าเพราะอะไร… บางทีเราก็ลืมไปว่าเราอ้างเพื่อไม่ต้องเปลี่ยนได้ คนอื่นก็อ้างได้เหมือนกัน… และถ้าทุกคนจ้องแต่จะอ้างเรื่อยไป ความเปลี่ยนแปลงก็ไม่เกิด ถ้าอยู่ในช่วงเจอปัญหา เจ้าปัญหานั้นก็จะไม่จบเช่นกัน… คิดเหมือนกันครับว่าถ้าสองพี่น้องเปิดใจ จูนกันตั้งแต่แรก บทสรุปจะลงเอยแบบนี้ไหม

แล้วก็คิดต่ออีกหน่อยว่า ถ้าปาสคาลเขาไม่โดนกลืนจนลืมตนกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว แล้วหันมาช่วยเหลือ นำสองพี่น้องให้หลุดจากปัญหาและยืนขึ้นได้ อะไรๆ ก็คงจะดีกว่านี้เยอะเลยเหมือนกัน

ถึงจุดนี้หลายคนคงบอกว่า “ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะชีวิตจริงมันไม่ค่อยจบสวยอย่างในหนังหรอก คนดีก็ใช่ว่าจะได้ดี และใช่ว่าคนเราจะมาให้ความช่วยเหลือกันได้ง่ายๆ เมื่อไร” แต่ผมก็คิดในอีกมุมหนึ่งว่า “การที่ชีวิตจริงมันออกแนวฝันสลายมากกว่าจะเป็นฝันหวาน ส่วนหนึ่งก็เพราะคนส่วนใหญ่เลือกทำในสิ่งที่ชักนำชีวิตไปทางนั้นด้วย”

ปัจจุบันคือดอกผลจากอดีตครับ สังคมทุกวันนี้เป็นเช่นไร ก็เพราะอดีตเราช่วยกันทำ ช่วยกันสร้างมาให้เป็นนั่นแหละ

แต่เนื่องจากเราคงแก้อดีตไม่ได้ ก็ได้แต่เรียนรู้มัน แล้วทำปัจจุบันให้ดี

 

Big Night จะกลายเป็นคืนอันยิ่งใหญ่ของพี่น้องพรีโมและซีคอนโดได้ ชวยพาเขาให้พ้นจากวิกฤติได้ ก็ต่อเมื่อเขาสองคนเรียนรู้บทเรียนสำคัญ เรียนรู้ที่จะปรับเข้าหากัน เปลี่ยนบ้างในบางเรื่อง อันจะทำให้เขาหลุดออกจากปัญหาได้ หรือไม่อย่างน้อยก็จะได้พากันไปเริ่มต้นใหม่ มีอนาคตที่ดีกว่าเดิม

แต่ Big Night จะกลายเป็นเพียงคืนแห่งความผิดพลาดครั้งใหญ่ หากสองพี่น้อง เลือกที่จะเดินทางเดิม แข็งต่อกันเหมือนเดิม… กล่าวคือ ถ้าไม่เรียนรู้อะไรจากคืนนั้นเลย ก็เตรียมรับสภาพเดิมแบบนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่เหมาะสมเกิดขึ้น

จริงๆ การทำธุรกิจการค้า การหากำไรมันก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายหรอกครับ แต่ยามใดที่เราโกยกำไรแบบที่ทำให้ใครต้องลำบาก ต้องสูญเสีย จนไม่มีเวลาให้กับการพักผ่อน ไม่มีเวลาให้คนรัก หรือเราเอาแต่คว้าๆๆ จนชีวิตหลุดไปจากคำว่าพอเพียง… ความทุกข์ก็จะเรียงหน้าเข้ามาหาเราในเวลาอันสั้น

Big Night จึงอาจเป็นหนังเล็กๆ ที่ให้อะไรใหญ่ๆ สำหรับคุณได้ครับ… ว่าแต่จะลองชิมสักหน่อยไหมล่ะครับ รสไม่จัด หนังไม่ได้เจตนาสร้างความบันเทิง แต่เจตนา “ลดความระเริง” ในบางสิ่ง ที่อาจมากเกินไปในจิตใจเรา

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements