รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Cabin in the Woods (2012) แย่งตาย ทะลุตาย

C001-1

สำหรับผม คนทำหนังที่ชื่อ Joss Whedon ไม่เคยทำให้ผิดหวังจริงๆ

พี่คนนี้แกเป็นจอมยำครับ ยำของดีจากหนังสารพัดเรื่องมาใส่ไว้ในงานของเขาได้อย่างดีทุกรอบ แล้วที่สำคัญคือแกไม่ได้ลอกนะครับ เขาแค่ยำเอาวัตถุดิบดีๆ มาผสมก่อนจะนำเสนอหนังเรื่องนั้นๆ โดยมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

อย่าง Buffy เป็นต้น พี่ท่านสร้างสรรค์ตำนานนักปราบแวมไพร์รุ่นใหม่ เอาบทแบบดร. แวน เฮลซิ่งในหนัง Dracula มายำเข้ากับหนังโทนวัยรุ่นที่ทั้งตลกฮาเฮและสยองได้ในเวลาเดียวกัน ตามด้วยการยำเอาสไตล์หนังการ์ตูน Comic (ตัวเอกเป็นฮีโร่ที่ต้องรับภาระใหญ่ๆ + มีบอสตัวร้ายมาให้ปราบบ่อยๆ + มีพันธมิตรใหม่ๆ มาเสมอ) จนทำให้ Buffy The Vampire Slayer ครองใจคนมาถึง 7 ปี แล้วยังแตกหน่อออกไปเป็นซีรี่ส์ Angel อีกหนึ่งชุด

หรือซีรี่ส์อย่าง Firefly ที่แม้จะอายุไม่ยืน แต่ด้านความดีนั้นก็มีคนชมไม่ขาดปากครับ จนหนังได้ขยายขึ้นจอใหญ่ในชื่อ Serenity ที่แม้จะไม่ดังมากมาย แต่ก็ได้คำชมไปอักโข (ผมให้สามดาวครับ) เรื่องนั้นพี่แกก็ยำความเป็น Star Trek และ Battlestar Galactica เข้ากันกับความแสบสันต์ของตัวละครได้แบบพอดี

กับเรื่องนี้ก็เป็นการยำอีกเหมือนกันครับ แต่เป็นการเอาหนังสยองยุค 80 มาจัด DNA ใหม่ ดูแล้วนึกถึง The Evil Dead, Friday the 13th ซึ่งเป็นการยำที่เอาของดีๆ มาใส่อีกเหมือนเดิม ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาก็อปแบบหนังสยองรีเมคหรือเลียนแบบทั่วๆ ไป แต่เป็นหนังสยองที่เอาของเก่ามากึ่งล้อกึ่งคารวะ ตามด้วยการใส่แนวทางผสมจินตนาการในแบบของ Whedon

เปิดเรื่องมาก็ทำให้คนดูงงนิดๆ เมื่อหนังฉายให้เห็นชายสวมเสื้อขาวเหมือนนักวิทยาศาสตร์ 2 คน (Richard Jenkins และ Bradley Whitford) กำลังพูดเรื่องปัญหาชีวิตกันอยู่ ก่อนจะตัดมาที่วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งกำลังจะเดินทางไปเที่ยวตากอากาศในบ้านพักกลางป่าลึกที่ร้างห่างไกลผู้คน ซึ่งหนังก็ไม่รอช้าครับที่จะบอกว่าวัยรุ่นทั้ง 5 คนนี้กำลังจะนำพาตัวเองเข้าไปเจอกับความตายและความสยองแบบไม่ทันตั้งตัว

อย่างที่บอกครับว่าพี่แกยำแต่ของดี ไอ้ที่ไม่ดีเลยโดนแกเฉือนออกไปหมด อย่างการเดินเรื่องที่ไม่จำเป็นในหนังสยอง อย่างการเปิดมาแล้วทำโทนเบาๆ ปูพื้นแล้วค่อยๆ แนะนำตัวละครวัยรุ่นแบบไร้ความน่าสนใจ หรือความน่าสะพรึงที่จะค่อยๆ เสิร์ฟในภายหลัง ส่วนตอนแรกก็เอื่อยไปก่อน แต่กับเรื่องนี้นี่ไม่เลยครับ เพราะหนังเลือกที่จะใส่ปริศนาชวนสงสัยลงไปตั้งแต่ต้น ตามด้วยการเดินเรื่องที่สุดจะกระชับฉับไว

แต่หนังก็ไม่ละเลยการสร้างมิติตัวละคร ให้คนดูผูกพันนะครับ (นึกถึง Friday the 13th) อันนี้ชอบมาก เพราะหนังจัดการเอาฉากแนะนำตัวละครแบบเดิมๆ แบบไม่น่าสนใจออกไป แล้วเลือกที่จะแนะนำตัวละครไปพร้อมๆ กับการเดินเรื่องที่น่าติดตาม บางฉากก็แนะนำไปสร้างอารมณ์ผวาไป แต่ก็ไม่วายแทรกความน่ารักลงไปด้วย (อย่างฉากกระจกวันเวย์มิเรอร์นั่น) อะไรพวกนี้แหละครับที่ทำให้หนังที่น่าจะเดิมๆ เรื่องนี้มีอะไรเข้าที่และเข้าท่ามากกว่าหนังสยองวัยรุ่นทั่วๆ ไปมาก

 

จุดต่อมาที่ผมออกจะสะใจคือการที่บทหนังยัดเหตุผล (ในแบบของหนังสยอง) ลงไปจนแน่น ทำให้ฉากที่ทำให้เราหงุดหงิดเสมอๆ ในหนังสยองเรื่องอื่นกลายเป็นฉากที่สยองแบบสมเหตุผลได้แบบเต็มปากเต็มคำ อย่างการที่ทำไมต้องมีตัวละครผู้ชายประเภทชอบกร่าง วางมาด, ทำไมต้องมีสาวผมบลอนด์สุดยั่ว หรือทำไมพอโดนตัวร้ายไล่ล่าแล้วดันแยกย้ายกันหนี แทนที่จะถือหลักรวมกันเราอยู่ ถ้าเป็นหนังเรื่องอื่นพวกนี้คงสร้างความรำคาญ พร้อมชวนให้นึกในใจ “มันเอาอีกแล้ว ทำไมไม่อย่างนั้นฟะ ทำไมไม่อย่างนี้ล่ะ” แต่กับเรื่องนี้… ยอมรับแต่โดยดีในการให้เหตุผลของมันครับ

ส่วนที่เขาบอกว่าหนังหักมุมจนยากจะเดานั้น มันก็หักจริงๆ ล่ะครับ หักไปเหมา ไม่ได้เป็นหนังไล่ฆ่าธรรมดา ครั้นพอเรารู้แล้วว่าทำไมเรื่องร้ายถึงต้องมาเกิดกับเด็กกลุ่มนี้หนังก็เลือกที่จะหักเรื่องราวต่อไปอีก จัดว่าทำได้ระทึกและเดาทางได้ยากจริงๆ ล่ะครับ แต่กระนั้นผมก็แอบเดาได้นะ ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นแฟนหนังชุด Buffy และ Angel น่ะครับ ซึ่งถ้าจะว่าไปไอเดียหลักของเรื่องและเรื่องหักเหนั้นมันก็ถือเป็นติ่งไอเดียที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากที่เราเคยเห็นกันมาแล้วในซีรี่ส์เหล่านั้นน่ะแหละ

แต่แม้จะแอบเดาได้ ผมก็ยังสะใจครับ โดยเฉพาะฉากที่พี่แกแซวหนังสยองทุกเรื่อง ทุกค่ายสังกัด และทุกประเทศแบบจัดเต็ม (ที่ชอบเป็นพิเศษคือตอนแซว Hellraiser นี่แหละ ชอบมวากกก มาครบทั้งกล่องทั้งตัวเลย แล้วยังมีแอบสร้างสรรค์ตรงกล่องอีกนะ)

ดาราในเรื่องก็แสดงกันได้คุ้มค่าตัวครับ จริงๆ บทพวกเขาไม่ได้มากมายนะครับ แต่เราก็จดจำคาแรคเตอร์ของพวกเขาได้ ด้านความสะเทือนใจที่เห็นพวกเขามารับเคราะห์กรรมก็นับว่าพอประมาณ แต่รายที่ผมชอบเป็นพิเศษต้องยกให้ Fran Kranz ในบทมาร์ตี้ จอมพี้ยาที่มาเพื่อฮา แต่ขณะเดียวกันหนังก็ดันตัวละครนี้ให้เด่นขึ้นมาได้อย่างพอเหมาะด้วย

Amy Acker ที่แฟนๆ ซีรี่ส์ Angel น่าจะจำได้ก็โผล่มาแจมครับ ไม่ใช่บทที่เด่นอะไรนัก แต่เหมือนกับเป็นธรรมเนียมของพี่ Whedon น่ะครับ ทำหนังใหญ่ทีไรต้องพาเอาดาราสมัยร่วมงานกันตอนทำโทรทัศน์มาปรากฏตัวด้วยเสมอ อย่างใน The Avengers นี่ก็มีครับ (แต่เป็นใครบ้างไปดูกันเองครับ) และอีกรายที่บอกไม่ได้ว่าเป็นใครแต่บอกได้ว่าโผล่มารับเชิญในตอนท้าย นี่ก็เป็นขาประจำของการรับเชิญเหมือนกัน โผล่มาหลายเรื่องแล้ว แอบฮาเหมือนกันว่านักแสดงรายนี้สงสัยจะเอาดีทางรับเชิญแล้วล่ะเนี่ย 555

ส่วนคนกำกับก็เป็น Drew Goddard มือเขียนบทที่ร่วมงานกับ Whedon มาตั้งแต่ตอนทำ Buffy ซึ่งก็คุมหนังออกมาได้พอเหมาะดีล่ะครับ ได้กลิ่นอายทุนต่ำผสมทุนสูง มีลีลาแบบ The Evil Dead และหนังตระกูลสยองเรื่องต่างๆ มาผสมกันได้โอเคเลยล่ะครับ

ถือเป็นหนังสยองที่ทำออกมาได้ครบเครื่องครับ สนุก ฮา สยอง ยำได้ดี คนที่ชอบดูหนังสยองคงสนุกมากกว่าคนอื่นหน่อย เพราะจะเพลินกับสรรพมุขที่หนังบรรจงใส่ลงมา ด้านความน่ากลัวก็จัดเต็มกันไปในตอนท้าย รวมถึงตอนจบที่ถือว่าเข้าท่าอยู่เหมือนกัน

จำได้ว่าตอนหนังฉายรอบทดลองมีคนเดินไปสัมภาษณ์ Goddard ว่า “ไม่ทราบว่ามีแผนจะทำภาคต่อไหมครับ?” พี่ Goddard แกปั้นหน้านิ่งแล้วถามกลับไปว่า “นี่คุณไม่ได้ดูตอนจบของหนังงั้นหรือครับ?”

จบแบบนี้พอดีแล้วล่ะ ไม่ต้องมีอะไรต่อก็ได้ครับ

 

ผมเชื่อว่าหลายคนคงมีคำถามว่าเหตุไฉนพ่อหนุ่มธอร์อย่าง Chris Hemsworth แกถึงมาเล่นหนังฟอร์มธรรมดา บทที่แสดงก็ไม่ได้พิเศษอะไร แล้วยังดูละอ่อนเยาวว์วัยกว่าสมัยเล่นธอร์ยังไงพิกล ก็ตอบได้เลยครับว่านั่นเพราะจริงๆ แล้วเฮีย Chris แกเล่นหนังเรื่องนี้ตั้งแต่สมัยยังไม่ได้รับบทธอร์ด้วยซ้ำ

เพราะจริงๆ หนังเรื่องนี้ถ่ายทำเสร็จตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2009 แล้วครับ มีแผนว่าจะฉายตั้งแต่ต้นปี 2010 แต่ทางสตูดิโอเกิดอยากตามกระแสนั่นคืออยากปรับหนังให้เป็น 3D แต่ทั้ง Whedon และ Goddard ก็ค้านล่ะครับเพราะรู้สึกว่าหนังน่ะมันมีดีในแบบของมัน ไม่ต้องมาสามดงสามดีอะไรอีกหรอก ซึ่งก็ใช้เวลาในการค้านนานพอดูล่ะครับ จนกว่าหนังได้ฉายก็ปาเข้าไปนาย Chris แกได้เป็น Thor ไป 2 รอบแล้วน่ะ

สำหรับผมก็ชอบหนังเรื่องนี้นะครับ มันดูเพลินดี สนุกสาใจ พล็อตเรื่องจะว่าใหม่ก็พอได้ล่ะครับ หักเหไปมาพอประมาณ มันไม่ได้หักมุมแบบชวนอึ้งน่ะครับ แต่มันหักแบบให้เกิดความลุ้นว่าพอเรื่องเป็นแบบนี้แล้วเหล่าตัวละครจะทำอย่างไร หรือพอเรื่องมันดำเนินมาในทิศทางนี้แล้ว สุดท้ายมันจะไปจบที่ตรงไหน

สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ

Star22

(7.5/10)

 

Advertisements