รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Stephen King’s The Night Flier (1997) พันธุ์ผีนรกเขี้ยวบิน

d3c52cb87c3c4c8f6e6312df6ca

อีกครั้งที่พี่ King จับปากกาเล่าเรื่องผีดูดเลือด

King จัดการสร้างเรื่องเกี่ยวกับผีดูดเลือดในเรื่องสั้นนะครับ พิมพ์ไว้ในหนังสือรวมเรื่องสั้นของเขาที่ชื่อ Nightmares & Dreamscapes โดยเขาจับเอาตัวละครริชาร์ด ดีส์ที่เคยกล่าวถึงไว้ในนิยาย The Dead Zone มาขยายความต่อ (ในเรื่องนั้น ดีส์คือนักข่าวที่พยายามจะขอสัมภาษณ์จอห์นนี่แบบทุกวิถีทาง)

เรื่องสั้นที่ว่าก็ไปเข้าตา Mark Pavia ผู้กำกับและมือเขียนบทที่อยากจะได้งานมาสร้างชื่อสักเรื่อง ก็เลยเอางานพี่ King นี่แหละมาใช้เป็นบันได

เนื้อเรื่องหลักๆ ก็ว่าด้วยนายริชาร์ด ดีส์ (Miguel Ferrer) นักหนังสือพิมพ์แท็ปลอยด์แนวซุบซิบเรื่องเหนือธรรมชาติ ที่โดนเจ้านาย (Dan Monahan) มอบหมายงานให้ไปเกาะติดกัดแบบไม่ปล่อย นั่นคือมีข่าวลือว่ามีเครื่องบินเล็กลำหนึ่งร่อนไปแวะจอดตามสนามบินเล็กหลายแห่ง และทุกแห่งที่เครื่องบินนี่เฉียดกราย จะมีศพกองอยู่ตามสนามบินนั้นๆ

แล้วสภาพศพก็ไม่ธรรมดา ผู้ตายพากันเลือดหมดตัวเหมือนโดนสูบไปจนเรียบ ซ้ำยังมีรอยเขี้ยวเล็กๆ ที่คออีกต่างหาก ทำให้ผู้คนมากมายร่ำลือกันว่ามันคือผีดูดเลือด

ดีส์เองกลับไม่ใคร่จะเชื่อคิดว่าเป็นพวกโรคจิตทั่วๆ ไปมากกว่า แต่พอสืบสาวก็พบเงื่อนงำแปลกๆ เยอะขึ้น ไหนจะศพที่อธิบายไม่ได้เหล่านั้น ตามด้วยชื่อที่เจ้านั่นทิ้งไว้คือ ดไวท์ เรนฟิลด์ ซึ่งเป็นการเอาชื่อมาผนวกกับระหว่าง ดไวท์ ฟราย (Dwight Frye) ดาราเก่าที่เคยแสดงเป็นโธมัส เรนฟิลด์ในหนัง Dracula เวอร์ชั่นปี 1931 … เจ้านี่มันแค่บ้าหรือเป็นอะไรมากกว่านั้น?

ว่ากันถึงพล็อตแล้วก็ไม่เลวล่ะครับ น่าสนใจไม่ใช่หยอก ก็ตามเคยครับเท่าที่เคยอ่านเรื่องสั้นที่ว่ามาก็จัดว่าสนุก แม้จะไม่เด็ดเท่างานเก่าๆ แต่ก็ไม่เสียชื่อพี่ King แล้วก็เช่นเคยครับพอมีคนเอามาทำเป็นหนัง แม้ความยอดจะไม่ได้ถึงระดับต้องยกแม่โป้งให้ แต่ด้วยรากฐานที่ King ปูไว้ก็พอช่วยให้หนังไปรอด … แม้จะไม่ตลอดฝั่งก็เถอะ

มาว่ากันถึงจุดดีของเรื่องสั้นก่อนนะครับ สิ่งที่ King วางไว้ดีคือการสร้างคาแร็คเตอร์นายริชาร์ด ดีส์ให้เป็นคนไม่ยักกะดีอย่างชื่อเท่าไหร่ ทั้งอวดดี มีทิฐิสูง ซ้ำยังกัดข่าวแบบตามติด ซึ่งในฐานะนักข่าวจะว่าดีก็ดีล่ะครับ เพราะตามข่าวไม่เลิกจนกว่าจะได้ข้อมูล แต่สำหรับคนที่โดนตามข่าวก็คงไม่ชอบเท่าไหร่ เพราะไอ้นี่มันมาตอมยังกับแมลงวันแน่ะ

พอขยับมาถึงฉบับหนัง การที่ได้ Ferrer มาเป็นริชาร์ด ดีส์ก็ถือว่าเหมาะ สำหรับนักดูหนังอาจจะคุ้นหน้าเขาบ้างจากบทสมทบใน Robocop นายคนนี้ดูก็รู้ว่ากัดไม่ปล่อยจริงๆ ท่าทางออกแนวหาเรื่องด้วย ซึ่งเขาก็เล่นได้ดีล่ะครับ ตัวหนังเองก็พยายามดำเนินตามรอยเรื่องสั้นแบบทั้งกระบิ

แต่จุดอ่อนสำหรับเนื้อในเรื่องสั้นชุดนี้ อยู่ที่การตามปมมันไม่เร้าใจไปตลอดอย่างที่คาด คือเปิดเรื่องมาดีครับ แต่ตอนตามปมตามรอยดไวท์ เรนฟิลด์ ความน่าสนใจมันไม่ได้มากมาย เหมือนตามไปเรื่อยๆ ไม่มีปมพลิกความคาดหมาย ไม่มีข้อมูลที่รู้แล้วจะทำให้เราอึ้งทึ่งเหวอ ซึ่งออกจะผิดปกติวิสัยของพี่ King เหมือนกัน ตามปกติแกจะต้องผูกเรื่องเข้ากับตำนานโน่นนี่สารพัด หรือไม่ก็พยายามหามุมใหม่ๆ ใส่ลงไป แต่ในเรื่องนอกจากผีขี่เครื่องบินและชื่อที่มาของเจ้าบ้านี่แล้ว ก็ไม่มีอย่างอื่นมาเรียกความสนใจได้อีกเลย

ทีนี้พอหนังดำเนินตามรอยเรื่องสั้นก็เป็นอันมีจุดอ่อนเหมือนกัน แต่ก็ยังดีล่ะครับที่ได้การแสดงของ Ferrer แล้วฝีมือผู้กำกับ Pavia เองก็ถือว่าพอได้ เพราะคุมหนังพอจะให้น่าสนใจอยู่บ้าง แม้พล็อตจะหลวมสุดๆ ก็เถอะ

จริงๆ แล้วการทำหนังแบบตามปมปริศนานั้น ไม่ใช่ของง่ายล่ะครับ เพราะปมมันต้องทิ้งในจังหวะที่พอดี ทิ้งแล้วเกิดผลกับคนดูไม่ว่าจะทิ้งแล้วคนดูเกิดคำถาม เกิดจินตนาการตาม หรือไม่การทิ้งปมอาจจะลวงคนดูก็ได้ อยู่ที่คนทำจะชักนำคนดูไปทางไหน ผู้กำกับรายที่ทำหนังแนวนี้ได้ดีผมล่ะยกให้ Roman Polanski เป็นที่หนึ่ง เพราะงานแกขอให้เป็นแนวนี้เป็นอันต้องยกนิ้วประจำ ไม่ว่าจะ Chinatown, Rosemary’s Baby, Frantic, Death and the Maiden และ The Ninth Gate

แต่เสียดายที่การทิ้งปมในเรื่องนี้เป็นอะไรที่พอเดาได้อยู่แล้ว ความเร้าขวัญเลยอยู่ในขั้นสามัญ

ลองว่าหนังตามปมถ้าปมไม่แน่พอ อะไรๆ ก็น่าสนใจน้อยลงไปเยอะ

ก็เสียดายฝีมือนาย Pavia เหมือนกัน เพราะอย่างน้อยแกก็คุมหนังไม่เลว บรรยากาศสยองถือว่าใช้ได้เลยล่ะครับยิ่งฉากไคลแม็กซ์เมื่อดีส์ต้องเผชิญกับดไวท์แบบไม่เห็นหน้าค่าตาใดๆ ฉากที่ว่าสร้างความขนพองได้เป็นอย่างดี นี่ถ้าแกเสริมความแน่นให้เรื่องได้มากกว่านี้คงดีไม่น้อย

ที่บอกเสียดายเพราะพอหนังเรื่องนี้ล่มแกก็ไม่มีงานใดอีกเลย นอกจากหนังเล็กๆ เรื่อง Slice เมื่อ 7 ปีก่อน ว่าง่ายตอนนี้แกเลิกทำหนังไปแล้วล่ะ

เป็นเรื่องสามัญของวงการล่ะครับ ถ้าท่านทำหนังให้ติดตลาดไม่ได้ภายในสามเรื่องก็เป็นอันจบกัน ยิ่งถ้าทำหนังไม่ประสบความสำเร็จเลยสามเรื่องก็ยิ่งได้ผลชัดเจนไปกันใหญ่

แต่สำหรับผมนั้น ก็โอเคกับหนังนะครับ อย่างน้อยถ้าเอาบรรยากาศสยองก็พอได้ ภาพมืดครึ้มบนท้องฟ้าหรือสภาพศพก็สร้างความผวาได้ไม่เลว เรื่องปมก็ทำใจครับเพราะมันอ่อนมาตั้งแต่สมัยเรื่องสั้นแล้ว

อย่างน้อยตอนแกจบก็ทำได้น่ากลัวดีครับ แค่ลองนึกว่าถ้าผมเป็นดีส์ในเวลานั้นคงก้าวขาไม่ออกเลยล่ะ คิดดูครับ เดินไปในสนามบินมืดๆ แล้วมีภาพไม่น่ามองกองอยู่เพียบ …

เหมาะสำหรับคอหนังพี่ King ครับ ถ้าท่านชอบรสมือพี่แกอาจจะพอเรื่อยๆ กับหนังได้ แม้จะเป็นฟอร์มที่ธรรมดามากของพี่ท่านก็เถอะ ถึงกระนั้นก็ยังพอจะน่าดูบ้าง ฆ่าเวลาได้

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

 

Advertisements