รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Knowing (2009) รหัสวินาศโลก

81SFxvFZ4NL._SL1500_

หนังติดทำเนียบ “ต้องดู” ประจำปีสำหรับผมมาตั้งนานแล้วครับ เหตุผลสำคัญคือมันกำกับโดย Alex Proyas แห่ง The Crow, Dark City และ I, Robot เรียกว่าทำหนังได้อร่อยเหาะมาหลายเรื่องติดๆ กัน ก็เลยวางใจครับ

และโดยพล็อตก็น่าสนออก เมื่อ จอห์น (Nicolas Cage) คุณพ่อนักฟิสิกส์ได้พบรหัสตัวเลขปริศนาที่ลูกชายหยิบติดมือกลับบ้านมาจากงานโรงเรียน แล้วเขาก็ลองถอดรหัสครับ ปรากฏว่ามันเป็นตัวเลขที่ทำนายภัยพิบัติครั้งใหญ่ๆ ได้อย่างแม่นยำ… และภัยครั้งที่ใหญ่กว่าภัยใดๆ กำลังจะเกิดในไม่ช้า

ตามปกติเวลาผมดูงานของ พี่ Proyas แล้วมักจะเห็นหน้าแกลอยมาประจำ (พี่แกจะท้วม หน้ากลมประมาณพี่บอยด์) แต่พอดู Knowing เสร็จดันนึกถึง M. Night Shyamalan แทน ด้วยสไตล์แล้วมันออกแนวพี่มาโนชมากๆ นึกถึง Signs, The Happening แล้วก็ The Village เรื่องก็จะค่อยๆ เผยปมไปทีละนิด ทิศทางเรื่องมีพลิกไปพลิกมา (แต่ยังพอเดาได้) ก่อนจะตบท้ายด้วยบทสรุปที่ผมฟังธงเลยครับว่าต้องมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบปนๆ กันไป อันนี้ก็ต้องแล้วแต่รสนิยมล่ะนะครับ อ้อ แต่ไม่ได้ไปว่า พี่ Proyas แกลอก พี่มาโนช นะครับ แค่ดูแล้วมันรู้สึกน่ะ แล้วจะได้ให้คนเตรียมใจก่อนดูด้วยว่ามันไม่ใช่หนังบู๊แอ็กชันกระหน่ำครับ ออกแนวระทึกเป็นหลัก

ตัวหนังมีทั้งจุดที่เข้าท่าและที่ยังไม่กลมกล่อมอยู่พอตัว ว่ากันถึงจุดดีก่อนนะครับ ต้องยกให้เรื่องเอฟเฟกต์เลยล่ะ ฉากภัยพิบัติในหนังทำได้เนี๊ยบมาก โดยเฉพาะตอนเครื่องบินตกนะเล่นเอาเหวอไปเหมือนกัน แล้วถ่ายทำแบบลองเทคด้วยนะครับ (เป็นการถ่ายต่อเนื่องไม่มีคัตจนกว่าจะจบซีน ซึ่งถ้าวางช็อตไม่แม่น ผิดนิดเดียวก็ต้องถ่ายใหม่ทั้งฉาก) หรือตอนอุบัติเหตุรถไฟอีก สำหรับแค่สองฉากนี้ก็คุ้มแล้วล่ะ ไหนจะตอนท้ายอีกครับ ยอมรับเลยว่าหนังสร้างภาพหายนะออกมาได้น่ากลัว สมจริงจนน่าขนลุกทีเดียว ส่วนบรรยากาศชวนผวาก็มาเรื่อยๆ เหมือนกันครับ ทำได้ถึงอารมณ์ด้วย รับรองครับว่าถ้าคุณขวัญอ่อนล่ะก็น่าจะเกร็งเป็นส่วนใหญ่

ผมว่า พี่เคจ แกเหมาะกับบทนี้นะครับ คาแร็คเตอร์เขาจะติดภาพลักษณ์พระเอกแบบมีสมองแต่ก็ไม่ใช่คนเก่งที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่อง ไม่ใช่ฮีโร่จ๋าน่ะครับว่างั้นเถอะ ทำให้คนดูแอบลุ้นรู้สึกอยากเอาใจช่วยแกอยู่ลึกๆ ส่วนดาราเจ้าอื่นๆ กลับไม่ค่อยมีใครเด่นเป็นชิ้นเป็นอันครับ แม้แต่ Rose Byrne (28 Weeks Later) ในบท ไดอาน่า เวย์แลนด์ ก็นิ่งกว่าที่คิด ไปๆ มาๆ พระเอกนางเอกตัวจริงคือฉากภัยพิบัติกับการตามปมปริศนามากกว่า

ผมค่อนข้างชอบธีมของเรื่องนะครับ ที่ตั้งคำถามค้นหาความหมายชีวิตว่า “ชีวิตเราเกิดมาโดยมีบางสิ่งกะเกณฑ์กำหนด หรือเป็นเพียงปฏิกิริยาทางเคมีที่บังเอิญมาจับตัวเข้าด้วยกันเท่านั้น” ถ้ามองมุมแรก ชีวิตเราก็จะดูมีจุดหมายเพราะเราเกิดมาเพื่อบางสิ่ง แต่ก็จะรู้สึกไร้เสรี ถ้ามองมุมหลังก็อาจรู้สึกเป็นอิสระดี แต่เราก็อาจไม่ต่างจากฝุ่นละออง ที่ไม่ได้มีความหมายสำคัญอะไร มีเพียงชีวิตที่ลอยไปมาและรอวันสิ้นสุดแค่นั้น ก็ชวนให้คิดดีครับ

maxresde4525fault

แต่มีดีก็ต้องมีด้อยเป็นของธรรมดา มันมาแปร่งไปบ้างตรงบทน่ะครับที่ยังไม่แน่นเต็มที่ มีโหวงบ้าง บางจังหวะก็เดินเรื่องเร็วจนอารมณ์โดดไปหน่อย หรืออย่างธีมที่ผมบอกไปนั้นหนังก็ไม่ได้ชี้ชวนคิดไปมากกว่านั้น แม้ตอนจบมันจะสรุปก็ตาม แต่ยังไม่ทำให้เราคล้อยตามซักเท่าไร อันนี้เห็นใจ พี่ Proyas ครับ เพราะประเด็นมันก็ใหญ่และสรุปยากเหมือนกัน ก็เลยยังพอให้อภัย แต่ที่น่าเสียดายเยอะหน่อยคือหนังยังมีประเด็นอีกเยอะนะครับ ทว่าการยำยังไม่ลงตัวนัก ดูจบออกมาเลยรู้สึกก้ำกึ่ง เพราะหนังมันก็ดูได้ผ่านเกณฑ์จัดว่าดีล่ะครับ แต่ก็รู้สึกขาดหน่อยๆ ไม่ได้ดูแล้วออกมาอิ่มพอดีแบบผลงานเรื่องก่อนๆ ของพี่ท่านน่ะครับ อันนี้ก็ต้องกระซิบบอกคนชอบ พี่โพรยาส แบบผม จะได้ไม่หวังกับหนังจนเกินไป สารภาพว่าหวังนิดๆ ครับ ดูจบออกมาเลยมีไม่อิ่มบ้าง

ยังไงก็จัดว่าคุ้มครับสำหรับคอหนังแนวระทึกลึกลับแล้วก็ปนไซไฟลงไปอีกหน่อย ตื่นเต้นใช้ได้ เอฟเฟกต์ก็ดี อ้อ แต่อย่าคิดไปดูหนังเรื่องนี้เพื่อคลายเครียดเชียวล่ะครับ มันคลายไม่ได้หรอก แหม ดีไม่ดีจะพาลชวนสมองให้ตึงกว่าเดิมอีกต่างหาก เนื่องจากภัยพิบัติหลายอย่างก็ใกล้ตัวเหลือเกิน เช่น ภาวะโลกร้อน หรือ อุบัติเหตุทางเครื่องบินที่เกิดบ่อยๆ ในช่วงนี้ด้วย ถ้ารู้ตัวว่าเครียดระแวงง่าย แนะนำว่าอย่าไปดูดีกว่า

แต่ถ้าอยากเห็น “คำทำนายหายนะโลก” ในมุมมองของ พี่ Proyas ก็เชิญได้เลยครับ…

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements