รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Dracula’s Daughter (1936) ธิดาแดร็กคูล่า

1364059091

นี่คือภาคต่อของหนัง Dracula เวอร์ชั่นต้นฉบับ (ปี 1931) นะครับ

สำหรับภาคนี้ก็เป็นการสานต่อเรื่องราวหลังจากท่านเคาท์ แดร็กคูล่า โดน ศาสตราจารย์ วอน เฮลซิ่ง (Edward Van Sloan) กำจัดไป หลังจากนั้นตำรวจก็มาถึงที่เกิดเหตุ พร้อมนำศพของแดร็กคูล่าและศพคนที่ต้องมาเสียชีวิตไปในคืนนั้น กลับไปดำเนินการชันสูตรและทำรายงานตามขั้นตอน

แต่แล้วศพแดร็กคูล่ากลับถูกขโมย โดยเคาน์เตสมายา เซเลสก้า (Gloria Holden) ลูกสาวของแดร็กคูล่าที่เป็นแวมไพร์เหมือนกัน

ทว่าการที่เธอขโมยศพพ่อไปนั้น ไม่ใช่เพราะเธออยากจะปลุกชีพพ่อหรือสานต่อพลังอำนาจชั่วร้ายหรอกนะครับ แต่มันเพราะเธออยากจะใช้ชีวิตธรรมดาเหมือนคนสามัญ ว่าง่ายๆ คือไม่อยากเป็นแวมไพร์อีกต่อไป เธอเลยเอาศพพ่อมาเผา ด้วยความหวังว่าจะสามารถล้างคำสาปได้ แต่ในที่สุดเธอก็ยังเป็นผีดูดเลือด จำต้องไล่สังหารคนเพื่อดำรงชีพต่อไป

หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ได้พบกับจิตแพทย์หนุ่ม นามว่า เจฟฟรี่ย์ การ์ธ (Otto Kruger) ที่ทั้งหล่อเหลา เกลี้ยงเกลา มีความรู้มากมาย และเป็นสุภาพบุรุษอย่างยิ่ง

เธอตกหลุมรักเขาทันทีครับ พร้อมความหวังว่าจะได้ใช้ชีวิตอมตะที่แสนนานร่วมกับเขาเท่านั้น แต่พอดีว่าเจฟฟรี่ย์มีคนรักแล้ว นามว่า เจเน็ท (Marguerite Churchill) และเขาก็ไม่ยอมรักใครนอกจากเธอเช่นกัน

แบบนี้แล้วเคาท์เตสมายาย่อมยากจะยอมรับได้ จึงตัดสินใจดำเนินแผนการบีบให้เจฟฟรี่ย์เลือกที่จะอยู่กับเธอซะ ไม่เช่นนั้นหากเธอไม่ได้ครอบครองแเขาแล้ว ใครก็อย่าหวังได้!

เป็นตอนต่อที่น่าสนใจดีครับ เพียงแต่ความยอดเยี่ยมย่อมสู้ภาคแรกไม่ได้ หลายช่วงดูเชื่องช้า ความน่ากลัวก็ไม่มาก การเดินเรื่องก็ยังไม่น่าติดตามเท่าที่ควร

แต่ผมชอบที่หนังเล่นกับอารมณ์ของเคาน์เตส ให้เราได้เห็นถึงมิติของเธอ อีกทั้งความกดดันเศร้าหมองที่ต้องมาเป็นแวมไพร์ ทั้งที่เธออยากอยู่แบบคนธรรมดา มีคนรักและชีวิตที่สุขสมหวัง ดูไปก็อดเห็นใจเธอไม่ได้เหมือนกันครับ เพราะเธอถือได้ว่าเป็นเหยื่ออีกคนที่โดนท่านเคาท์ทำลายชีวิตชีวาลงไป

นี่เป็นหนังขาวดำครับผม เหมาะสำหรับคนที่นิยมชมชอบหนังเก่าๆ หนังลึกลับคลาสสิกที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับแดร็กคูล่าหรือปีศาจในสมัยก่อน มันอาจไม่ได้น่ากลัว เพราะนิยามคำว่าน่ากลัวของหนังสมัยก่อนกับหนังนี้มันแตกต่างกันไป แต่กระนั้นก็ถือได้ว่ามันมีพล็อตน่าสนใจ และหลายวาระมันก็ทำให้คนดูรู้สึกผวาได้เล็กๆ เหมือนกัน (ด้วยบรรยากาศและความมืด อีกทั้งสไตล์ภาพขาวดำที่ทำให้เราหลอนได้เหมือนกัน)

นอกจากนี้หนังยังมีบทสรุปที่เข้าท่าดีครับ หนังกำกับโดย Lambert Hillyer ผู้กำกับที่คร่ำหวอดในวงการหนังสมัยก่อนอีกคน ซึ่งในตอนแรกนั้นมีการทาบทามให้ James Whale ผู้กำกับ Frankenstein มารับงานแต่พอพิจารณาถึงโทนและสไตล์แล้ว ทีมงานเลือกที่จะให้ Hilyer กำกับมากกว่า

สองดาวกว่าๆ ครับ

Star21

(6.5/10)

Advertisements