รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Diary of a Wimpy Kid: Rodrick Rules (2011) ไดอารี่ของเด็กไม่เอาถ่าน 2 เสียทีร็อดดริก

1393768785

ภาคแรกถือว่าสนุกฮาในระดับหนึ่งครับ ซึ่งผมคาดไม่ถึงเลยว่าภาค 2 มันจะสนุกแบบได้ใจได้โล่ห์มากขนาดนี้!

เป็นภาคที่สนุกสุดในบรรดา 3 ตอนเลยครับ ทุกอย่างพอเหมาะพอดี ฮาเพลิน เนื้อเรื่องก็ชวนให้ติดตาม โดยคราวนี้เกร็ก เฮฟฟลีย์ (Zachary Gordon) เด็กหงอจากภาคแรกต้องมาเจอความร้ายสุดพิกัดของร็อดดริก (Devon Bostick) พี่ชายที่แสบขั้นเทพ เรียกว่าสองพี่น้องนี่ก่อสงครามกันเป็นพักๆ

แต่รู้ไหมครับว่าความสนุกของภาคนี้ไม่ได้อยู่ที่ 2 พี่น้องรบกันนะ แต่อยู่ที่ 2 พี่น้องเลิกรบกัน! นี่แหละครับทีเด็ดของแท้ แต่จะเลิกรบกันเพราะอะไรและเลิกรบกันนานแค่ไหนนี่ขอให้ลองชมกันนะครับ บอกได้เพียงว่าเรื่องของพี่น้องคู่นี้นี่แหละครับที่ทำให้ผมสนุก ฮา ประทับใจ ได้แง่คิด และรู้สึกดีกับหนังชุดนี้ไปโดยปริยาย

ในแง่ของความสนุกสนานตลกโปกฮาถือว่ามาแรงกว่าภาคแรกครับ มุขมันพอดี ลงตัว มันขำแต่ไม่อาจถึงกับฮาแตกจนน้ำตาไหลนะครับ แต่ก็ถือว่าฮาเอาเรื่องทีเดียวสำหรับหนังครอบครัวจากฮอลลีวู้ดแบบนี้ ไหนจะทีมดาราเจ้าเก่ากลับมากันครบ ไม่ว่าจะรอว์ลี่ย์ (Robert Capron) ซี้อ้วนของเกร็ก, เฟร็กลี่ย์ (Grayson Russell) เด็กแว่นจอมแหวะ, ชีราค กัปต้า (Karan Brar) เพื่อนชาวอินเดียจอมกวน, แพ็ตตี้ ฟาร์เรลล์ (Laine MacNeil) เจ้าแม่ประจำโรงเรียน ตามด้วยพ่อแม่ของเกร็ก (Steve Zahn และ Rachael Harris)

แล้วภาคนี้ยังมีสาวน้อย Peyton List ที่ดังไม่ใช่น้อยในอเมริกามาแสดงเป็นฮอลลี ฮิลส์ สาวสวยที่เกร็กแอบชอบมาเสริมความสนุกด้วยครับ

1393772159

จุดที่ผมจัดว่าชอบในภาคนี้คือการได้เห็นพี่น้องคู่กัดหันมาญาติดีกัน ทำให้เห็นว่าจริงๆ แล้วน่ะพี่น้องคู่นี้ก็เข้ากันได้นะครับ เพียงแต่ต้องมีสถานการณ์อะไรสักอย่างมาทำให้พวกเขาร่วมมือกัน ซึ่งการที่พวกเขาจะต่างกันบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ ก็คนเกิดมาต่างช่วงเวลากัน มันย่อมมีช่องว่างเกิดขึ้นได้เสมอ แต่จุดสำคัญอยู่ที่จะทำให้ช่องว่างนั้นมันสลายไปได้ยังไง และการจะสลายก็ทำได้โดยการหาอะไรสักอย่างมาเชื่อมพวกเขาเข้าด้วยกันครับ

อย่างในเรื่องนี่พวกเขามีประสบการณ์หนึ่งร่วมกัน เลยต้องร่วมมือกันเพื่อเอาตัวรอด ว่าง่ายๆ คือปกติพวกเขาจะอยู่คนละฝั่ง แต่พอมีเรื่องมาทำให้พวกเขาต้องอยู่ฝั่งเดียวกันเท่านั้นล่ะครับเป็นอันใช้ได้ ความบาดหมางไม่ถูกกันเป็นอันยกเลิกไป นี่ก็ถือเป็นอะไรที่น่าเก็บไปคิดเหมือนกันนะครับ โดยเฉพาะพ่อแม่ที่มีลูกๆ ไม่ค่อยจะถูกกันเนี่ย

และยังมีอีกประเด็นในภาคนี้ที่เหมือนจะขยายเหตุผลว่าทำไมเกร็กกับร็อดดริกถึงไม่ใคร่จะถูกกันนัก ส่วนหนึ่งพ่อแม่ก็ต้องพิจารณาสิ่งที่ตนเองกระทำด้วยครับ เพราะบางครั้งพ่อแม่ของพวกเขาก็ใช้อารมณ์ตัดสินเรื่องราวต่างๆ เร็วเกินไป ทำให้พี่น้องต่างฝ่ายต่างต้องตั้งการ์ดเพื่อปกป้องตัวเอง จนพอนานๆ เข้าจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากระยะห่างของพี่น้องจะมากขึ้นๆ

จุดนี้นับว่าน่าพิจารณาไม่น้อยครับ เพราะบางครั้งพ่อแม่ก็อาจลืมไปว่าสิ่งที่ตนเองทำก็มีผลกระทบทำให้ลูกๆ ห่างเหินกัน ไม่ถูกกัน แบ่งฝักฝ่ายกัน โดยเฉพาะการจ้ำจี้จำไชขี้บ่นมากไป หรือเพ็งหาคนผิด นั่นก็ยิ่งทำให้ลูกๆ อยากจะปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัวมากขึ้นเท่านั้น

มันย่อมมีความแตกต่างครับ ระหว่างการสอนให้พี่น้องปัดความผิดออกจากตัว กับการสอนให้พวกเขารู้จักรับผิดชอบในการกระทำของตนเอง

มันย่อมมีความแตกต่างครับ ระหว่างการสอนให้พี่น้องไม่ยอมลงซึ่งกันและกัน แบ่งเขาแบ่งเราไปเรื่อยๆ กับการสอนให้พวกเขารู้จักยอมกันบ้าง หันหน้าเข้าหากันบ้าง

มันย่อมมีความแตกต่างครับ ระหว่างการสอนให้พี่น้องช่วงชิง แข่งขัน ทำให้ตนเองเป็น “ฝ่ายได้” กับการสอนให้พวกเขารู้จักเสียสละ เรียนรู้ว่า “การเป็นฝ่ายเสีย” กับ “การเป็นฝ่ายให้” มีความแตกต่างกันอย่างไร

สิ่งเหล่านี้นี่แหละครับที่จะสอนหลักการอยู่ร่วมกันให้ ไม่ใช่แค่พี่น้อง แต่กับครอบครัวด้วยและทุกคนในสังคมนั่นเอง

MV5BMjA0MzI5MzE0MV5BMl5BanBnXkFtZTcwODExMTkyNA@@._V1_SY1000_CR0,0,1503,1000_AL_

นี่จึงไม่ใช่แค่หนังสนุกที่ดูเพลินคลายเครียดได้เท่านั้นครับ แต่ยังเป็นหนังที่ผมอยากให้พ่อแม่ทุกท่านลองได้ชมกัน ยิ่งใครมีลูกหลายคนหรือใครที่มีพี่น้องนี่ผมยิ่งอยากให้ได้ดูกัน เพราะท่านอาจได้สิ่งดีๆ กลับไปขบคิดเป็นของแถมนอกเหนือไปจากความสนุกที่หนังมีให้ก็ได้

ผมเลยชอบครับภาคนี้ ชอบมากๆ รู้สึกฟินในระดับหนึ่งก็ว่าได้ ชอบไปหมดน่ะครับทั้งความสนุกและเรื่องราว และที่ชอบมากหน่อยคือ “กฎของร็อดดริก” ที่เขาถ่ายทอดให้เกร็ด ซึ่งจะว่าไปน่าจะเรียก “วิชามาร” มากกว่าน่ะนะครับ แต่ดูแล้วมันใช่จริงๆ เจ้ากฎเอาตัวรอดเนี่ย

แนะนำให้ดูเลยครับ สนุกจริงๆ สำหรับคอหนังแนวตลกบันเทิงสำหรับครอบครัวน่ะนะครับ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements