Adventure

The Chronicles of Narnia: Prince Caspian (2008) อภินิหารตำนานแห่งนาร์เนีย ตอน เจ้าชายแคสเปี้ยน

open-uri20150422-12561-1r40sqi_71f60ace

ผมไม่แน่ใจนะครับว่า The Chronicles of Narnia จะทำออกมาได้ครบเจ็ดเล่มตามหนังสือหรือไม่ เพราะเนื้อหามันก็จะค่อยๆ มีความหนักขึ้นตามลำดับ ยิ่งภาคสุดท้ายนี่คนทำต้องใช้กำลังภายในเยอะทีเดียว ที่จะสร้างมันออกมาให้กลมกล่อม เต็มอิ่มทางความรู้สึกและสรุปเรื่องราวอย่างบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น แต่นั่นก็เป็นเรื่องของอนาคตครับ มาว่ากันถึงปัจจุบันดีกว่า เพราะบัดนี้ตำนานแห่งนาร์เนียได้เข้าล่วงเข้าสู่บทที่สองแล้ว

เปิดฉากมาหนังเลือกที่จะเล่าเหตุการณ์ในนาร์เนียอันเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการผจญภัยครั้งนี้ ในอาณาจักรนาร์เนียที่ผ่านไปหลังจากภาคแรกถึง 1,300 ปี (แต่เท่ากับหนึ่งปีของโลกมนุษย์) เมื่อเจ้าชายแคสเปี้ยน (Ben Barnes) รัชทายาทโดยชอบธรรมแห่งดินแดนกำลังจะถูกลอบสังหาร เนื่องจากมิราซ (Sergio Castellitto) ผู้มีศักดิ์เป็นลุงซึ่งคิดจะฮุบบัลลังก์มาตลอด ได้ลงมือก่อการขั้นเด็ดขาด จนเจ้าชายต้องระเห็จหนีออกไปยังดินแดนพงไพร เขตป่าที่มนุษย์ไม่ก้าวเข้าไปย่ำกราย เพราะว่ากันว่ามีปีศาจและสิ่งมีชีวิตประหลาดมากมายอาศัยอยู่

ในขณะที่เจ้าชายกำลังประสบเหตุคับขันก็ได้ส่งสัญญาณไปดึงเอาสี่พี่น้องตระกูลพีเวนซี่ อันได้แก่ ปีเตอร์ (William Moseley), ซูซาน (Anna Popplewell), เอ็ดมันด์ (Skandar Keynes) และลูซี่ (Georgie Henley) ให้กล้บมายังนาร์เนียอีกครั้ง เพื่อร่วมกันกอบกู้ความสงบสุขคืนมา พร้อมทั้งยังต้องตามหาอัสลาน ราชาราชสีห์ที่ไม่มีใครพบมานานแสนนาน แต่อัสลานคือความหวังเดียวที่จะสยบเหล่าทรราชย์ที่หมายทำลายทุกชีวิตในแดนนาร์เนียให้สูญสลายไป เพราะเพียงกำลังของพวกเขาย่อมไม่พอที่จะต่อการกับกองทัพคนโฉดนับหมื่นได้แน่ๆ

เอาล่ะครับ ถ้าคุณอยากรู้เพียงแค่ว่าหนังเรื่องนี้สนุกหรือไม่ เหมาะจะไปดูหรือเปล่าก็ขอให้ตอบคำถามพวกนี้ก่อนครับ

หนึ่ง คุณชอบ Narnia ภาคแรกหรือไม่

สอง คุณโอเคที่จะต้องเข้าไปดูหนังอีพิคจากค่าย Walt Disney ที่ไม่ได้มีความรุนแรงสะใจเท่า The Lord of the Rings และไม่ได้มีเนื้อหาซับซ้อน ไม่ได้มีความอลังการเต็มฟัด

ถ้าคำตอบคุณคือชอบภาคแรกและไม่หวังความสะใจของฉากรบพุ่ง ก็ไม่ต้องคิดมากครับ เดินไปซื้อตั๋วดูได้ตามสบาย ไม่ต้องอ่านรีวิวต่อก็ได้ครับ แต่ถ้าอยากอ่านก็ไม่ว่ากันครับ อิอิ

ในความเห็นผม ตัวหนังถือว่าหนังสามารถทำได้เข้าท่ากว่าภาคแรกในหลายๆ ทาง พวกฉาก โปรดักชั่น โลเกชันต่างๆ ยังให้อารมณ์ดินแดนแห่งมนตราได้อยู่ ไม่ว่าจะฉากที่พี่น้องต้องล่องเรือไปตามลำธารที่น้ำใส ไหลเย็น ก็ได้ใจผมไปแล้วล่ะครับ ฉากการต่อสู้ก็ถึงอกถึงใจ มีมากกว่าภาคก่อน ต้องบอกว่ากว่าครึ่งของเรื่องราวมีแต่การต่อสู้ ประจัญบานทั้งนั้น ซึ่งก็ทำออกมาได้ดีนะครับ เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ก็สนุกไปด้วยเช่นเดิม ที่เพิ่มมาคือความมันส์และอารมณ์ขัน

อย่างที่บอกคร่าวๆ หนังดูสบายๆ ฉากสู้เยอะขึ้น เนื้อเรื่องก็ทำท่าจะเข้มขึ้น ซึ่งโดยพล็อตแล้วผมว่าหนังจะทำให้มันเปี่ยมสาระก็ทำได้นะครับ เพราะปมช่วงแรกของหนังมันมีเรื่องน้าชายจอมโฉดของเจ้าชายแคสเปี้ยน ที่ดูฉลาดและรู้ทันเจ้าชายหมด ซ้ำยังหว่านล้อมคนอื่นได้เก่ง ผมก็อดมีความหวังไม่ได้ล่ะครับว่าเขาน่าจะเป็นวายร้ายที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง

อีกหนึ่งปมก็คือเรื่องอารมณ์ร้อนของปีเตอร์ ที่ในเรื่องเขาจะฮึดฮัดแสดงอำนาจตลอดเวลา นี่ผมก็คิดอีกเหมือนกันว่าน่าจะเอามาสานต่อเป็นปม Coming of Age คิดในใจว่าตอนท้ายคงมีจุดเปลี่ยนที่ทำให้ปีเตอร์เป็นผู้ใหญ่ขึ้น รวมถึงเจ้าชายแคสเปี้ยนที่ดูเป็นเจ้าชายอ่อนประสบการณ์ ซ้ำยังอารมณ์ร้อนพอๆ กับปีเตอร์ด้วย มันก็น่าจะขมวดเรื่องราวสอนให้เจ้าชายได้เรียนรู้การเป็นเจ้าชายที่ดีน่ะนะ

แต่ก็น่าเสียดายครับ เพราะอะไรดีๆ ที่ปูไวครึ่งแรกไม่ได้รับการสานต่อ เริ่มจากวายร้ายอย่างมิราซที่น่าจะเก่ง มาตอนท้ายกลับกลายเป็นตาลุงที่ไม่ได้มีพิษสงใดๆ ตกหลุมแม้แต่กับเด็ก ส่วนปมอารมณ์ร้อนของปีเตอร์กับเจ้าชายแคสเปี้ยนก็ผ่านมาแล้วผ่านไป ไม่ได้มีอะไรงอกเงยมาทั้งสิ้น

เลยน่าเสียดายน่ะครับ อุตส่าห์เปิดมาน่าสนใจ แต่ครึ่งหลังมีดีแค่ฉากการต่อสู้เท่านั้นเอง

จุดด้อยอีกหนึ่งที่สำคัญไม่ย่อยคือ สี่พี่น้องตระกูลพีเวนซี่นั้นดูไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้งๆ ที่ตอนจบภาคแรกนี่ดูไปคิดเลยว่าต้องรักกันแบบตายแทนกันได้แน่ แต่ในเรื่องกลับไม่ค่อยมีอะไรสื่อสัมพันธ์กันนัก ความเด่นของแต่ละคนก็มีเยอะ ที่เด่นจริงๆ คือ เอ็ดมันด์ครับที่ดูเป็นผู้ใหญ่ที่สุด แล้วก็ฉลาดล้ำ ซ้ำยังปล่อยมุขขำๆ บ่อยมาก ผมล่ะประทับใจนายคนนี้ที่สุดแล้วล่ะ

นอกนั้นก็ไม่ค่อยเท่าไร ปีเตอร์เหมือนจะมีปมแต่แล้วก็ไม่มี แคสเปี้ยนก็ไม่มี ซูซานก็ไม่มี แม้แต่ลูซี่หนูน้อยคนสำคัญที่น่าจะมีบทบาทมากหน่อยก็เหมือนมาเพื่อตามหาอัสลานอย่างเดียว ไม่ครองใจคนดูเท่าภาคก่อน

ไปๆ มาๆ ตัวละครที่ขโมยซีนกลับเป็นเหล่าตัวสมทบอย่างคนแคระที่ไม่ชอบหน้าพวกพีเวนซี่ในตอนแรก แต่สุดท้ายก็ยินดีพิทักษ์พวกเขา และหนูนักดาบจอมซ่าส์ที่เรียกรอยยิ้มได้ทุกครั้งไป

แต่โดยรวมๆ หนังก็ไม่ค่อยผิดหวังหรอกครับ แค่ไม่ได้ยอดเยี่ยมอย่างที่บทอุตส่าห์ปูทางไว้เท่านั้นเอง ส่วนดารา Effect หรือฉากผมว่าก็ออกมาดีไม่เสียฟอร์ม แต่มาพร่องนิดเรื่องความหนักแน่นของเรื่องราวเท่านั้นล่ะครับ แต่มาคิดอีกทีผมว่าก็คงเป็นเจตนาของ Andrew Adamson เจ้าเก่าจากภาคแรกที่อยากรักษาความเป็นวรรณกรรมเยาวชนเอาไว้ เลยไม่ทำให้หนักเกินไป ซึ่งเด็กก็ไม่มีปัญหาหรอกครับ หนักไม่หนักไม่เป็นไรขอให้สนุกแล้วกัน แต่ผู้ใหญ่ที่ต้องอะไรมากกว่าฉากสู้และตัวประหลาดก็คงรู้สึกว่ามันโหวงๆ พิกล

ผมเองก็โอเคน่ะครับ สนุกดี อะไรๆ เหมือนจะดีแต่ก็ยังไม่มากพอ

แต่ที่ผมชอบก็คือสาระอันหนึ่ง แม้หนังจะไม่ได้สื่อตรงๆ แต่ก็น่านำมาคิดต่อยอดได้ เรื่องของอัสลานไงครับ

อย่างที่เราทราบกัน C.S. Lewis มีเจตนาเขียน Narnia ขึ้นมาโดยให้แฝงความหมายว่าด้วยคริสต์ศาสนาไว้ ซึ่งผมก็จะมองในแบบของผมน่ะครับ ไม่ได้อิงเรื่องว่าอัสลานคือพระเยซูหรือตัวแทนพระเจ้าหรือไม่ แต่ผมมองว่าอัสลานคือผู้นำที่ยอดเยี่ยมมากทีเดียว ภาคก่อนเขารู้จักเสียสละตนเองเพื่อให้คนอื่นอยูรอด รู้จักสอนสั่งคนติดตามให้ลืมตาดูโลกด้วยความจริง มาภาคนี้แม้เขาจะไม่ปรากฏตัวเลยจนกระทั่งตอนท้าย แต่นั่นก็เป็นการกระทำเพื่อให้ปีเตอร์ แคสเปี้ยนและคนอื่นๆ รู้จักที่ยืนหยัดด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะคนเราหากต้องประสบกับความยากลำบากแค่ไหน แต่หากได้รับการฝึกฝนจนอยู่ด้วยลำแข้งตัวเองได้ ไม่งอมืองอเท้า ไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งใด ก็จะไม่มีวันล่มจม

ข้อคิดอันนี้ถือว่าเข้าสมัยบ้านเรามากเลยนะครับ น้ำมันก็แพง ของราคาก็พุ่ง หากเราเอาแต่จะหวังว่าจะมีคนมาช่วยอย่างเดียวคงไม่ได้ เราต้องพึ่งตนเอง ดิ้นรนหาทางออก เช่น คนที่ไม่มีงานก็ต้องหางาน หาเงินมาอย่างสุจริต เป็นต้น หรือสมมติว่าเราเป็นพ่อแม่ บางครั้งก็จำใจต้องปล่อยให้ลูกเลอะประสบการณ์บ้าง การไปประคบประหงมทุกกระเบียดมันจะเป็นการทำร้ายลูกมากกว่าครับ เพราะเราผู้เป็นพ่อแม่มิได้อยู่กับลูกไปได้ตลอด สักวันเราก็ต้องจากไป และเมื่อเวลานั้นมาถึงแล้วท่านไม่ได้มอบมรดกชีวิตไว้ให้ลูกเลย แล้วเขาจะดำรงชีวิตได้อย่างไร เพราะการมีมรดกเงินเพียงอย่างเดียวมันช่วยให้ลูกอยู่ต่อไม่ได้หรอกนะครับ

แต่ตรงกันข้าม แม้ท่านจะไม่มีมรดกใดๆ แม้แต่บาทเดียว แต่ท่านได้มอบประสบการณ์โดยให้ลูกได้ไปคลุกคลีกับสิ่งต่างๆ จนเขาสามารถใช้ชีวิตในโลกกว้างได้อย่างปลอดภัย นั่นต่างหากถึงจะมีค่า หากเขาสู้ชีวิตได้ เอาตัวรอดได้ สักวันก็ต้องหาเงินทองมาได้เองแหละ

ระหว่างมีเงินเพื่อรอวันหมด กับไม่มีเงิน แต่เรียนรู้เพื่อรอวันมี อย่างไหนจะลงท้ายได้สวยกว่ากัน น่าคิดนะครับ

หรือหากคุณเป็นวัยรุ่น ก็เริ่มได้แล้วครับ ลองหาประสบการณ์ทำสิ่งต่างๆ จำไว้ว่าทุกอุปสรรคที่เราเอาชนะได้ เราจะได้กำไรจากมันในภายภาคหน้า เช่น การบ้านที่แสนยาก ทำไปเอามือกุมขมับไป แต่เมื่อคุณทำได้ มันจะนำผลดีมาให้ อย่างแรกคือมีงานส่ง อยากสองคือเราแก้ปัญหาเป็น อย่างที่สามคือหากข้อสอบออกแบบนี้เราก็มีแววจะทำได้ล่ะ

จงมองอุปสรรคเป็นทางสู่ความสำเร็จ แล้วคุณจะไม่มีวันล้มเหลว

ขณะเดียวกันก็อย่าลืมทำตัวเหมือนลูซี่ครับ รู้จักนอบน้อมผู้ใหญ่ หากมีปัญหาใด การขอคำปรึกษาจากผู้สูงวัยอาจทำให้เราได้รับคำตอบก็ได้ อย่าดูถูกผู้ใหญ่ครับ เพื่อความก้าวหน้าของคุณ

เจ้าแนวคิดต่อยอดพวกนี้ทำให้ผมรู้สึกดีกับหนังขึ้นมาอีกพอสมควร นับถืออัสลานครับ ว่าสามารถนำคนได้ สร้างคนได้

อีกหนึ่งสาระดี ก็ได้จากนายเอ็ดมันด์นี่แหละ จำได้ไหมครับมีอยู่หนึ่งฉากที่เขาลงมือทำลายประตูติดต่อกับแม่มดขาวด้วยตนเอง แบบนี้แหละลูกผู้ชายตัวจริง รู้ว่าอะไรไม่ดีก็อย่ากลับไปข้องแวะกับมันอีก หลังจากภาคก่อนเขาโดนแม่มดขาวล่อลวงจนแทบเสียคน มาภาคนี้พอเจออีก เขารู้แล้วครับว่าแม่มดไม่ได้มาดีแน่ เลยจัดการซะ เท่ห์จริงๆ ครับ

สรุปว่าหนังไม่เลวครับ ถ้าชอบภาคแรกก็ดูได้ ไม่ผิดหวังเท่าไร

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements