Adventure

Harry Potter and the Half-Blood Prince (2009) แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ เจ้าชายเลือดผสม

HP6

มาแล้วนะครับสำหรับการผจญภัยตอนที่ 6 ของพ่อมดน้อยที่โตเป็นหนุ่มเรียบร้อย แฮร์รี่ พอตเตอร์… เฮ่อ อีกสองภาคก็จบแล้วสินะ เวลาผ่านไปเร็วใช้ได้เหมือนกันนะครับเนี่ย

ก่อนอื่น ขอตอบคำถามแบบตรงประเด็นเกี่ยวกับหนังภาคนี้เลยดีกว่านะครับ

คำถาม: ภาคนี้ ระหว่างหนังกับหนังสือ อันไหนดีกว่ากัน
คำตอบ: แหม ไม่ต้องถามแล้วล่ะมั้งครับ กี่ภาคๆ ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าหนังสือมันร่ายได้ละเอียดกว่า ครบเครื่องกว่ากันเยอะ

คำถาม: มันตีกันกระหน่ำแค่ไหน มันส์หรือไม่ เพราะเห็นตัวอย่างมันเหมือนจะเน้นมันส์ ถึงขนาดถล่มสะพาน บุกโรงเรียน
ไหนจะเห็นดัมเบิลดอร์ ร่ายเวทย์มหาเพลิงขนาดยักษ์อีก จนชวนให้คิดว่ามันต้องบู๊กันสุดยอด ยิงพลังกันหนักแน่นอน…
คำตอบ: ถ้าคิดเช่นนั้นก็ขอให้ทำใจปรับความเข้าใจกันหน่อยนะครับผม มันไม่ได้บู๊ขนาดนั้นหรอก
ที่เห็นในตัวอย่างน่ะ คือแอ็กชันหลักๆ ในเรื่องครับ ไม่ได้มีมากกว่านั้นหรอก

คำถาม: มีวิธีดูหนังภาคนี้ให้สนุกหรือไม่
คำตอบ: ถ้าคุณอ่านหนังสือมาแล้ว แนะนำว่าอย่าเอาไปเทียบกันเลยครับ คิดเสียว่าหนังสือก็สื่อหนึ่ง หนังก็สื่อหนึ่ง
แล้วทำความเข้าใจว่า แฮร์รี่ภาคนี้ จะเป็นในเชิงบอกเล่าข้อมูลมากกว่าเน้นผจญภัยแบบตอนที่ผ่านๆ มา แล้วมันอาจช่วยให้เราดูหนังได้คล่องคอขึ้น

คำถาม: เขาว่านี่เป็นแฮร์รี่ฉบับหนังตอนที่ดีที่สุดเลย จริงหรือ
คำตอบ: จากกระแสเมืองนอกเขาว่ากันอย่างนั้นครับ แต่ขอแนะนำว่า เราเท่านั้นที่จะตัดสินได้ว่า Harry ภาคนี้ดีสำหรับเราหรือไม่
ผมเองก็ตัดสินให้แบบฟันธงไม่ได้หรอกครับ ผมทำได้เพียงรีวิวในบล็อก แชร์ความคิดความรู้สึกเท่านั้นเอง

ทีนี้ก็เข้าเรื่องนะครับ เรื่องราวใน Harry ภาคนี้ จะเน้นไปที่การบอกเล่าครับ เล่าเป็นหลักซึ่งประเด็นหลักๆ ก็มีสามอย่าง

อย่างแรกคือ การเปิดปมความลับของลอร์ด โวลเดอร์มอร์ ตั้งแต่ยังเด็กมาจนถึงตอนเข้าเรียนที่ฮอกวอตส์ ให้เราได้ทราบกันว่าอะไรคือความลับอำนาจมืดของพี่ท่าน

อีกประเด็นจะเป็นเรื่องกุ๊กกิ๊ก รักแหววๆ ของเหล่าตัวเอกที่แตกเนื้อหนุ่มเนื้อสาวครับ ทั้งแฮร์รี่ (Daniel Radcliffe), รอน (Rupert Grint) และ เฮอร์ไมโอนี่ (Emma Watson) ภาคนี้เราก็จะได้ทราบกันสักทีว่าใครคู่กับใครกันบ้าง

และประเด็นสุดท้ายคือ การเดินแผนของลอร์ด โวลเดอร์มอร์ที่หมายจะจัดการพ่อมดที่มันเกรงกลัวที่สุดอย่างดัมเบิลดอร์ขั้นเด็ดขาด ด้วยการส่งเดรโก มัลฟอย (Tom Felton) ให้มาทำภารกิจนี้… แล้วมันคือภารกิจใดกันแน่

ผมรู้สึกตั้งแต่ตอนอ่านนิยายว่าภาคนี้มันออกแนวภาคผนวก เป็นภาคเชื่อมระหว่าง 5 ภาคแรกกับภาค 7 อันเป็นตอนสุดท้าย ภาคนี้เลยทำหน้าที่ขมวดปมครับ เฉลยเรื่องราวต่างๆ ที่ควรรู้ให้ได้เตรียมรับทราบก่อนจะได้เห็นบทสรุปในภาค 7

ในหนังสือภาคนี้เลยเน้นน้ำหนักไปที่การบอกข้อมูลทั้งเรื่องทิศทางของตัวละครว่าจะไปทางไหน และเก็บตกปมเก่าให้ครบๆ ตามด้วยการสร้างปมใหม่ขึ้นมาเล็กน้อยให้ฉงนและอยากตามไปดูต่อในภาค 7

แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าลีลาการเดินเรื่อง ความสนุกตื่นเต้น กับแก่นเนื้อหาชวนติดตามที่เป็นเสน่ห์ของแฮร์รี่ภาคก่อนๆ ก็หดหายลงไปพอสมควร

harry-potter-and-the-half-blood-prince

อย่างในภาคแรก แก่นที่ชวนให้เราติดตามคือ อะไรคือศิลาอาถรรพ์

ในภาคสอง ก็ชวนให้เราลุ้นว่าอะไรอยู่ในห้องแห่งความลับ

ภาคสามก็ลุ้นกันต่อว่าแฮร์รี่กับนักโทษแห่งอัซคาบัน ถ้าเจอกันแล้วมันจะเป็นเช่นไร

ภาคสี่ก็ลุ้นว่าแฮร์รี่จะเอาชนะสามด่านภารกิจชิงเกียรติยศชั่วนิรันดร์ได้หรือไม่

ภาคห้าก็เชียร์ให้แฮร์รี่กับพวกหาทางยำสหบาทาเจ๊โดโลเรส อัมบริดจ์ และลุ้นว่ากระทรวงเวทย์มนต์จะยอมรับไหมว่าลอร์ดมืดกลับมาแล้ว

ในภาคที่แล้วมานั้นวิธีเล่าเรื่องคือ มีแก่นให้คนดูติดตาม แล้วก็ค่อยๆ แทรกข้อมูล เหยาะลงไประหว่างทาง แต่พอมาภาคนี้ ข้อมูลมาเป็นเรื่องหลักครับ ส่วนเนื้อหา แก่น ไม่ใคร่จะชัดเจน ไม่ค่อยจะเน้นจนเร้าใจเท่าไร

ผมเชื่อว่าใครๆ ที่เห็นชื่อตอนก็คงจะสนใจว่า “เจ้าชายเลือดผสม” มันคือผู้ใด และคิดว่าพี่แกน่าจะเป็นแก่น แต่ไปๆ มาๆ ก็ไม่เชิงหรอกครับ ในหนังสือแค่พูดถึงแบบกลืนๆ ไม่ได้เน้น เนื้อเรื่องส่วนมาก แฮร์รี่จะลงไปอยู่ในหม้อเพนซิฟมากกว่า (จนแอบคิดตอนอ่านว่าน่าจะตั้งชื่อตอนว่า Harry Potter and the Pot of Pensieve ฮ่าๆๆๆ ชื่อไทยก็ แฮร์รี่ พอตเตอร์ภาคลงหม้อ)

แต่กระนั้นก็ใช่ว่านิยายภาคนี้จะไม่สนุกนะครับ เพียงแต่ว่าหากเอาเกณฑ์ความเป็นแฟนตาซี ผจญภัยแบบภาคที่แล้วๆ มาวัด มันก็อาจจะไม่โดนใจคนอ่าน ไม่สนุก ไม่มันส์อย่างเคย แต่หากปรับสักนิด จะเข้าใจว่าเจ๊ J.K. Rowling เธอเปลี่ยนสไตล์มาเน้นเล่าข้อมูลน่ะครับ ก็อาจรู้สึกโอเคขึ้นบ้าง

อย่างผมก็เป็นครับ อ่านรอบแรกรู้สึกเลยว่าทำไมมันชืดลง แต่พออ่านเก็บรายละเอียดอีกทีก็โอเค มันเป็นภาคขมวดก่อนสรุปตำนานนี่เน้อะ

ดังนั้นคำแนะนำก่อนดูภาคนี้ก็คือ คิดเสียว่ามันคือภาคเสริมน่ะครับ มาบอกที่มาที่ไปของโวลเดอร์มอร์ให้รู้ แล้วก็โปรยเรื่องไว้เพื่อจะได้ไปอัดกระหน่ำในภาค 7 แบบเต็มคราบ ฉะนั้นจึงไม่ควรคาดหวังความเมามันส์หรือแอ็กชันตระการตา… ลองคิดแบบนี้ก่อนดูนะครับ น่าจะเป็นการปรับจูนที่ทำให้โอเคกับตัวหนังมากขึ้นได้

เอาล่ะ มาว่ากันที่ตัวหนังดีกว่า… ผมชอบแฮะ อืมม์ จริงๆ นะครับ จนพอจะเรียกได้ว่าเป็นฉบับหนังตอนที่ชอบที่สุด… ไม่ได้หมายความว่าสนุกสุดนะครับ แต่มันเป็นความชอบในความลงตัวของมัน เหมือนภาค 3 นั่นแหละ ที่อาจจะไม่ได้สุดยอด แต่ก็กลมกล่อมในแบบของมันเอง

เริ่มจากลีลา Effect เทคนิคเนี่ย มันเนียนดีอยู่แล้วล่ะครับ แล้วก็ฉากแข่งควิดดิชก็จัดว่าออกรส ดูสมจริง มีสไตล์กว่าคราวก่อนๆ เยอะทีเดียว งานดนตรีของ Nicholas Hooper ก็จัดว่าไพเราะ ไปกับเรื่องราวได้อย่างดี งานด้านภาพก็ออกมามีสไตล์ เด่นขึ้นกว่าภาคก่อนๆ พอสมควร และโทนก็มืดขึ้นๆ เข้ากับเรื่องราวดี

ถัดมาคือเนื้อเรื่อง ที่แม้จะตัดเอาเนื้อหาบางส่วนออกไปบ้าง แต่โดยใจความหลักๆ ก็เก็บมาครบ เล่าได้ลื่นพอตัว ครึ่งแรกก็เน้นเรื่องรักๆ ซึ่งฮาและน่ารักดี โดยเฉพาะคู่ของรอนกับเฮอร์ไมโอนี่เนี่ย ครบครับ ทั้งหวานนิดๆ ซึ้งหน่อยๆ และเศร้าปนๆ

ส่วนคู่ของแฮร์รี่กับ… แฮะๆๆ ถ้าดูแล้วก็คงทราบนะครับ ก็ดูน่ารักกันดีแหละครับ แต่อาจจะดูปุบปับไปบ้างสำหรับคนดูหลายท่าน ผมเองถ้าไม่เคยอ่านนิยายมาก่อนก็คงจะรู้สึกโดดๆ ทางอารมณ์เหมือนกัน แม้คู่นี้จะมีแววมาตั้งแต่ภาคสองแล้วก็เถอะ

แต่ผมก็มาชินเอาระยะหลังๆ เวลาดูหนังรักของมะกัน ทางบ้านเขาเวลาบทจะรัก บทจะถูกใจกันเนี่ยก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง แค่มีตาซึ้งๆ ส่งให้กันก็เป็นแฟนได้เลย บางทีก็ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยแต่ก็ถูกใจกันได้ ซึ่งจะต่างจากฝากเอเซียเราที่ต้องมีการปูอารมณ์ก่อน อันนี้ก็เป็นความต่างในเรื่องการคบหาดูใจน่ะครับ ส่วนมากบ้านเขาจะเร็วกว่าของเราอยู่

ซึ่งคู่ของแฮร์รี่กับเธอคนนี้นั้น จะว่ามีเหตุผลรองรับก็ได้ล่ะครับ เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่าเธอน่ะแอบชอบแฮร์รี่มานานแค่ไหนแล้ว ส่วนแฮร์รี่เองก็เพิ่งมาเห็นความน่ารักของเธอเป็นเรื่องเป็นราวภาคนี้นี่เอง ซึ่งก็ต้องชมทีมงานด้วยล่ะครับ ที่ทำให้บทของเธอคนนี้ดูดูขึ้น ไล่มาตั้งแต่เสื้อผ้า หน้าผม และตัวคนแสดงเองที่ทำให้บทนี้เด่นขึ้นมาอีกระดับ ดูเหมาะกับแฮร์รี่น่ะ ว่างั้นเถอะ

ดังนั้นถ้าว่ากันถึงประเด็นความรักวัยรุ่น ผมว่าหนังทำออกมาได้ดีล่ะครับ น่ารักดี หรือตอนฮาๆ ก็หัวเราะออกมาได้กำลังดีทีเดียว

ถัดจากประเด็นความรัก ก็ต่อด้วยการเล่าเรื่องการเปิดปมโวลเดอร์มอร์ ก็ไม่เลว เพียงแต่ในนิยายจะครบเครื่องกว่า ชวนให้คนอ่านเกลียดลอร์ดมืดคนนี้มากกว่า แต่ในหนังก็โอเคล่ะครับ พอเข้าใจว่าเวลาจำกัด

และอีกประเด็นคือแผนการณ์ที่เดรโก มัลฟอยทำ… อันนี้ยกนิ้วให้ Felton เลยครับ หมอนี่แสดงดี ตีบทมัลฟอยเวอร์ชั่นสับสนตื่นกลัวได้อย่างเฉียบขาด จนผมยังอดสงสารไม่ได้ พอๆ กับ Alan Rickman เจ้าของบทศาสตราจารย์สเนป ที่สื่ออารมณ์ได้ดีเช่นกันครับ เป็นการปูพื้นไปสู่ภาค 7 ได้ดี ซึ่งจุดนี้ผมว่าจะดีกว่าในหนังสือด้วย เพราะมันชัดน่ะครับว่า สเนปกำลังทำอะไรกันแน่

HP64

โดยรวมๆ หนังเล่าได้โอเคล่ะครับ คงอารมณ์ในหนังสือเอาไว้ได้ แต่จุดพร่องก็ต้องมีบ้าง เช่น เนื้อหาที่โดนตัดออกไป หรือการปรับบางอย่างในช่วงท้าย (เช่น ฉากที่แฮร์รี่เป็นสักขีพยานในแผนการณ์ที่มัลฟอยเป็นคนลงมือ) ที่อาจจะไม่บีบคั้นเต็มที่ หรือ ฉากสู้กันมันส์ๆ ก็หายไป (แต่ก็พอเดาได้ว่าคนทำคงเก็บไว้ ค่อยใส่แบบเต็มที่ในภาคสุดท้ายน่ะครับ) แต่ที่ออกจะโหวงไปหน่อยคือ ภาคนี้ไม่ได้เห็นสเนปสอนหนังสือครับ ทั้งๆ ที่ในที่สุดเขาก็ได้สอนวิชาที่ต้องการสอนมานานแสนนาน… อันนี้เสียดายอยู่พอตัว

ส่วนตัวละครใหม่ในภาคนี้ก็ได้แก่ ศาสตราจารย์สลักฮอร์น (Jim Broadbent) จริงๆ แล้วเขาก็มีผลกับเนื้อเรื่องดีล่ะครับ แต่อาจยังไม่เด่นนัก ไม่เหมือนตอนก่อนๆ ที่พอเปิดตัวอาจารย์ใหม่ทีไร มักจะชวนให้จดจำทุกที แต่เขาก็แสดงได้ดีครับ ดาราในเรื่องก็แสดงได้ดีหมด โดยเฉพาะๆ Gambon ที่ทำให้ดัมเบิลดอร์ เป็นบทที่จดจำได้อย่างยอดเยี่ยมอีกรอบหนึ่ง ผมล่ะชอบตอนแกขอหนังสืออ่านเล่นจากสลักฮอร์นมากเลยครับ น่ารัก เนียนๆ ฮาแบบดัมเบิลดอร์

อีกคนที่ลืมไม่ได้ก็คือเจ๊บ้า เบลลาทริกซ์ เลสแตรงจ์ ที่ Helena Bonham Carter เกิดมาเพื่อบทนี้ครับ บ้า คลั่ง เพี้ยน สุดยอดจริงๆ อันนี้กระซิบนะครับ ยอมรับเลยว่าผมล่ะอยากเห็นจุดจบเจ๊คนนี้มากกว่าโวลเดอร์มอร์ดี มันน่าจริงๆ เชียว

David Yates… พี่แกทำได้ครับ ทำได้ดีขึ้นกว่าคราวก่อนเยอะทีเดียว และพี่ท่านคงได้เป็นคนกำกับ Harry มากตอนที่สุดอย่างแน่นอนล่ะครับ เพราะอีกสองภาคต่อไปเขาก็ยังนั่งแป้นกำกับ ตอนนี้ถ่ายทำไปแล้วด้วย (ภาคถัดไปฉาย 19 พฤศจิกายนปีหน้าครับ) ก็น่าจับตาครับว่าแกจะเข้าฝักมากขึ้นหรือไม่ แต่ดูจากแนวโน้มแล้วก็น่าจะทำได้นะ

ส่วนสาระดีๆ ติดปลายนวมก็มีบ้างครับ อย่างความสำเร็จนั้น แท้จริงแล้วอยู่ที่ความมั่นใจในตัวเองของเราครับ ขอเพียงพยายาม ตั้งใจ ไม่ประมาท แบบที่รอนเป็นไงล่ะครับ พอเขาเชื่อมั่น จากสับสนก็กลายเป็นความมั่นใจในทันที

หรือเรื่องของมัลฟอย ที่แอบคิดอยู่ลึกๆ ว่าถ้ามีการทำตอนแยกบรรยายความรู้สึก ความสับสนของมัลฟอยเนี่ย คงจะน่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ เป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งได้เลยล่ะ ในแต่ละการตัดสินใจ ความขัดแย้งในหัว และความจำเป็นบังคับที่ต้องทำ มันน่าสนใจนะครับว่าเด็กคนหนึ่งที่ถูกเลี้ยงมาในครอบครัวที่เป็นคนของลอร์ดมืดเต็มตัว ต้องเจอกับอะไรบ้าง และในจุดหักเหที่สำคัญของชีวิตนี้ เขาจะจัดการมันอย่างไร ต่อสู้กับความขัดแย้งอย่างไร มีมุมดีๆ ในหัวใจเขาหรือไม่…

แอบคิดด้วยซ้ำว่า ถ้ามีการแก้ปมให้แฮร์รี่ชักนำมัลฟอยเข้าสู่ด้านสว่าง มันน่าจะมีอะไรชวนให้คิดมากกว่านี้อีก…

สรุปเลยแล้วกันนะครับ ภาคนี้ไม่ใช่ภาคที่มันส์ ไม่ได้ตีกันแบบเต็มฟัด
แต่จะเน้นการบรรยายข้อมูลที่เราควรทราบก่อนไปสรุปเรื่องในตอนต่อไป เป็นการปูพื้นน่ะครับ
ก่อนที่ภาคหน้าจะปูพรมแล้วก็ทิ้งระเบิดแบบเต็มที่
ภาคนี้จะค่อนข้างเหมาะกับคอหนังที่เป็นแฟนแฮร์รี่มากกว่าขาจรทั่วไป

ส่วนผมในชอบ ในความกลมกล่อมลงตัวของมัน แล้วก็ในเรื่องรักๆ ฮาๆ น่ะครับ

สองดาวสามส่วนสี่ดวงครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements