Action

World Invasion: Battle Los Angeles (2011) วันยึดโลก

1358781077

เป็นหนังที่ทำให้ผมงงตอนเข้าฉายครับ เพราะตอนนั้นทราบดีว่ามีหนังเรื่อง Battle Los Angeles ว่าด้วยมนุษย์ต่างดาวบุกโลก แล้วทหารภาคพื้นดินก็เข้าไปรบกับพวกมันเพื่อปกป้องประเทศ โดยมีสมรภูมิคือ แอล.เอ.

แล้วสักพักบ้านเราก็มีหนังเรื่อง World Invasion: Battle Los Angeles แว่บแรกที่คิดคือ “นี่มันหนังตั้งชื่อเหมือนหนังดังๆ เพื่อหลอกคนดูหรือเปล่า” เพราะช่วงนั้นเจอเยอะมาก ทั้ง Transmopher, The Day The Earth Stopped ฯลฯ เจอเยอะจนหลอนครับ

พอมาสืบสาวก็ถึงรู้ว่ามันคือเรื่องเดียวกันนั่นแหละ เพียงแต่ผู้สร้างอยากเพิ่มสร้อยชื่อต้นเข้ามา เพื่อให้มันดึงดูดความสนใจคนมากขึ้น (แล้วหลังหนังฉายไม่นาน ก็มีหนังลอกชื่อเรื่องนี้โผล่ขึ้นมาจริงๆ โดยใช้นามว่า Battle of Los Angeles )

พล็อตหนังเรื่องนี้ก็ว่าง่ายๆ ครับ มีเอเลี่ยนมารุกรานโลก ทำให้เหล่าทหารหาญต้องปฏิบัติการรบกับพวกมัน โดยหนังจะโฟกัสไปที่หมู่ของจ่าไมเคิล แนทซ์ (Aaron Eckhart) กับลูกทีมที่ต้องงัดสารพัดอาวุธและยุทธวิธีมาจัดการกวาดล้างเอเลี่ยนให้สิ้น ซึ่งก็แน่นอนครับว่าต้องมีทั้งการยิงกันหูดับ ระเบิดถล่มกันตึกกระจาย ไหนจะการเสียสละของคนในทีม ภาพการปกป้องพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ระหว่างการต่อสู้ก็มีทั้งยามที่ได้เปรียบและเสียเปรียบ ว่าง่ายๆ คือเหมือนนั่งดูหนังสงครามนั่นแหละครับ เพียงแค่ข้าศึกของทหารคือเอเลี่ยนที่มีเทคโนโลยีไฮเทคกว่านั่นเอง

ผมว่าหนังก็ดูได้เพลินๆ นะครับ อาจไม่สมบูรณ์แบบและมีจุดบกพร่อง แต่ก็ยังให้ความบันเทิงกับเราได้ในด้านฉากแอ็กชันที่ทำให้มันส์พอสมควร มีช่วงลุ้นในหลายวาระ ไหนจะฉากระเบิดตูมตามเป็นระยะ และ Effect ก็เนี๊ยบใช้ได้

ด้านดราม่าหนังก็ยังสอดแทรกประเด็นลงมาเล็กๆ ให้พอได้สัมผัส ไม่ว่าจะเรื่องความเสียสละหรือความกล้าหาญ อันนี้ทำให้คิดได้เหมือนกันนะครับ ว่าโลกเรานั้นจริงๆ แล้วมีอาวุธลับที่คลาสสิกมากอยู่หลายประการ ซึ่งมันไม่ใช่อาวุธหนักหรืออาวุธที่มีไว้ฆ่าฟัน ทว่ามันคืออาวุธคู่ชีวิตมนุษย์ อย่างความกล้าหาญ ความเสียสละ ความห่วงใยเอื้ออาทร ความอดทน เหล่านี้ถือเป็นอาวุธชั้นดีที่ช่วยโลกทั้งใบได้ ไม่ว่าจะยามมีสงครามหรือยามสงบสุข

เป็นหนังที่ดูเอามันส์ได้เลยครับ จุดสำคัญคืออย่าคาดหวังมากจนเกินไปครับ บทมันไม่มีอะไรนักนอกจากเหล่าทหารรบกับเอเลี่ยน ซึ่งผู้กำกับ Jonathan Liebesman ก็เนรมิตฉากบู๊ได้น่าดูอยู่ครับ พี่คนนี้ผมว่าแกไม่เลวในการทำฉากแอ็กชั่นและฉากชวนระทึก แต่ถ้าเป็นเรื่องการกระตุ้นอารมณ์ร่วมคนดู เรื่องประเด็นดราม่า หรือการเล่าเรื่องให้ชวนติดตามแบบเต็มขั้นนั้น พี่แกจะทำได้บ้างไม่ได้บ้างครับ ดูจากงานก่อนหน้าไม่ว่าจะ Darkness Falls, The Texas Chainsaw Massacre: The Beginning หรือ Wrath of the Titans ที่จริงๆ บทเข้มข้นกว่าภาคแรกมาก แต่การถ่ายทอดออกมากลับยังไม่ถึงจุดที่ควรจะเป็น

อีกจุดเล็กๆ ที่ผมชอบคือตอนที่จ่ากับทีมวางแผนกันในแต่ละช่วง บางทีก็แผนรับ บางคราวก็แผนรุก ช่วงไหนที่ตัวละครต้องร่วมแรงทำงานกันเป็นทีมมักจะเป็นจุดที่ชวนลุ้นได้แบบกำลังเหมาะ ส่วนหนึ่งก็คงเพราะเรารู้แล้วน่ะครับว่าเขาจะทำอะไร มีแผนมีเป้าแบบไหน เราก็เลยอดไม่ได้ที่จะลุ้นตามว่าในที่สุดแล้วเป้าที่วางไว้จะบรรลุหรือไม่

สรุปว่าหนังดูเอามันส์ เอาเพลิน ถ้าไม่หวังอะไรเกินกว่านั้นก็คงสนุกไปกับหนังได้ไม่ยากครับ

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

Untitiled04893