รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Ghostheads (2016) แฟนพันธุ์แท้บริษัทกำจัดผี

25394735_1863165137047612_2559505442536197476_o

เคยดูหนังสารคดีแล้วน้ำตาซึมด้วยความรู้สึกอิ่มเอม-Touching บ้างไหมครับ… ผมเคยแล้วหลายครั้ง และหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องนี้นี่แหละ (ก็ไม่นึกเหมือนกันว่ามันจะมี Part ที่ทำให้เราน้ำตาซึมได้)

หนังนำเสนอเรื่องราวของกลุ่ม Ghostheads ซึ่งเป็นชื่อเรียกแฟนพันธุ์แท้บริษัทกำจัดผีตามที่ต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก ที่มักจะหาเวลารวมกลุ่มกัน แต่งตัวเป็น Ghostbusters ออกไปโชว์ตัว ออกไปช่วยงาน เดินพาเหรด เลี้ยงอาหารเด็ก ฯลฯ

พูดง่ายๆ คือชุด GB เป็นเหมือนชุดซูเปอร์ฮีโร่สำหรับพวกเขา ที่แต่งยามว่างแล้วออกไปทำความดี ออกไปให้กำลังใจคน ออกไปบริการสังคม หรือทำอะไรสักอย่างด้วยความมุ่งหมายว่าจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อโลกได้

ผมชอบตอนที่แฟนคนหนึ่งบอกว่า ปกติถ้าเราแต่งชุดซูเปอร์ฮีโร่ออกไป อย่างกัปตันอเมริกา, ธอร์, ไอออนแมน หรือ แบทแมน เราก็จะเป็นพวกฮีโร่นั่น เช่น วันนี้ฉันเป็นไอออนแมนนะ วันนี้ฉันเป็นซูเปอร์แมนนะ อะไรแบบนี้เป็นต้น

แต่สำหรับ GB แล้วมันจะต่างกันตรงที่ ชุดของ GB เป็นเหมือนยูนิฟอร์มครับ มันจะมีพื้นที่ตรงหน้าอกซ้ายว่างอยู่ คุณสามารถใส่ชื่อคุณลงไปได้เลย และเมื่อคุณแต่งชุดนี้แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องเป็นตัวละครในหนัง แต่คุณสามารถเป็นคุณได้

ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ที่ไหน ประเทศอะไร คุณไม่ต้องแต่งหน้าให้แปลกไปจากตัวคุณเลย แค่คุณหาชุดบริษัทกำจัดผีมา แล้วใส่ชื่อคุณ คุณก็จะเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทกำจัดผีได้ทันที… ผมว่าแนวคิดนี้ก็เท่ห์ดีเหมือนกันแฮะ ^_^

ผมน้ำตาซึมตอนไหนน่ะหรือครับ? ก็ตอนที่ Jeff Lewis หนึ่งใน Ghostheads ประจำอริโซน่า เล่าให้ฟังอย่างภูมิใจว่า ครั้งหนึ่งมีเด็กเดินมาพูดกับเขาว่า “หนูอยากเป็นอย่างคุณ หนูอยากเป็น Ghostbusters หนูอยากช่วยผู้คน หนูอยากสร้างความแตกต่าง… พวกเขาไม่ได้บอกว่า หนูอยากเป็น Ghostbusters เพื่อไปกำจัดผี หรือระเบิดมาร์ชเมโลแมน แต่พวกเด็กๆ อยากเป็น Ghostbusters เพื่อช่วยผู้คน เหมือนที่พวกเราทำ”

“ขนาดเด็กยังรู้น่ะครับว่าเราไม่ได้แต่งตัวเล่นๆ แบบไร้เหตุผล พวกเขารู้ว่าเราทำเพราะมีเหตุผลเพื่อช่วยผู้คนและสร้างความเปลี่ยนแปลง”

แล้ว Lewis ก็น้ำตาไหลครับ เขาพูดต่อไปว่า เขาดีใจที่เด็กๆ รับรู้ในสิ่งที่พวกเขาทำ รู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไร เด็กๆ ไม่ได้มองกลุ่มนี้ว่าเป็นแค่คนแต่งตัว GB แต่มันกลายเป็นสัญลักษณ์บันดาลใจให้เด็กๆ เห็นถึงการทำสิ่งดี ถึงการทำเพื่อสังคม สร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อชุมชน ทำงานอาสาสมัคร เยี่ยมโรงพยาบาลเด็ก ฯลฯ

หนังนำเสนอว่าหนังเปลี่ยนชีวิตพวกเขายังไง ทำให้ชีวิตดีขึ้นยังไง อย่างมีผู้หญิงคนหนึ่งติดเหล้าขนานหนักชนิดลงไปกองกับพื้นแทบทุกคืน เมาหนักจนแฟนอยากเก็บกระเป๋าหนีไปให้ไกลๆ แต่พอเธอได้ดูหนังเรื่องนี้ เธอค้นพบแรงบันดาลใจบางอย่าง และมันทำให้เธอได้เจอกับกลุ่มคนที่รักหนังเรื่องนี้เหมือนกัน เธอได้พูดคุยแบ่งปันอะไรต่างๆ ในชีวิต

แล้วเธอก็ได้เจอชีวิตที่สนุกสนาน เธอได้เพื่อน เธอเลยเอาเวลาที่เคยใช้ในการดื่มเหล้าเมามายไปทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ไปช่วยคนที่เป็นเหมือนเธอ สุดท้ายเธอเลยเลิกเหล้ามากว่า 3 ปี และมีเป้าหมายชีวิตใหม่ จากเดิมที่ว่างๆ เธอจะหยิบเหล้ามากิน ก็กลายเป็นว่าๆ เธอจะนึกกิจกรรมว่าจะทำอะไรต่อดีเพื่อชุมชน

ถือเป็นสารคดี Feel Good ได้เลยครับ

สิ่งที่ผมรู้สึกต่อหนังสารคดีนี้คือ มันเติมเต็มความต้องการส่วนลึกของผมนะ คือผมคิดเสมอว่าผมอยากฟังเรื่องราวของคนอื่นๆ ว่าการดูหนังมันเปลี่ยนชีวิตเขายังไง ซึ่งหนังเรื่องนี้ให้ผมได้ในระดับที่น่าพอใจครับ

มีนักจิตวิทยามาร่วมแสดงทัศนะในสารคดีนี้ด้วย เธอบอกว่ามันทำให้เราเข้าใจภาพของการรวมกลุ่มกันของเหล่า Ghostheads มากขึ้น เพราะการเลือกคอสเพลย์มันย่อมมีความหมายภายใน เราไม่ได้เลือกจะแต่งเป็นตัวละครนั้นตัวละครนี้แบบสุ่มๆ มันต้องมีนัยอะไรบางอย่าง และตัวละครที่เราสวมชุดมันก็อาจสะท้อนถึงอะไรบางอย่างในตัวเรา ดังนั้นกิจกรรมการแต่งคอสเพลย์ต่างๆ มันไม่ใช่แค่งานรื่นเริงครับ แต่มันมีนัยบางอย่างที่หากเราพิจารณาแล้วเราอาจจะเข้าใจคนมากขึ้น หรือเข้าใจตนมากขึ้นก็ได้

ถ้าจะมีอะไรที่ติดในใจหน่อยก็คงเป็นตรงที่หนังไม่ค่อยนำเสนอตำนานการสร้าง Ghostbusters เท่าไร ตอนแรกผมก็สงสัยนะว่าทำไม แต่พอดูจบก็ถึงบางอ้อเลย

เพราะตอนจบหนังแลนดิ้งไปที่งานวันฉายตัวอย่างแรกของ Ghostbusters 2016 ดังนั้นหากมองในแง่หนึ่งแล้ว ก็เหมือนหนังสารคดีนี้จะทำออกมาเพื่อโปรโมตให้กับ Ghostbusters ชุดใหม่ที่ตอนนั้นกำลังจะฉายน่ะครับ ประมาณว่ามีัแฟนๆ แอนตี้เยอะ เลยมีสารคดีเชื่อมใจแบบนี้ทำออกมา เลยไม่แปลกที่สารคดีนี้จะมีทั้งคนชอบและคนที่มองในเชิงลบ

เพราะกลายเป็นว่าหนังนำเสนอเฉพาะแฟนๆ ที่ยอมรับ GB 2016 เท่านั้น ในขณะที่แฟนๆ ที่ไม่ยอมรับก็ไม่ได้ถูกเอามารวม ตัวอย่างเช่น James Rolfe (คุณพี่ Angry Video Game Nerd) เป็นต้น (แต่หนังมีการแอบใส่ภาพของเขาลงมาครับ)

เอาเป็นว่าหากมองเฉพาะเนื้อหาในสารคดีแล้ว ก็เป็นอะไรที่ดีครับที่เราได้เห็นว่าหนังเรื่องหนึ่งส่งผลต่อชีวิตคนอย่างไร ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างไร แม้มันอาจจะไม่ได้ลึกซึ้งอะไร แต่ก็ไม่เลวครับสำหรับสารคดีฟอร์มเล็กแบบนี้

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

Advertisements