รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Step Up 3D (2010) สเต็ปโดนใจ หัวใจโดนเธอ 3

1363687995

ภาคนี้มีแนวทางคล้ายกับภาคก่อนครับ หลักๆ จะว่าด้วยเรื่องการเต้นที่คราวนี้มีการแข่งขันประลองฝีมือกันเป็นเรื่องเป็นราวไปเลย

หนังเล่าถึงเรื่องราวของ มูส (Adam G. Sevani) เจ้าจิ๋วจอมเต้นจากภาคที่แล้วที่ตั้งใจจะยุติความชอบทางการเต้นแล้วหันมาเรียนวิศวะตามความคาดหวังของพ่อแม่ที่อยากให้ลูกคนนี้มีงานที่มั่นคงทำ แต่ลองว่าคนมันมีไฟที่เท้า ไปที่ไหนไฟมันก็ไม่ดับง่ายๆ หรอกครับ เพราะแค่ก้าวแรกที่มูสไปถึงมหาวิทยาลัย NYU (New York University) เขาก็บังเอิญไปประลองกับเหล่านักเต้นเท้าไฟจากกลุ่มเฮาส์ ออฟ ซามูไร (House of Samurai) เข้าให้ และดันสู้ได้ฝีมือสูสีอีกต่างหาก

ในเวลานั้นเองลีลาการเต้นสุดเจ๋งของมูสก็ไปเข้าตา ลูค (Rick Malambri) หัวหน้าทีมเต้นกลุ่มเฮาส์ ออฟ ไพเรทส์ (House of Pirates) ลูคไม่รอช้าที่จะชวนลูคมาเข้าร่วมก๊วนเพื่อฟอร์มทีมกันไปแข่งประกวดการเต้นชิงแชมป์เวิลด์แจม

ยอมรับครับว่าภาคนี้แดนซ์กันมันส์มากๆ ลีลากระจายกว่าภาคที่แล้วๆ มา ตื่นตามากครับ ทุกคนที่แสดงงัดของเด็ดท่าเด้งออกมาประชันกันแบบกินกันไม่ลง อีกทั้ง Effect กระจุย เพราะหนังมันทำออกมาเป็น 3D ด้วยน่ะครับ เลยจัดภาพสีสดพร้อมเทคนิคภาพกันแบบเต็มเหนี่ยว

ที่อยากยกนิ้วให้หลายๆ นิ้วก็คือ ทีมงานสามารถคุมลีลาเต้นให้พอเหมาะพอดีกับท้องเรื่อง เช่นทีมพระเอกตามท้องเรื่องต้องชนะอีกทีม หนังก็สามารถเนรมิตลีลาเต้นที่เด็ดดวงแบบพอๆ กัน แต่ทีมพระเอกจะสามารถงัดอะไรที่เด็ดกว่าหนึ่งขั้นออกมาสำเร็จ ดูแล้วเราก็เชื่อน่ะครับว่า เออ ทีมนี้มันเด็ดกว่าจริงๆ แฮะ

ผมว่าหนังที่มีฉากแข่งเต้นหรือแข่งดนตรีนั้นเป็นอะไรที่ทำยากนะครับ ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าทีมชนะมันชนะที่ตรงไหนนี่ไม่ใช่ของง่าย เพราะมันคือศิลปะ มันคือเรื่องของอารมณ์และ “ความโดน” ที่ยากจะวัดกันได้แบบชัดๆ หนังบางเรื่องนี่พอดูแล้วก็ออกแนวค้านสายตาคนดูก็มี แต่กับเรื่องนี้มันคล้อยตามครับ ทีมชนะก็สมศักดิ์ศรีแก่การชนะจริงๆ แต่ทีมที่แพ้ก็ไม่ใช่แพ้แบบหมดรูปนะครับ มันเฉือนกันคนละนิด และจะว่าไปทีมแพ้ก็ไม่ใช่พ่ายแพ้เพราะฝีมือไม่ดี ทว่าอีกทีมมันโดนมากกว่านิดนึงเท่านั้นน่ะครับ

ด้านเนื้อเรื่องก็สนุกพอตัว นอกจากเรื่องการแข่งเต้นแล้วก็มีพล็อตรองว่าด้วยรักระหว่าง ลูคกับนาตาลี (Sharni Vinson) สาวสุดพริ้วที่เต้นได้โดดเด่นสุดๆ ส่วนมูสเองก็มีปัญหาเล็กๆ ครับ เมื่อการเต้นที่เขารักทำให้ห่างเหินกับคามิลล์ (Alyson Stoner) สาวน้อยเพื่อนสนิท (ที่ออกแนวมากกว่าเพื่อนน่ะครับ) ซึึ่งพวกเขาก็ต้องแก้ปัญหาและรักษาสัมพันธ์รักต่อกัน แต่แม้จะเป็นพล็อตรองทว่าการนำเสนอก็ไม่ลวกนะครับ หนังยังทำให้เราเชื่อได้ว่าพวกเขามีสายใยบางอย่างต่อกัน ยิ่งตอนเต้นร่วมกันนี่มันมี Chemistry บางประการเกิดขึ้นกับแต่ละคู่จริงๆ

ยอมรับว่าภาคนี้อาจไม่ได้มีเรื่องชวนคิดมากเท่าตอนอื่นๆ แต่จุดที่เด่นเหนือตอนอื่นๆ ก็คือความสนุกในการดูคนแดนซ์กันนี่แหละครับ และอีกหนึ่งสิ่งที่เข้าท่าคือคาแรคเตอร์ของแต่ละตัวละครที่เราจะได้รู้จักพวกเขามากขึ้น ไม่ได้ผ่านแค่ลีลาการเต้นเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องราวที่ถ่ายทอดตัวตนของพวกเขาผ่านทางสิ่งอื่นๆ

เช่น ลูคที่รักการเต้นเป็นชีวิตจิตใจ นอกจากสื่อมันออกมาทางการเต้นแล้ว เขายังมีงานอดิเรก คือชอบร้อยเรียงภาพและเสียงจากการสัมภาษณ์คนที่รักการเต้น รวมเป็นวีดีโอสารคดี นี่ยิ่งแสดงชัดขึ้นไปอีกว่าเขารักการเต้นขนาดหนัก รักอย่างลึกซึ้งไปถึงข้างใน และเห็นคุณค่าของการเต้นมากกว่าแง่มุมทางกายภายนอกเพียงอย่างเดียว

คนรักการเต้น อาจไม่ได้แสดงออกที่การเต้นเพียงอย่างเดียวครับ ภาคนี้นำเสนอมุมอื่นๆ ที่น่าสนใจของคนที่รักการเต้น การแสดงออกของความรักในการเต้นมันแสดงออกได้แบบไม่จำกัดจริงๆ

ถ้าใครค้นพบว่าตนเองรักสิ่งไหนก็นับได้ว่าคนๆ นั้นโชคดีแล้ว แต่หากใครค้นเจอทั้งสิ่งที่รัก และพบแนวทางในการ “ทำสิ่งที่รัก” ในแบบของตนเอง ก็จะถือว่าโชคดีขึ้นไปอีก

เป็นประเด็นที่น่าสนใจนะครับ เรามักคิดกันว่าหากเรารักในศาสตร์, ศิลป์ หรืองานใดงานหนึ่งแล้ว วิธีแสดงออกจะมีแค่การทำมัน แต่จริงๆ ไม่จำเป็นหรอกครับ เราแสดงออกได้หลายอย่าง และการแสดงออกอันหลากหลายนั้นก็ถือเป็นแรงสำคัญที่จะทำให้คนเราเข้าใจในเรื่องนั้นๆ ได้อย่างลึกซึ้งขึ้นและหลากมุมขึ้น อันอาจจะมีส่วนทำให้เราพัฒนาสิ่งที่เรารักเหล่านั้นได้ ทำให้มันเติบโตได้…

ใช่ครับ คนเราเติบโตเพราะสิ่งที่รักได้ เราก็ย่อมสามารถหล่อเลี้ยงพัฒนาให้สิ่งที่เรารักนั้นเติบโตขึ้นได้

ภาคนี้จึงเป็นการต่อยอดประเด็น “ความรักในสิ่งที่ทำ” ได้อย่างน่าสนใจครับ มันก็ชวนให้คิดนะว่าศาสตร์ต่างๆ ที่เติบโตขึ้นได้ ก็น่าจะเกิดจากคนที่รักสิ่งเดียวกันแต่มีไอเดียและแง่มุมต่างกัน มาแลกเปลี่ยนกัน ทดลองกัน จนก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ที่คมชัดขึ้นสำหรับเรื่องนั้นๆ

นักแสดงก็โอเคหมดครับ เต้นได้พริ้วดี และที่ผมชอบอีกอย่างคือการรู้จักเอาตัวละครจากภาคก่อนมาเชื่อมเรื่องในภาคนี้ได้อย่างเนียน และยังชูรสให้หนังมากขึ้นอีกต่างหาก

ผมว่าทีมไพเรทส์เท่ห์นะครับ สิ่งที่เขาแสดงออก กระทำ การให้กำลังใจกันในทีม ทำให้ดูเหมือนเป็นพี่น้องที่รักใคร่ จะว่าไปก็เป็นเหมือนภาพตรงข้ามกับทีม 410 ของทัคในภาค 2 ที่ออกแนวระรานคนอื่น เหมือนจะเป็นตัวแทนของอิสระแต่กลับปิดกั้นอิสระของเพื่อนสมาชิก และยังขาดความเข้าใจในทางเลือกของผู้อื่น ฯลฯ ในขณะที่ทีมไพเรทส์ไม่ได้มีอะไรแบบนั้น และด้วยอะไรพวกนี้ทำให้ภาพของทีมไพเรทส์ดูแจ๋วมากๆ เลยครับ

ช่วงไคลแม็กซ์ก็เจ๋งครับ การไล่ระดับปะทะฝีมือกันระหว่างไพเรทส์กับซามูไรก็ไล่ลำดับได้ลุ้นกำลังดี มันกินกันไม่ลงขนานแท้ ทำเอาลุ้นตั้งนานสองนาน

ภาคนี้ยังคงกำกับโดย Jon M. Chu จากภาค 2 ฝีมือนายคนนี้ไปได้ดีกับหนังจริงๆ ครับ เช่นเดียวกับสาระน่าคิดที่แม้ภาคนี้มันจะน้อยลงไป แต่ก็ยังมีอะไรให้คิดได้ไม่ผิดหวัง

ดูสนุก ได้สาระ คงไม่ต้องการอะไรมากกว่านี้นะครับ แม้มันจะเหมือนเป็นการเอาภาค 2 มารีไรท์แล้วขยายเพิ่มเรื่องนิดๆ ก็ตาม

สองดาวใกล้ครึ่งครับ

Star21

(6.5/10)

Advertisements