รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Step Up (2006) สเต็ปโดนใจ หัวใจโดนเธอ

1363594388

ผมว่าการเต้นคือภาษาที่เก่าแก่ที่สุดภาษาหนึ่งของมนุษย์

เต้น ระบำ รำ ฟ้อน ออกท่าออกทาง คือการสื่อภาษาที่ไร้สำเนียง แม้คำเรียกจะต่างกันไปแต่โดยพื้นฐานแล้วมันก็คือการใช้ภาษากายถ่ายทอดอะไรบางอย่างในหัวและในใจของผู้คน

บางคนเต้นเพื่อบอกว่าเขาเป็นใคร บางคนเต้นเพื่อบอกว่าเขาอยากเป็นอะไร บางคนเต้นเพื่อบอกว่าอะไรที่เขารัก อะไรที่เขากลัว และอะไรที่เขาพร้อมจะสู้เพื่อให้ได้มา

แม้นี่จะเป็นรีวิว Step Up ภาคแรกแต่ผมก็เขียนหลังจากดูไปถึงภาค 3 แล้ว นี่เลยเป็นความคิดที่ผมรู้สึกอยากพิมพ์เมื่อเขียนถึงหนังเรื่องนี้

ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับครับว่าการเต้นมีหลายภาษาหลากความหมาย เรารู้ดีว่ามีการเต้นกระตุ้นในเรื่องเพศ นี่ไม่ใช่ทะลึ่งนะครับ แต่หลายเผ่าในโลกมีการเต้นแบบนี้จริงๆ และถ้าจะให้ว่าตรงๆ ทุกวันนี้ในที่หลายแห่งก็มีการเต้นในเชิงนั้นเยอะอยู่ นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากคนวัยผู้ใหญ่จะมองการเต้นเป็นเรื่องไร้สาระ หรือเป็นเรื่องไม่งาม

แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจก็คือการเต้นมีหลายแบบครับ การเต้นในทำนองนั้นแม้จะมี แต่ก็มีการเต้นอีกมากหลายครับ อย่างที่ผมเกริ่นไปว่ามีการเต้นเพื่อระบายความในใจ เต้นเพื่อสื่อความหมาย เต้นเพื่อตะกายดาว ฯลฯ

แต่การเต้นในหนังชุดนี้… เป็นการเต้นที่มีความหมายในทางที่ผมชอบครับ มันมีความสร้างสรรค์ มันมีความหมาย มันมีการค้นหาตัวตน และมีชีวิตชีวาแฝงอยู่ และผมยินดีที่จะบอกเลยว่า คุณพ่อคุณแม่ให้เด็กๆ ดูได้ครับ หรือไม่ก็ดูพร้อมกับพวกเขา เอาเรื่องราวในหนังมาเป็นหัวข้อสนทนา เพื่อทำความเข้าใจโลกใบใหม่ของวัยรุ่น เพื่อลดช่องว่างระหว่างวัยให้น้อยลง

สำหรับภาคแรกนี่ออกจะลงสูตร Dirty Dancing เล็กๆ ครับ พระเอกมีนามว่า ไทเลอร์ เกจ (Channing Tatum) นักเต้นข้างถนนที่ชอบก่อเรื่องก่อราวไม่เว้นแต่ละวัน จนล่าสุดพี่ท่านก็พรรคพวกได้ไปสร้างความเสียหายให้กับโรงเรียนสอนศิลปะแมรี่แลนด์ (Maryland School of Arts หรือ MSA) แล้วเขาก็ถูกจับได้ครับ เลยโดนลงโทษให้บริการสังคม ต้องทำความสะอาดโรงเรียนไปจนกว่าจะครบกำหนด

แล้วพอดีว่านอร่า คลาร์ค (Jenna Dewan) นักเรียนเต้นมือดีกำลังขาดคู่เต้นในงานครั้งสำคัญ ทีนี้วันหนึ่งเธอก็แอบเห็นครับว่าไทเลอร์เต้นได้ และยังเต้นเก่งด้วย เธอเลยชวนเขามาเต้นคู่กัน และนั่นล่ะครับคือจุดเริ่มแห่งสิ่งดีๆ ในชีวิตของเขาทั้งสอง

1363684214

ครับ หนังลงสูตร พระเอกนางเอกตอนแรกดูเหมือนจะไม่ถูกกัน และมาจากคนละโลก แต่ด้วยเสียงดนตรีและลีลาการเต้นทำให้ทั้งสองได้รู้จักตัวตนของกันและกัน และแน่นอนครับว่าต้องรักกัน ระหว่างนั้นก็ต้องมีอุปสรรคเกิดขึ้น ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องโดนเพื่อนหรือครอบครัวไม่เข้าใจและพยายามจะแยกพวกเขาออกจากกัน แต่ในที่สุดรักแท้และความมุ่งมั่นก็ตะบันทุกปัญหาให้หงายเก๋งไป

แม้จะเป็นสูตร แต่หนังทำได้สนุกครับ ขอชมผู้กำกับ Anne Fletcher นี่คืองานกำกับเรื่องแรกของเธอน่ะครับ ก็นับว่าใช้ได้ไม่ผิดหวัง (งานเรื่องต่อมาอย่าง 27 Dresses และ The Proposal ก็สนุกไม่น้อยไปกว่ากัน)

นักแสดงผมก็ชอบนะ Tatum พริ้วมาก เต้นได้เท่ห์มันส์ และผมว่าแกมีลีลาการแสดงที่เป็นตัวของตัวเองดี สมัยก่อนตอนผมดูรอบแรกผมคิดว่าแกเล่นแข็งนะ แต่พอมาดูครั้งล่าสุด กหลังจากดูงานแสดงของพี่ท่านในมาหลายเรื่อง ผมว่าแกดูแข็ง ดูเหมือนทื่อ แต่มันคือบุคลิกของเขาน่ะครับ ถ้ามองข้ามบุคลิกแข็งๆ บึ้กๆ จะพบว่าพี่แกแสดงอารมณ์ได้ไม่เลวในหลายวาระ ไม่ว่าจะอารมณ์ขันและความอ่อนโยน

ส่วน Dewan ผมว่าเธอไม่ใช่คนสวยมากมายนะครับ แต่น่ารักและมีเสน่ห์จริงๆ ทั้งความน่ารัก ความมุ่งมั่นในแววตาและท่าทีขบถเล็กๆ ในแบบคุณหนู และทั้งสองก็เล่นได้เข้าขากันดีครับ ดูแล้วเชื่อว่าความรักความปรารถนาดีต่อกันค่อยๆ เบ่งบาน

ดารารายอื่นก็ออกแนวสมทบครับ ที่หน้าคุ้นก็มี Rachel Griffiths ในบทผู้อำนวยการกอร์ดอน เธอคนนี้ยังคงเล่นหนังได้ดีเสมอครับไม่ว่าจะโผล่มากหรือน้อย บทแบบเซี้ยวๆ หรือแบบนิ่งๆ ก็เล่นได้เสมอ

เป็นหนังที่ครบรสครับ รักโรแมนติกก็มี การเต้นดีๆ ก็ไม่น้อย และสาระชวนคิดก็มีครับ และเป็นอะไรที่ทำให้ผมรู้สึกดีกับหนังด้วย

1363684254

สิ่งที่ทำให้ผมชอบคือ หนังไม่ได้เป็นแนววัยรุ่นไร้สาระหรือชวนให้วัยรุ่นสำมะเลเทเมา แต่มันคือหนังค้นหาทางเลือกของชีวิตอีกเรื่องที่น่าสนใจ ในเรื่องนั้นเราจะเห็นว่านอร่าพบตัวเองแล้ว เธออยากเต้นและเธอก็ทำมันได้ดี แต่กับไทเลอร์นี่สิครับ ก่อนหน้าที่เขาจะเจอเธอเขาเป็นพวกก่อความวุ่นวาย สร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองและผู้อื่นเสมอ ก่อเรื่องร่วมกับพี่น้องต่างสีผิวของเขาบ่อยสุดๆ

แต่แล้วการที่นอร่าชวนเขามาเต้น เท่ากับเธอกำลังดึงให้เขามาใช้เวลาให้เกิดประโยชน์มากขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เพราะถ้าว่าตามจริงผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่ได้ชื่อว่า “ชอบก่อเรื่อง” ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่นั้น จริงๆ เหตุผลหนึ่งก็เพราะเขาไม่รู้จักเอาเวลาไปทำอะไรอย่างอื่นที่ดีกว่า ถ้าลองว่าเราค้นพบตัวเองว่าชอบอะไรและหมั่นทำเรื่องนั้น สนุกกับเรื่องนั้นเราย่อมไม่มีเวลาไปก่อเรื่องหรอกครับ ยกเว้นถ้าเรื่องที่ชอบคือก่อเรื่องกับชาวบ้านอันนี้ก็สุดวิสัยล่ะครับ แต่ผมก็เชื่อว่ามันต้องมีน่ะ อะไรก็ตามที่ทำแล้วเราสนุก เราชอบใจมากกว่าการไปต่อยตีมีเรื่องกับคนอื่นเขา

เมื่อไทเลอร์ใช้เวลาไปกับการเต้น เขามีทักษะเพิ่ม เวลาที่จะไปสนุกแบบวัยรุ่น (แต่เดือดร้อนคนอื่น) ก็น้อยลงไปโดยปริยาย

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าถ้าเราเคยมีเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่ไปไหนมาไหนด้วยกัน แล้ววันหนึ่งเราปลีกตัวออกมา มีเวลาให้เขาน้อยลง เขาย่อมเกิดความรู้สึกบางอย่าง ตั้งแต่รู้สึกแง่ลบแบบเบาๆ ไปจนถึงลบมากถึงขั้นไม่พอใจเราและเกลียดสิ่งที่เรากำลังทำไปเลย และนั่นคือสิ่งที่พี่น้องไทเลอร์เป็นครับ พวกเขาไม่พอใจเท่าไรที่ไทเลอร์ไม่มีเวลาให้อย่างเดิม

ทว่าหนังก็ทำให้เราเห็นครับ ว่าการเลือกเดินบนเส้นทางเดิมๆ ของพี่น้องต่างผิวสีของไทเลอร์นั้นมันนำผลเช่นไรมาให้ คงไม่สปอยล์ล่ะนะครับ แต่พอจะบอกได้ว่าสิ่งที่เกิดในหนังนั้น คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่ชวนให้เราตระหนักว่าเรากำลังเลือกเส้นทางชนิดไหน เส้นทางนั้นมันพาเราไปสู่อะไรได้บ้าง มันพาไปสู่ความมั่นคงได้ไหม มันทำให้เรามีความสุขแท้จริงได้ไหม หรือมันจูงมือเราไปสู่ความทุกข์ นำพาเราไปหายมบาล

ด้วยอะไรเหล่านี้ทำให้ผมชอบครับ มันห่างไกลจากคำว่าหนังวัยรุ่นไร้สาระหรือวัยรุ่นใจแตกมาก

ถ้าให้ว่าตามจริง ละครบางเรื่องในบ้านเรามันใกล้กับคำว่า “อ่อนสาระ” หรือ “ชวนให้ใจแตก” ได้มากกว่าเรื่องนี้เยอะ

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งครับที่อยากให้วัยรุ่นหรือวัยก่อนวัยรุ่นได้ลองดูหนังเรื่องนี้ โดยทำความเข้าใจสาระดีๆ ที่หนังมี ลองเก็บเกี่ยวดูครับ ไม่จำเป็นว่าต้องชอบการเต้นแล้วค่อยดู ขอเพียงเรามีฝันในอะไรสักอย่าง และเราอยากทำตามฝันนั้น ลองดูครับ เรื่องนี้อาจให้แง่คิดหรือหลักเล็กๆ ที่จะช่วยให้เรามีพลังและคลำเจอเส้นทางที่ดีเพื่อไปสู่ฝันนั้นก็ได้

เป็นอีกครั้งที่ผมจะไม่สรุปว่าหนังเรื่องนี้ “ดี” แต่ขอสรุปแค่ว่าผม “ชอบ” หนังเรื่องนี้และอยากให้ลองได้ดูกันนะครับ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

 

Advertisements