จิตวิทยา - How to

[ อ่านบ้านๆ #91 ] ใช้เงินอย่างไร ให้มีเงินใช้ไปตลอดชีวิต (โคะโคะโระยะ จินโนะซุเกะ)

tf

เป็นหนังสืออีกเล่มที่อ่านจบอย่างรวดเร็วครับ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผมอ่านหนังสือแนวนี้มาพอสมควร เลยทำความเข้าใจได้ไว

พูดแบบไม่อ้อมค้อมว่าหนังสือเล่มนี้มีประโยชน์ครับ แต่ขณะเดียวกันก็มีเนื้อหาส่วนที่ “ต้องใช้วิจารณญาณในการอ่าน” ด้วยเหมือนกัน แต่อันนั้นเดี๋ยวผมว่าอีกทีทีหลัง ตอนนี้ขอว่ากันถึงประโยชน์ของมันก่อน

คอนเซปต์หลักของเล่มนี้ก็คือการแนะนำแนวคิดที่จะทำให้เรามีเงินใช้ และประเด็นที่หนังสือชูอยู่ตลอดก็คือ “หนังสือมากมายสอนวิธีทำเงิน แต่ไม่ได้สอนวิธีรับเงินเข้ามาในชีวิต” ดังนั้นเนื้อหาหลักๆ ในเล่มก็คือจะบอกแนวคิดและแนวปฏิบัติที่ผู้เขียนเล็งเห็นว่ามันจะเพิ่มเงินให้กับชีวิตเราได้

ประเด็นก็มีตั้งแต่การเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับเงิน (เลิกมองว่าเงินเป็นสิ่งชั่วร้าย) เปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับความรวย (อย่าคิดว่าเราจะรวยไม่ได้) เปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับตัวเอง (มองว่าเรานั้นมีคุณค่าที่คู่ควรกับความสำเร็จ)

จุดที่ผมชอบที่สุดในหนังสือเล่มนี้คือตอนที่ผู้เขียนบอก 4 ขั้นตอนที่จะส่งเสริมให้กระแสเงินไหลมาสู่คุณได้มากขึ้น อันได้แก่

1. เราต้องเชื่อว่า “เงินมีอยู่ทุกที่เหมือนอากาศ”
ดราต้องกล้ารับเงินและความมั่งคั่งเหมือนเวลาที่เรากล้าสูดอากาศเข้าไปในปอด

2. เชื่อว่าเรามีสิทธิ์ที่จะมั่งคั่งได้ไม่ต่างจากคนอื่น
ทุกครั้งที่ได้เงิน ทุกครั้งที่ได้งาน จงอย่าคิดว่า “เราแค่โชคดี” แต่จงเชื่อมั่นในความสามารถ และหมั่นพัฒนาตนเองให้ก้าวเดินต่อไป อย่ามองว่าเราไม่ดีพอ และอย่ามองว่าเราไม่มีสิทธิ์มีเงินมากมายเหมือนคนอื่นเขา

3. ข้อนี้น่าสนใจมากๆ เขาบอกว่า “อย่าเลือกรับเฉพาะสิ่งที่ชอบ
ผู้เขียนเปรียบเรื่องนี้กับ “ไพ่” ครับ
ไพ่ 1 สำรับมีหน้าไพ่อยู่ 4 แบบ ได้แก่ โพแดง โพดำ ดอกจิก ข้าวหลามตัด
ทีนี้ลองแทนค่าว่า โพแดงคือความรัก ข้าวหลามตัดคือเงิน โพดำคือความรุนแรง อุปสรรคปัญหา และดอกจิกหมายถึงความเศร้า

ชีวิตคนเราก็เหมือนการเล่นไพ่ เพราะเราจะต้องเจอกับไพ่ทั้ง 4 หน้า ไม่ว่าจะอยากหรือไม่อยากก็ตาม
กล่าวคือ ชีวิตย่อมเจอทั้งเรื่องดี เรื่องร้าย เจอความรัก เจอความผิดหวัง เจอปัญหา เจอคราบน้ำตา เจอวันดีๆ ที่มีเงิน และเจอวันหนักๆ ที่เงินลดลง

แต่คนส่วนใหญ่ก็อยากจะเลือกไพ่ให้ตรงใจ อยากเลือกแต่ไพ่ดีๆ เพียงอย่างเดียว และอยากจะทิ้งไพ่ที่ไม่ดีให้ออกไปไกลๆ จากชีวิต

แต่เขาอาจลืมไปว่า ไพ่จะเล่นไม่ได้ หากมันไม่ครบสำรับ
ช่นเดียวกับความสำเร็จ ที่หากไม่ครบองค์ประกอบ มันก็เกิดขึ้นไม่ได้

ความสำเร็จมันเกิดจากความพยายาม การเดินทาง การสั่งสมประสบการณ์ มันมีเหตุปัจจัยที่พาเราไปจนถึง
การกำจัดไพ่ออกไปจากสำรับชีวิต อาจเป็นการกำจัด “โอกาส” สู่ความสำเร็จ ไม่ว่าจะโอกาสในการเรียนรู้ โอกาสสั่งสมประสบการณ์ โอกาสลุกหลังจากล้ม หรือบางทีเรื่องแย่ๆ ก็พาเราไปเจอคนดี พาเราไปสู่ข้อคิดดีๆ ได้

ลองพิจารณาดีๆ ว่าชีวิตคนที่ประสบความสำเร็จทั้งหลาย พวกเขาล้วนเคยได้ไพ่ทั้งดีและไม่ดีผสมปนเปกัน

ชาร์ลี แชปปลิน เคยเป็นเด็กข้างถนนอดมื้อกินมื้อ, ลีกาชิงก็อยู่ในครอบครัวที่ขัดสน, เจ.เค. โรว์ลิ่งก็เคยหย่าร้างและไร้เงินมาก่อน

จุดสำคัญก็คือ พวกเขาเคยลำบาก แต่ก็ไม่ยอมแพ้ พยายามสู้ทนจนผ่านพันวันแย่ๆ ใช้มันเป็นประสบการณ์ผลักดันตนเอง

ถ้าคุณเตรียมใจรับหน้าไพ่ทุกใบในมือ พร้อมรับทุกเรื่องร้ายดีในชีวิต คุณย่อมมีโอกาสที่จะมั่งคั่ง
ไพ่ดีหรือไพ่ร้าย ถ้ามันขึ้นในมือเราแล้วจงตระหนักว่าเราคือผู้ถือมัน เราคือคนกุมไพ่ไว้ ไม่ใช่ไพ่กุมเรา เรานั้นเองคือคนที่จะต้องบริหารจัดการมันต่อไปตามสถานการณ์

หากเราเอาแต่เลือกไพ่ รอไพ่ หรือทิ้งไพ่ที่ไม่ปรารถนา สุดท้ายไพ่ในมือเราน้อยลงเรื่อยๆ ท้ายสุดชีวิตก็จะไม่เป็นไปอย่างที่คิด

ผู้เขียนยังเปรียบเรื่องนี้กับ “อากาศ”
เราไม่อาจสูดอากาศแล้วเลือกเฉพาะออกซิเจนได้จริงไหมครับ
เราสูดแต่ละครั้งก็มีทั้งออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซค์ บางทีก็มีฝุ่นละออง ควันบุหรี่ ท่อไอเสีย ฯลฯ
ถ้าเรายืนกรานว่าจะสูดเฉพาะออกซิเจนเท่านั้น แล้วกลั้นหายใจรอ
… แล้วเราจะอยู่ต่อได้อย่างไร?

4. อย่าสะกัดกั้นกระแสเงิน ประเด็นนี้ผู้เขียนสนับสนุนให้เราจับจ่าย ซึ่งจากมุมมองของผมแล้วนั้น การจับจ่ายของผู้คนคือการทำให้กระแสของเงินในประเทศหรือในโลกมันหมุนเวียน หากใครต่อใครเอาแต่เก็บเงินไว้ไม่ใช้จ่าย เศรษฐกิจย่อมติดขัด (เหมือนที่รัฐบาลบางสมัยเขาบอกให้เรา “รัดเข็มขัด” ซึ่งก็กลายเป็นทำให้เศรษฐกิจวิบัติหนักกว่าเดิม)

แต่ทีนี้ก็มีบางสิ่งที่ผู้เขียนเขียนเอาไว้ และผมเลือกที่จะขอพิจารณาดีๆ ก่อนจะเชื่อหรือไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอก ซึ่งผู้เขียนเองก็บอกว่า “คุณจะไม่เชื่อผมก็ได้” ดังนั้นผมก็เลยขอใช้สิทธิ์ที่ว่านั้นครับ (เช่นเดียวกับท่านที่อ่านสิ่งที่ผมเขียนอยู่นี้ ท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ได้เช่นกัน โปรดใช้วิจารณญาณประกอบครับ)

สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตจากการอ่านหนังสือแนวพัฒนาตนเองของญี่ปุ่น ก็พบว่าส่วนใหญ่ผู้เขียนจะบอกเล่าสิ่งที่เขาคิดหรือสิ่งที่เขาได้ประสบมา นำเอามาถ่ายทอดให้เราอ่าน ซึ่งบางเรื่องก็จะมีเหตุผลรองรับ แต่บางเรื่องก็เป็นมุมมองของผู้เขียนซึ่งไม่มีเหตุผลประกอบ (ในขณะที่หนังสือแนวนี้ของตะวันตก ก็มักจะเอาผลวิจัยมาประกอบเพื่อเพิ่มความหนักแน่นให้กับข้อมูลเนื้อหาที่เขาสื่อออกมา)

ช่วงต้นๆ ของหนังสือจนมาถึง 4 ขั้นตอนที่ผมเล่าไปนั้น เนื้อหาถือว่าลื่นไหลสำหรับผมครับ อ่านได้เรื่อยๆ และเห็นด้วยที่จะนำมาปรับใช้ แต่พอมาถึงขั้นตอน “อย่าสะกัดกั้นกระแสเงิน” ก็เริ่มมีจุดที่ผมมองต่างมุม

เช่นการที่ผู้เขียนสนับสนุนให้เราใช้เงินซื้อของที่อยากได้ ทำสิ่งที่อยากทำ ใช้เงินแบบไม่ต้องมีเงื่อนไขอะไรมาก (ประมาณว่า ไม่จำเป็นว่าจะต้องซื้ออะไรที่มีสาระเท่านั้น จะไร้สาระบ้างก็ได้) แล้วเดี๋ยวความมั่งคั่งก็ตามมาเอง แล้วก็ไม่ได้อธิบายเหตุผลอะไรประกอบมากนัก ซึ่งสำหรับผมแล้ว หากจะมองในเชิงเหตุผลก็คงมองว่า บางครั้งการจับจ่ายของเราก็คือการลงทุนที่จะต่อยอดโอกาสให้กับเราได้ เช่น ซื้อหนังสือมาอ่านเพื่อเพิ่มความรู้ ซื้อเสื้อผ้าดีๆ เพื่อเข้าสังคม หรือยอมเสียภาษีสังคมเพื่อแลกกับโอกาสที่จะได้พบเจอกับคนที่หลากหลายมากขึ้น เหล่านี้เป็นต้น

การใช้เงินในแบบที่ผมบอกนั้น ส่วนหนึ่งก็ต้องดูเหตุผลประกอบ อะไรที่ฟุ่มเฟือยก็ควรพิจารณาให้ดี แต่ก็อย่างที่บอกไปว่าผู้เขียนสนับสนุนให้เราใช้เงินในสิ่งที่เราชอบ ไม่ต้องคำนึงถึงสาระ ซึ่งประเด็นนี้เราต้องใช้วิจารณญาณประกอบให้มากครับ

ยอมรับว่าผมพยายามทำความเข้าใจและมองหาเหตุผลว่าจะการบรรยายเพิ่มจากผู้เขียนไหม แต่พออ่านไปเจอเรื่องเล่าที่เขาบอกถึง “กิจกรรมบริจาคเงินหมื่นเยนให้กับศาลเจ้า”

เขาเล่าว่าเขาจะมีกิจกรรมให้คนที่ไปอบรมกับสถาบันของเขา นั่นคือให้บริจาคเงิน 10,000 เยนให้กับศาลเจ้า แล้วเขาก็เล่าว่า หลายครั้งทีเดียวที่คนที่ทำแบบนี้มีความมั่งคั่งเข้ามาแบบคาดไม่ถึง เช่นผู้หญิงคนหนึ่งบริจาคเงิน 10,000 เยนให้ศาลเจ้า แล้ว 3 วันต่อมาก็ได้รับตั๋วแทงม้าที่ถูกรางวัล 300,000 เยนจากลูกค้า

เมื่ออ่านถึงตรงนี้ ผมก็ต้องนำเอาวิจารณญาณของตนเองมาใช้ประกอบมากขึ้นทันที

เอาล่ะครับ โดยรวมแล้วผมว่าหนังสือเล่มนี้ก็มีแนวคิดที่เป็นประโยชน์และน่าสนใจอยู่พอสมควรครับ อย่างการเปรียบเทียบความสำเร็จเข้ากับสำรับไพ่นั่น ถือเป็นอะไรที่น่าสนใจจริงๆ แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องกลั่นกรองดีๆ ในบางประเด็นครับ ที่ผมนึกถึงประเด็นนี้ก็เพราะเมื่อก่อนผมก็ใช้เงินซื้อทุกอย่างที่อยากซื้อครับ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมมั่งคั่งแต่อย่างใด จนกระทั่งมาบริหารจัดการการใช้เงินใหม่-ใช้เงินอย่างรู้คิด ชีวิตค่อยมั่นคงและได้รู้จักกับความมั่งคั่งมากขึ้น ในขณะที่คนที่ผมรู้จักบางคนที่ยังชอบใช้เงินตามความต้องการของตน (มากกว่าใช้ตามความจำเป็น) ก็ยังคงขัดสนเรื่อยมาจนปัจจุบัน

โดยส่วนตัวผมอยากจะแนะนำให้อ่านหนังสือ “ถอดรหัสลับ สมองเงินล้าน” ของ T. Harv Eker มาอ่านก่อนครับ แล้วค่อยสัมผัสเล่มนี้ น่าจะทำให้ท่านมีพื้นและวิจารณญาณในประเด็นต่างๆ มากขึ้น จะได้มีอะไรให้คิดเปรียบ ชั่ง ตวง วัด ก่อนจะเชื่อหรือไม่เชื่ออะไร

แต่ก็บอกได้ว่า หนังสือเล่มนี้ก็มีแนวคิดดีๆ ที่มีประโยชน์และมีผลต่อความมั่งคั่งอยู่เหมือนกันครับ เพียงแค่เราต้องใช้วิจารณญาณประกอบเท่านั้นเอง

==============================

อ่านบ้านๆ ลำดับที่ 91
ใช้เงินอย่างไร ให้มีเงินใช้ไปตลอดชีวิต
一生お金に困らない生き方

ผู้เขียน: โคะโคะโระยะ จินโนะซุเกะ
ผู้แปล: ทินภาส พาหะนิชย์
สำนักพิมพ์: วีเลิร์น (We Learn)

=======================================

สนใจหนังสือเล่มนี้ สามารถสั่งซื้อได้ที่นี่ครับ
https://www.10000tipbook.com/p/10415

โฆษณา