รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Mr. Brooks (2007) มิสเตอร์บรูกส์ สุภาพบุรุษอำมหิต

Mr.-Brooks-movie-poster

หนังเรื่องนี้จัดว่ามีดี เข้าท่ากว่าที่คิดเอาไว้เยอะ

จริงๆ ผมคิดว่ามันก็เป็นหนังฆาตกรจิตแตกทั่วไปที่คงไม่มีอะไรมากไปกว่าการวางแผนฆ่าคนของฆาตกรโหด แล้วก็มีตำรวจมาตามไล่ล่า ลงสูตรเหมือนพวก The Silence of the Lambs อะไรทำนองนั้น แต่พอได้ดูไปสักพักก็พูดได้เต็มปากครับว่าหนังระทึกขวัญเรื่องนี้ เกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่องจิตแตกจริง แต่มีอะไรชวนให้ดูมากกว่านั้นเยอะ

Kevin Costner รับบท เอิร์ล บรูกส์ นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เขาเป็นสามีที่ดี เป็นพ่อที่น่ารัก และมีคนนับหน้าถือตาทั้งเมือง แต่เขาเองก็มีงานอดิเรกอย่างหนึ่งที่ไม่มีใครรู้ นั่นคือเขาชอบมองหาคนเพื่อฆ่า ใช่ครับ เขาเป็นฆาตกรโหดที่เลือกเหยื่อและสังหารเพื่อความสะใจ เขาเสพติดมัน แม้จะพยายามหาทางฝืนตัวเองไม่ให้ทำแค่ไหนก็เถอะ แต่เขาก็ไม่อาจต่อต้านอีกหนึ่งบุคลิกที่สิงอยู่ในตัว บุคลิกนี้มีชื่อว่ามาร์แชลล์ (William Hurt) เป็นเหมือนจิตด้านร้ายที่คอยยั่วยุให้เขาลงมือฆ่าอยู่เสมอ

และจากการลงมือครั้งล่าสุด กลับมีคนเห็นเขาครับ แต่แทนที่หมอนั่นจะเอาเรื่องไปแจ้งตำรวจ เขากลับเดินเข้ามาหาเอิร์ลและทำในสิ่งที่ตรงข้ามโดยสิ้นเชิง…

ขณะเดียวกัน ก็มีตำรวจสาวนามว่าเทรซี่ แอ็ตวู้ด (Demi Moore) ตามร่องรอยฆาตกรโหดนี้ (หรืออีกนัยหนึ่งคือ เอิร์ล) อยู่… แล้วแบบนี้บทสรุปจะลงเอยเช่นไร

ตอนแรกผมคิดว่าหนังก็คงตามสูตร ซึ่งจริงๆ มันก็ตามสูตรนะครับ มันไม่ได้มีอะไรใหม่เยอะแยะนัก แต่ทีเด็ดมันมีหลายอย่าง อย่างแรกคือการแสดงขั้นเทพโดยเฉพาะ Costner กับ Hurt ที่เข้าคู่กันได้อย่างสุดยอด คนหนึ่งเล่นเป็นคนธรรมดาที่มีบุคลิกจิตแตกแยก ส่วนอีกคนก็เล่นเป็นจิตที่แตกแยกนั้น ซึ่งทั้งสองต้องเล่นเสมือนหนึ่งว่าเป็นคนๆ เดียวกัน มีส่วนที่เหมือนกัน แต่ก็ต้องมีส่วนที่ต่างกันอยู่หน่อยด้วย และผลที่ได้คือทั้งคู่สวมวิญญาณ “เอิร์ล” ในคนละบุคลิกได้สุดยอดมาก ดูแล้วเชื่อน่ะครับว่าทั้งสองเป็นคนเดียวกัน ต่างกันแค่บุคลิกบางอย่างเท่านั้น

ดังนั้นในเบื้องต้นเอาแค่ดู 2 ดารานำวาดลวดลายนี่ก็คุ้มแล้วน่ะครับ ยิ่งตอนหัวเราะให้กันนั่น ยอดมากๆ (นึกภาพคนคุยกับตัวเองแล้วหัวเราะให้ตัวเองสิครับ มันได้อารมณ์นั้นจริงๆ) ขณะเดียวกันตัว Costner ก็จัดว่าเจ๋งกว่าที่คาดครับ ใครเคยบ่นว่าเขาเล่นหนังไม่เนียนนี่ดูเรื่องนี้ต้องคิดใหม่เลย อย่างตอนลงมือฆ่าก็ดูโหด เลือดเย็น แววตาน่ากลัวมาก แต่ตอนเป็นบทบาทพ่อหรือสามีเขากลับดูอ่อนโยนสุดๆ เป็นพ่อที่ดี มีเหตุผล และไม่ใช้อารมณ์ เรียกว่ากลายเป็นพ่อตัวอย่างไปเลยน่ะครับ ยอมรับเลยว่าพี่แกพลิกบทบาทได้สุดยอดมาก

ดารารายอื่นก็ถือว่าเล่นได้ดีครับ โอเคกับบท ไม่ว่าจะ Moore, Dane Cook ที่รับบทนายสมิธ ชายที่เห็นเอิร์ลลงมือฆ่านั่นแหละครับ รายนี้ชูรสได้อย่างอร่อยเชียว แล้วก็ยังมี Marg Helgenberger มาเป็นภรรยาของเอิร์ล รายนี้ไม่ต้องทำอะไรมากครับ แค่เล่นแบบสบายๆ ก็โอเคแล้ว

แต่ประเด็นคือ Costner กับ Hurt น่ะออกแนวจะเด่นเกินหน้าใครๆ น่ะสิครับ ทำให้คนอื่นแม้จะเล่นดีแต่ก็โดนรัศมีสองดารานำกลบไปพอสมควร ยกนิ้วให้พี่สองคนเลยครับ เก๋ากันทั้งคู่จริงๆ

bEtqMrySDCsXYCc7rviM74eubgi

ของเด็ดอย่างต่อมาต้องยกให้บทหนังครับ ที่ดูตอนแรกแล้วก็เหมือนจะไม่มีอะไร แต่พอดูไปๆ ปมชักเยอะแฮะ มันสร้างความน่าติดตามแบบอัตโนมัติไปเลยน่ะครับ จากตอนแรกธรรมดา ไปๆ มาๆ ชักซับซ้อนมากขึ้น เรื่องอีนุงตุงนังมากขึ้น อย่างเรื่องของเทรซี่ที่ตอนแรกเหมือนจะมีแค่คดีฟ้องหย่าธรรมดา แต่ไปๆ มาๆ มันดันมีเรื่องอื่นแทรกอีกแน่ะ หรือเรื่องของ เจน (Danielle Panabaker) ลูกสาวคนเดียวที่เอิร์ลรักและห่วงใยมาก ตอนแรกก็เหมือนจะมานิ่งๆ แต่ดูไปแล้วก็มีปมอีกเหมือนกัน

ผมจึงแนะนำให้ดูแบบทนนิดๆ ครับ ตอนแรกอาจช้าๆ เชื่องๆ แต่พอเกิดเรื่องเข้าประเด็นล่ะก็ มันจะชวนให้อยากติดตามว่าเรื่องมันจะไปจบอีท่าไหน

ถือเป็นงานแก้มือของ Bruce A. Evans ครับ หลังจากเคยเขียนบทหนังคว่ำ (แต่จริงๆ ก็ดูได้) อย่าง Cutthroat Island แล้วเขาก็แทบไม่มีผลงานอีกเลย พี่ท่านเลยจัดการนั่งปั่นบทหนังเรื่องนี้ร่วมกับ Raynold Gideon ที่เคยร่วมงานกับเขามาตั้งแต่ตอนทำ Stand by Me (หนังดีอีกเรื่องที่ดัดแปลงจากเรื่องสั้นของ Stephen King) พร้อมทั้งวาดภาพบท เอิร์ลโดยหมายมั่นว่าคนที่เหมาะกับบทนี้ที่สุดก็คือ Costner และพวกเขาคิดกันว่าจะทำออกมาเป็นหนังไตรภาคด้วยนะครับ แต่ก็น่าเสียดายเหมือนกันที่หนังดีๆ เรื่องนี้ไม่ค่อยจะทำเงินนัก (แต่ไปดังตอนออกแผ่นแล้วน่ะครับ มีกระแสปากต่อปากจนหนังเป็นที่รู้จักมากขึ้น)

ผมชอบแนวคิดหนังนะครับ… เปล่าครับ ผมไม่ได้ชอบที่พระเอกไปฆ่าใคร แต่ชอบมุมมองที่คนเขียนบทแทรกลงไป เพราะเขาก็มีการอธิบายชี้ชวนให้เราคิดน่ะครับว่าทำไมเอิร์ลถึงเสพติดการฆ่า ทำไมเอิร์ลถึงคิดทำเรื่องนี้ทั้งที่เขาก็มีทุกอย่างพร้อมแล้ว… ก็เพราะเขามีทุกอย่างแล้วนั่นแหละครับ มีทุกสิ่งครบถ้วน “เต็ม” จนรู้สึก “ขาด” มีทุกอย่างก็จริง แต่ความอยากในตัวเขาไม่ได้หายไป มันยังคงอยากอยู่ แล้วมันก็หาทางดิ้นรนเปลี่ยนเป้าหมายจากความอยากในสิ่งที่ถูกต้องเปิดเผย กลายเป็นการอยากทำอะไรที่มันตื่นเต้น เร้าใจและเป็นความลับ

ความอยากนี่แหละครับตัวการที่น่ากลัว เรามักจะคิดว่าถ้าเราอยากแล้วเราเติมเต็มให้ตนเองได้แล้วเราจะหยุดอยาก แต่จริงๆ แล้วความอยากมันไม่มีวันหยุดหรอกครับ อย่างมากก็พักร้อนไม่กี่วันแล้วมันก็จะอยากใหม่ ซึ่งถ้าเรามัวแต่ตามใจตนเอง ปล่อยให้อยากแล้วอยากเล่าไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งเราก็อาจหันไปอยาก หันไปสนใจสิ่งที่ไม่ดีก็ได้

การคุมตนเอง การคุมความอยาก คือแนวทางหนึ่งครับที่จะหยุดยั้งเราไม่ให้เดินไปในทางที่เราอาจต้องเสียใจภายหลังได้

ถือเป็นหนังแนวระทึกขวัญที่น่าดูครับ บทแม้จะไม่ถึงกับสดแต่ก็รสชาติดี ตื่นเต้นพอประมาณ น่าติดตามพอตัว และจุดที่เด็ดเหนืออื่นใดคือการแสดงนี่แหละครับ หากอยากเห็นคนเล่นหนังเก่งๆ มาเข้าคู่กันล่ะแนะนำเรื่องนี้เลยครับ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements