รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Final Destination 3 (2006) โกงความตาย เย้ยความตาย

b4Mj7EK

หนังอาจไม่ใหม่นะครับ แต่ปกติผมก็ชอบเก็บตกเอาหนังเก่าๆ มาเล่าอยู่แล้วกับผลงานภาคต่อตอนที่สามของเรื่องวัยรุ่นที่ต้องมาหาทางโกงความตาย โดยเนื้อหาไม่ได้ต่างจากเดิมเท่าไหร่หรอกครับ

ตัวเอกของเรื่องคือ เวนดี้ คริสเตนเซน (Mary Elizabeth Winstead) สาวสวยที่ไปเที่ยวสวนสนุกกับเพื่อนๆ แต่ระหว่างเที่ยวนี่ไม่ได้มีความสุขเลยครับ ในใจมีอะไรบางอย่างมารบกวนทำให้เธอรู้สึกตะหงิดใจอยู่ตลอดเวลา เหมือนมีลางบางอย่างบอกให้เธอระวังภัยไว้ แล้วในที่สุดเหตุร้ายก็เกิดครับ เธอเกิดเห็นภาพว่ารถไฟเหาะตีลังกาคันที่เธอกำลังจะขึ้นไปพร้อมเพื่อน จะเกิดอุบัติเหตุสยองตายหมดทั้งคัน เธอเลยรีบโวยวายหนีออกมาก่อน แล้วในที่สุดรถไฟคันนั้นก็ไปสวรรค์ตามที่เธอเห็นภาพเป๊ะ

แต่แทนที่เรื่องจะจบ มันกลับแค่เป็นการเริ่มต้นน่ะครับ เพราะ “ความตาย” ไม่ยอมปล่อยพวกเขาให้รอดไปได้ พวกที่รอดมาก็เกิดมาตายอย่างพิสดารมากมาย จนเวนดี้และเควิน (Ryan Merriman) สองตัวเอกต้องมาหาทางถอดรหัสความตายเพื่อเอาตัวรอดอีกครั้ง ก่อนที่พวกเขาจะต้องตายเป็นรายต่อไป

คือ ถ้าท่านชมสองภาคแรกมาแล้วก็คงพอเข้าใจนะครับว่ามันก็เหล้าเก่าดีๆ นี่เอง สูตรเดิมครับ ไม่มีอะไรแหวกไปไหนให้ตื่นเต้น คือถ้าจะตื่นจริงๆ ก็เพราะฉากตายนี่แหละครับที่โหดอำมหิตสะใจคอหนังลาบเลือดพอตัว แต่นอกจากนั้นมันก็เดิมๆ เหมือนดูภาคแรกกับภาคสองย้อนใหม่อีกรอบมากกว่า

สำหรับผมแล้ว ภาคแรกเจ๋งสุดครับ มันใหม่และสดสำหรับแนวคิดความตายมาตามเอาชีวิตแบบนี้ ส่วนภาคสองมันก็ออกจะเดินตามรอยภาคแรกเป็นหลัก และจังหวะเรื่องยังเนิ่บกว่าด้วย ซึ่งภาคสามนี่ผมออกจะชอบกว่าภาคสองนะ เพราะภาคสองมันมีช่วงเชื่องช้าอย่างที่บอกน่ะครับ เลยมีอืดๆ ทางอารมณ์เหมือนกินมาม่าที่ต้มมา 15 นาทีกว่าๆ แต่ภาคสามนี่ตรงประเด็น คือรู้ว่าตัวเองไม่ให้ไปกว่านี้แล้วก็เลยจัดการประเคนความสยองแบบเต็มขั้น ตายแต่ละอันนี่หวาดเสียวดีจริงๆ อันนี้สะใจส่วนตัว ถ้าพูดถึงจุดความสยองผมว่าภาคนี้โอเคครับ เป็นรองจากตอนแรกเลยล่ะ

พวกดาราวัยรุ่นก็เลือกมาหน้าตาดีเป็นหลักครับ Winstead นางเอกของเรื่องก็น่ารัก น่าเอาใจช่วยดี เธอคนนี้แหละครับที่กำลังจะมารับบทลูซี่ แม็กเคลน ลูกสาวของนายจอห์น แม็กเคลน แห่งหนัง Die Hard ภาค 4 ส่วน Merriman พระเอกของเรื่องก็ตามสูตรหนังแนวนี้เลยครับ มานิ่งๆ สุขุมพอตัว มีความเป็นพระเอกค่อนข้างมาก คิดดูครับขนาดรู้ว่าตัวเองกำลังจะตายเป็นรายต่อไปก็ยังไม่วายไปเสี่ยงชีวิตช่วยชาวบ้านเล้ย พระเอกเกินร้อยจริงๆ ครับนายคนนี้

นอกนั้นก็เน้นหล่อสวยกันตามเรื่อง ในใจดูไปก็เดาได้ครับว่าไอ้นี่ไม่รอดแน่ ดูเพื่อรอว่าฉากตายจะสยองถึงใจหรือไม่มากกว่า

นึกแล้วก็ขำตัวเองครับ พอย้อนมานึกจะเขียนลงบล็อกอีกก็ไม่วายจับเอาหนังสยองขวัญมาเขียนอีกจนได้ รู้สึกผมจะยังไม่ได้เขียนถึงสองภาคแรกเลยนี่หน่า เดี๋ยวเอามาเขียนดีกว่า (พูดแบบนี้กับหนังหลายเรื่องแล้วก็ไม่ได้เขียนซะที จนแฟนๆ หนีไปหมดแล้วเนี่ย)

โดยสรุปนะครับ แม้หนังจะออกแนวเหล้าเก่าในขวดใหม่ แต่ก็โอเคน่ะ เหล้ามันโอน่ะครับ ดูแล้วสยองดี แม้ทุกอย่างจะเดาได้หมดแต่ก็ตรงประเด็น เหมือนดูหนังแอ็กชันนั่นแหละ ดูเพื่อฉากบู๊มันส์ๆ แม้จะไม่ให้ของใหม่ใส่ลงไปก็เถอะ ดูให้เลือดมันพล่านสูบฉีดได้ก็พอแล้ว เช่นกันครับใครคาดหวังความสยองชั่วครั้งคราวก็ดูได้ไม่น่าจะผิดหวัง

ก็เป็นการย้อนมาร่วมมือกันทำหนังอีกครั้งของสองซี้ Glen Morgan และ James Wong โดยฝ่ายหลังเป็นคนกำกับ และยังเป็นผู้ให้กำเนิดของชุด Final Destination อย่างเป็นทางการด้วย มาทำภาคนี้ก็ดีล่ะครับ ไม่เสียทีที่เป็นคนคิดเรื่องต้นฉบับ ไม่หลุดคอนเซปต์

ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่านะครับ แต่เหมือนสองซี้เขาเจตนาทำหนังภาคสามเพื่อดึงเรื่องราวของ FD ให้กลับมาสู่แนวทางที่ควรจะเป็น เพราะพี่แกไม่อ้างถึงหนังภาคสองเลยครับ เท้าความแต่ภาคแรก อีกทั้งในภาคสองถือว่าเป็นการแตกแยกย่อยเนื้อเรื่องไปเหมือนกันนะ ซึ่งจริงๆ ผมก็ชอบนะครับกับการแตกทฤษฎีโกงความตายออกไปในภาคที่สอง แต่ดูเหมือน Morgan กับ Wong จะไม่ค่อยชอบ เลยดึงเรื่องราวและกฏของความตายมาอย่างง่ายๆ ไม่ต้องไปต่อยอดทฤษฎีตามที่ภาคสองวางไว้

เหมือนประกาศเป็นนัยๆ ว่าคนทำต้นฉบับไม่ต้องไปตามภาคต่อก็ได้ 555

ส่วนตอนจบของเรื่องแรกเริ่มมันไม่ได้จบแบบนี้หรอกครับ ของเดิมมันจบอีกแบบ แต่ไม่สาใจผู้ชมรอบทดลองเลยโดนตีกลับมาให้เสริมตอนจบอย่างที่เราเห็นนั่นลงไป ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกครับ สองภาคก่อนก็เจอแบบนี้เหมือนกัน ฉายทดลองแล้วไม่เป็นที่ชื่นชอบเลยต้องมาถ่ายเพิ่ม

ก็ไม่ผิดหวังครับ สำหรับคนที่ชื่นชอบหนังชุดนี้ ผมชอบกว่าภาคสองนะ อันนี้ต่างคนต่างใจครับ คงเพราะผมมีรสนิยมลาบเลือดมั้ง ภาคนี้ออกมาหนักข้อก็เลยชอบซะอย่างนั้น

แต่ยังไงภาคแรกก็เป็นที่สุดอยู่ดี

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

Advertisements