รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Little Giants (1994) เปี๊ยกเล็ก เปี๊ยกใหญ่ สะกิดหัวใจสู้

1380558381

หนังแนวพิมพ์นิยมอีกประเภทที่สตูดิโอต่างๆ ขยันทำกันออกมาในยุค 90 ครับ เพราะหลายเรื่องทำแล้วฮิต อย่าง The Mighty Ducks, Angels in the Outfield และ The Sandlot ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จที่ว่าด้วยเด็กเนิร์ดๆ และอ่อนกีฬากลุ่มหนึ่งต้องมารวมตัวกันเพื่อแข่งกีฬาสักอย่าง แน่นอนว่าตอนต้นๆ เราจะเห็นว่าพวกเด็กๆ ฝีมืออ่อนแค่ไหน แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาก็จะเก่งขึ้น กล้าขึ้น จนนำมาสู่การแข่งกีฬารอบตัดเชือกที่ชวนลุ้นในท้ายที่สุด

เรื่องนี้ก็ลงสูตรนั้นครับ ตัวเอกคือ แดนนี่ โอเชีย (Rick Moranis) หนุ่มสี่ตาตัวเล็กที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความดังของเควิน โอเชีย (Ed O’Neill) พี่ชายของเขาที่เก่งกีฬาสุดๆ ซึ่งแดนนี่ก็ไม่คิดจะทาบรัศมีแต่อย่างใด จนกระทั่งเบ็คกี้ (Shawna Waldron) ลูกสาวของเขา ที่รักกีฬาอเมริกันฟุตบอลอย่างสุดหัวใจ แต่กลับต้องผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะเล่นดีแค่ไหนก็ไม่ได้ร่วมทีมเยาวชนที่เควินเป็นโค้ชอยู่สักที

แล้ววันหนึ่งเบ็คกี้เลยจัดแจงตั้งทีมขึ้นมาเพื่อจะแข่งกับทีมของเควินโดยเฉพาะ ทีนี้แดนนี่ก็เลยโดยมัดมือชกครับ จำต้องเป็นโค้ชให้ แล้วการประลองวัดความสามารถระหว่างทีมของแดนนี่และเควินก็เริ่มต้นครับ

มาว่ากันทีละแง่นะครับ ในแง่ของหนังตลกสำหรับครอบครัวนั้น ถือว่าหนังทำได้สนุกพอเพลินๆ ครับ ขำบ้างอะไรบ้าง แต่ก็ไม่ได้ลื่นไหลหรือเปี่ยมไปด้วยความสนุกเท่าหนังแนวเดียวกันอย่าง The Mighty Ducks แม้จะได้ดาราดีๆ อย่าง Moranis และ O’Neill มาแสดงก็ตาม ซึ่งในส่วนนี้คงต้องยกความรับผิดชอบให้ผู้กำกับ Duwayne Dunham แห่ง Homeward Bound: The Incredible Journey ที่แม้ผลของหนังจะออกมาเพลินๆ แต่ก็ยังสนุกได้อีกเยอะครับ

จุดที่พร่องไปหน่อยสำหรับหนังคือเสน่ห์ของเด็กๆ ที่ปกติคาแรคเตอร์ของเด็กๆ นั้นจะต้องชัด เช่นใครมีบุคลิกเด่นในเรื่องอะไรนี่ ถ้าผู้กำกับแจกแจงได้ ทำให้คนดูจดจำได้ (เช่น คนนี้ชอบกิน คนนี้ชอบร้องไห้) คนดูก็จะรู้สึกผูกพันตามไปด้วย แต่กับเรื่องนี้รู้สึกว่าจุดนี่แหละครับที่พร่องไปเยอะหน่อย ดูแล้วยังจำคาแรคเตอร์ของเด็กๆ ได้ไม่ชัด นอกจากตัวเบ็คกี้เท่านั้นที่พอจะจำได้แม่นๆ ขนาดบท จูเนียร์ ฟลอยด์ (รับบทโดย Devon Sawa สมัยยังละอ่อนมากๆ) ที่ถือว่าเป็นบทนำคู่กับเบ็คกี้ก็ยังดูไม่เด่น ไม่เป็นที่จดจำสักเท่าไรเลย

ครับ การเดินเรื่อง หรือแม้แต่การแข่งขันก็ถือว่าพอสนุก แต่ก็ยังไม่ลุ้นมาก ยังดีที่ความขำยังมีเป็นระยะๆ ผลที่ได้ออกมาเลยยังพอเพลินๆ

แต่กระนั้นผมก็ยังชอบหนังเรื่องนี้นะครับ แม้ความสนุกอาจไม่เลิศล้ำ แต่สิ่งที่ทำให้ผมชอบก็คือประเด็นสาระดีๆ ที่หนังมีครับ

อย่างการที่แดนนี่เก่งกีฬาสู้พี่ไม่ได้นั้น ไม่ใช่เพราะเขาใจไม่สู้นะครับ แต่เพราะเควินไม่เคยเปิดโอกาสให้น้องได้เล่นเลย ทำให้แดนนี่เปลี่ยนไป จากเด็กมีไฟกลายเป็นเด็กอ่อนแอไปในที่สุด เรื่องนี้ก็สอนชัดๆ เลยนะครับว่า หากเด็กสนใจจะเล่นกีฬา เราควรลองให้โอกาส เพราะไม่แน่ว่าเขาอาจจะได้รับประโยชน์จากกีฬามากมายเพียงแค่เรายอมให้เขาได้เล่นบ้าง อาจไม่ถึงกับเล่นแล้วเป็นแชมป์ แต่อย่างน้อยก็ได้ในเรื่องสุขภาพ รู้จักแพ้รู้จักชนะรู้จักอภัย เรียนรู้ถึงความอดทน ฯลฯ ซึ่งจริงๆ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นบทเรียนอันมีค่าที่เด็กสามารถนำไปใช้ได้จริงเมื่อโตขึ้น

มีประโยคหนึ่งที่ผมชอบครับ ตอนที่เควินโกรธจัดที่รู้ว่าแดนนี่กำลังตั้งทีมแข่งกับเขา เควินเลยข่มขวัญไปว่า “นายสู้ฉันไม่ได้หรอก” พอได้ยินดังนั้นแดนนี่ตอบว่า “ก็เราแค่อยากจะเล่นเท่านั้นนี่” เป็นอะไรที่ชัดมากครับ ว่าเควินนั้นอยู่กับกีฬาและการแข่งขันมาก จนเขาเลิกที่จะสนุกกับมันไปแล้ว คิดแต่ว่าจะชนะได้ยังไงเท่านั้น ในขณะที่เนื้อแท้ของกีฬานั้นไม่ได้มีแค่เรื่องผลแพ้ชนะ แต่ยังมีเรื่องความสนุก การได้ปลดปล่อยผ่อนคลาย หรือการได้วิ่งเล่นก็ช่วยให้สารเอนโดรฟินหลั่งออกมาเพื่อสร้างความสุขให้กับเรา จะเห็นได้ว่ามันให้อะไรมากกว่าผลแพ้ชนะมากครับ และนั่นคือธีมที่หนังจับมาเล่นบ่อยครั้ง แต่ก็ยังเล่นไม่สุดเต็มที่ ออกแนวจับประเด็นมาเสริมมากกว่าจะชูประเด็นจนทำให้เราเห็นจริงๆ ทำให้จุดดีอันนี้ไม่ได้เสริมความสนุกของหนังได้อย่างเต็มที่ ทั้งที่หากเล่นกับประเด็นนี้บ่อยๆ หนังจะมีความหมายดีๆ เพิ่มขึ้นเยอะเลยล่ะครับ

และอีกจุดที่ผมชอบคือเรื่องราวระหว่างแดนนี่และเควินที่แม้จะดูเหมือนพวกเขาไม่ถูกกันแต่จริงๆ ก็ยังห่วงใยฉันท์ครอบครัวอยู่ ผมชอบฉากที่เควินดอดมาคุยกับเบ็คกี้เหมือนอาคุยกับหลานน่ะครับ ทำให้เห็นว่าแม้จะเหมือนอยู่คนละฝั่งกัน แต่สายเลือดมันก็ยังเชื่อมใจอยู่ไม่มากก็น้อย ความห่วงใยยังคงมีต่อกัน ยิ่งตอนท้ายจะยิ่งชัดครับ อันนี้ต้องไปดูเอง แต่ผมว่าบทหนังเรื่องนี้จริงๆ มีดี มีประเด็นสวยๆ แบบนี้เยอะครับ น่าเสียดายตรงที่ผู้กำกับไม่สามารถดึงมาถ่ายทอดได้แบบเต็มที่ แต่ก็ยังดีน่ะครับที่ยังพอมีกลิ่นอายในประเด็นเหล่านี้มาให้ผมพอได้เค้าเงื่อนมาคิดต่อแบบนี้ได้

อีกประเด็นที่น่าคิดต่อคือตัวละครสองพ่อลูกแฮมเมอร์สมิธ (Brian Haley กับ Sam Horrigan) ที่สะท้อนภาพผู้ปกครองที่อยากให้ลูกแข่งชนะโดยไม่เกี่ยงงวิธีได้อย่างดีทีเดียวครับ เอาแต่ฝึกจนเคร่งเกินไป คิดแต่ชัยชนะจนไม่มีเวลาสนุกกับเกม เช่นนี้แล้วจะเรียกว่าได้รับคุณค่าจากกีฬาอย่างแท้จริงหรือไม่ สามารถลองนำไปไตร่ตรองดูได้ครับ

โดยรวมๆ แล้วประเด็นว่าด้วย “ความวิเศษแห่งกีฬา” นับว่ามีเยอะครับ แต่การถ่ายทอดยังไม่ครบอารมณ์สำหรับประเด็นเหล่านั้น ด้านความสนุกก็ถือว่าพอเพลินแบบที่ย้ำไปนั่นแหละครับ

สองดาวกว่าๆ ครับ

Star21

(6.5/10)

Advertisements