Action

หวงเฟยหง 5 สยบจอมสลัด (1994) Once Upon a Time in China V

Once-Upon-a-Time-in-China-V-images-6ff1ebe7-6fa1-4592-9498-b436940a537

เรื่องต่อจากภาคที่แล้วครับ เมื่อกรุงปักกิ่งแตกหลังจากการบุกยึดของชาวตะวันตก ทำให้หวงเฟยหง (เจ้าเหวินจั๋ว) และ หวงฉีอิงบิดาของอาจารย์หวงต้องเดินทางลี้ภัยออกมา แล้วมุ่งหน้ากลับเป่าจือหลิน พร้อมกับเหลียงควน (ม่อเส้าชง) ตีนผีเจ็ด และน้าสิบสี่

แล้วระหว่างทางพวกเขาก็ได้เจอกับน้าสิบสาม (กวนจือหลิน) ฟันเหยินซู (กั๊วะจิ้นอัน) และ หมูตอนหยง หรือลิ้มซีหยง (เจิ้งจั๊ดซือ) ก็เรียกว่าหนังพยายามนำเอาบรรยากาศเก่าๆ และตัวละครเก่าๆ กลับมาน่ะครับ ส่วนหนึ่งก็เพราะภาคที่แล้วหนังไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จนัก ไม่ว่าจะเพราะบทที่ออกจะซ้ำทางกับภาค 3 และตัวละครหลักก็เปลี่ยนดาราใหม่หมด ไม่ว่าจะบทอาจารย์หวงหรือการมาของน้าสิบสี่ จนไม่แปลกใจที่คราวนี้ตัวละครเก่ารวมถึงน้าสิบสามได้กลับมาร่วมขบวนกันอย่างพร้อมเพรียง

โดยในคราวนี้หวงเฟยหงต้องเจอกับพวกโจรสลัดที่กำลังก่อกวนซ้ำเติมชาวบ้าน ทั้งๆ ที่บ้านเมืองก็กำลังอยู่ในช่วงข้าวยากหมากแพง (อันเนื่องมาจากโดนฝรั่งยึด) งานนี้อาจารย์หวงก็ต้องใช้วิชาที่มีสยบเหล่าอันธพาล นำความสงบมาสู่แผ่นดิน

ภาคนี้ถือว่ามีความสนุกหลายรสดีเหมือนกันครับ ผมว่าดีกว่าภาคที่แล้วนะ ซึ่งก็พอเข้าใจครับว่าคราวก่อนนั้น ฉีเคอะพยายามจะสานต่อแบบฉบับหวงเฟยหงเดิมๆ ที่หลี่เหลียนเจี๋ยทำไว้ แต่ทีนี้หลายอย่างมันไม่เข้ากับสไตล์และลีลาของเจ้าเหวินจั๋วเท่าที่ควร ทำให้ภาค 4 ยังไม่กลมกล่อม บางส่วนก็ซ้ำรอยภาค 3 และบางส่วนออกมาธรรมดาไม่น่าจดจำเท่า 3 ภาคแรก

แต่คราวนี้ ฉีเคอะ ลงมากำกับเองครับ พร้อมคืนชีพหนังหวงเฟยหงด้วยการปรุงให้รสชาติมีทั้งกลิ่นอายเก่าๆ และรสชาติใหม่ๆ ที่เข้ากับความเป็น เจ้าเหวินจั๋ว ซึ่งการปรุงที่ว่านั่นก็คือการใส่อารมณ์ขันโดนๆ ให้พวกลูกศิษย์ตัวแสบมาช่วยกันยิงมุข ส่วนตัวหวงเฟยหงเวอร์ชั่นเจ้าเหวินจั๋วในภาคนี้ก็นิ่มขึ้น มีลีลาคุณชายใกล้เคียงกับคาแรคเตอร์ของเจ้าเหวินจั๋ว พร้อมใส่เรื่องรักสามเศร้าระหว่างน้าสิบสามและน้าสิบสี่ลงไปด้วย และด้านการออกหมัดกังฟูก็ถือว่าพริ้วแบบพอเหมาะ ไม่ได้ออกหนัดหนักหน่วงเท่าสมัยหลี่เหลียนเจี๋ย ทำให้ภาคนี้อร่อยลงตัวกว่าภาคก่อน เรียกว่าสนุกไม่แพ้หวงเฟยหงภาค 3 เลย (แต่ยังไม่เทียบเท่า 2 ภาคแรก)

ภาคนี้ใช้ความช่วยเหลือจากเหล่าลูกศิษย์มาเพิ่มความมันส์ฮาได้เยอะครับ ส่วนที่เข้าท่าอีกประการคือการสอดแทรกแง่คิดคำคมลงไป คือในภาคนี้จะเป็นเรื่องของแผ่นดินจีนในยุคล่มสลาย ระบบระบอบต่างๆ ที่เคยมีก็โดนสลายอำนาจไป แต่พวกขุนนางที่ยังใช้อำนาจอยู่ก็มีครับ และบางคนก็ดันใช้อำนาจแบบเหลิงระเริง เพราะไม่มีทางการควบคุมเลยจัดเต็มในความบ้าอำนาจซะเลย จนทำให้มีคำคมดีๆ อย่าง “อย่านึกว่าเจ้าแต่งชุดประจำตำแหน่งแล้วจะนั่งอยู่บนหัวคนได้นะ ขึ้นได้ก็ลงได้อย่าลืมสิ”

ขณะเดียวกันเราก็จะได้เห็นผู้ร้ายประเภทต่างๆ ในยุคที่ไม่ได้มีแค่ขุนนางโฉดหรือพวกพรรคมารอีกต่อไป แต่คนธรรมดาก็ยังกลายเป็นคนที่ก่อความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นได้ เช่นพวกพ่อค้าสูบเลือด ฉวยโอกาสขายของแพงๆ จนหลายคนรวยท่ามกลางความลำเค็ญและคราบน้ำตาของเพื่อนร่วมชาติด้วยกัน หรือเหล่าโจรสลัดที่เกาะกลุ่มปล้นชิงเพื่อความอยู่รอด

25_091999_001_258a2059_004_pre

แต่กระะนั้นตัวจางเป๋าไจ๋ หัวหน้าวายร้ายก็มีคำพูดที่น่าสนครับ เขาพูดว่าใน ตระกูลเขานับแต่อดีตถึงปัจจุบัน ไม่เคยมีใครสนใจหรือจดจำได้ จนเขามาเป็นโจรนี่แหละ ฮ่องเต้ยังต้องหันมอง เรียกว่าเป็นการจิกกัดสังคมได้พอสมควรเลยล่ะครับ เพราะคนมากมายทำสิ่งดีก็เท่านั้น ไม่ได้รับการพูดถึงหรือแม้แต่เอ่ยชม ในขณะที่คนทำสิ่งไม่ดีนั้นกลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ ทุกคนพูดถึงและจดจำได้ ดีไม่ดีบางคนก็ได้ดีจากการทำไม่ดีซะอีกด้วย

อีกประเด็นที่ชวนคิดในหนังภาคนี้คือการที่ยุคสมัยในหนังนั้นคือยุคที่ระบบล่ม ทำให้มีคนมากมายพยายามจะดันตัวเองขึ้นมาเป็นผู้นำ ตั้งตนเป็นผู้ปกครองโดยอ้างว่าทำเพื่อความสงบ เพื่อรวมใจคน เพื่อทำให้เกิดระบบระเบียบขึ้นมา แต่ไปๆ มาๆ การมีคนปกครองมากเกินไป ก็กลายเป็นความวุ่นวายได้เหมือนกัน เพราะพวกเขาจะหมายแย่งอำนาจแทนที่จะร่วมมือกัน สุดท้ายก็เกิดก๊กเกิดเหล่า บ้านเมืองวุ่นวายเพิ่ม ประชาชนลำบากหนักกว่าเดิมเพราะมีก๊กกลุ่มคนมาหาเรื่องเขามากกว่าเก่าเสียอีก

เป็นภาคที่สนุกกว่าที่คิดครับ สนุกในแง่เนื้อหา ในแง่กังฟู แล้วก็แง่คิดดีๆ ซึ่งผมว่าจุดเด่นของหนังหวงเหยฟงนอกจากจะเป็นเรื่องกังฟูแล้ว เรื่องการวิพากษ์การล่มสลายของแผ่นดินจีนนั้นก็ถือเป็นไฮไลท์อีกประการที่ทำให้หนังชุดนี้มีคุณค่ามากกว่าแค่หนังต่อยตียุคผมหางเปียทั่วไป

สนุกระดับสองดาวบวกๆ ครับ

Star21

(6.5/10)

Advertisements