Action

หวงเฟยหง 2 ถล่มมารยุทธจักร (1992) Once Upon a Time in China II

1377018719

โดยส่วนตัวแล้ว ผมรู้สึกว่าบ้านเรา (โดยเฉพาะระยะหลังๆ นี้) ควรเอาหวงเฟยหงภาคนี้มาดูกันเยอะๆครับ เพราะหนังมันสะท้อนอะไรหลายอย่าง ชวนให้ฉุกคิดในหลายประเด็น

หลังจากภาคก่อนอาจารย์หวงเฟยหง (หลี่เหลียนเจี๋ย) ต้องรับมือกับคู่ปรับประเภท “ใช้กำลังที่ตนมี ในทางที่ผิด” อย่างเหล่าอันธพาลที่เป็นคนจีนด้วยกัน จอมยุทธ์มากฝีมือผู้หลงผิด และชาวต่างชาติที่มาพร้อมอาวุธและคำลวงเพื่อตักตวงผลประโยชน์ไปจากแผ่นดินจีน พอมาคราวนี้อาจารย์หวงต้องเจอกับวายร้ายประเภท “ใช้ความเชื่อในทางที่ผิด” พวกนี้จะใชกำลังเป็นรองครับ แต่ใช้ความเชื่อเป็นหลักในการรวมกำลังคน ใช้สิ่งที่มองไม่เห็นมอมเมาปวงประชา ซึ่งผู้ที่ใช้ความเชื่อที่ว่าก็คือ พรรคบัวขาวที่หวงเฟยหงจำกัดความว่าเป็น “พวกหลอกลวงต้มตุ๋นชาวบ้าน แล้วอ้างว่าทำเพื่อชาติ”

ยอมรับว่าดีกรีผู้ร้ายคราวนี้เหมือนอัพเกรดขึ้นไปอีก ซึ่งเข้ากับเหตุการณ์ในประเทศจีนขณะนั้นที่ทวีความวุ่นวายมากขึ้นกว่าครั้งก่อน เพราะเมื่อต่างชาติเริ่มรุกราน คนจีนเองก็เริ่มแบ่งพวกกันมากขึ้น (แทนที่จะสามัคคีและหาทางรับมือ) บ้างก็ต่อต้านฝรั่งเต็มตัว บ้างก็ตกเป็นทาสต่างชาติ บ้างก็พยายามปรับตัว จึงเป็นอีกครั้งที่หนังชุดนี้ได้เปิดประเด็นให้เราเห็น “จุดอ่อนสำคัญอีกประการแห่งการสิ้นชาติของแผ่นดินจีน” ส่วนหนึ่งอาจเพราะการรุกรานของต่างชาติ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าภัยจากภายในประเทศนั้นก็มีผลไม่น้อยไปกว่ากัน

009-once-upon-a-time-in-china-theredlist

ในมุมหนึ่งคำว่า “สามัคคี” อาจดูเป็นคำเพ้อฝันสำหรับหลายๆ คน พลางคิดไปว่า “ก็คนมันต่างกัน แล้วจะสามัคคีคิดเห็นอะไรตรงกันได้อย่างไร มันจะเป็นไปได้ยังไง” ซึ่งมันก็จริงครับ การที่คนเราจะสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวทุกประการมันเป็นอะไรที่อุดมคติอย่างยิ่ง ยากที่จะเป็นจริงอย่างสมบูรณ์ได้

แต่กระนั้นผมว่าคำว่า “สามัคคี” นั้น คงไม่ได้มีไว้ให้เราทำตามนั้นให้ได้แบบเป๊ะๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ ประเภทว่าต้องรักกัน ต้องเห็นตรงกัน อะไรเทือกนั้น แต่น่าจะไว้เป็น “ธง” อย่างหนึ่งที่ตั้งไว้ให้ฉุกคิดยามที่คนแตกแยกกัน ยามที่ภัยมาแล้วคนแตกตื่นกัน เป็นเหมือนเป้าหมายหรือคำเตือนสติให้เรารู้จักคิดที่จะ “หาจุดร่วมเท่าที่ทำได้” เพราะหลายแรงมาช่วยกันมันย่อมทำอะไรหลายอย่างง่ายขึ้น ปัญหาบางประการก็แก้ได้ง่ายขึ้นด้วย

ดังนั้นจริงๆ แล้วคนในแผ่นดินจีนอาจไม่ต้องถึงกับสามัคคีรักใคร่ปรองดอง ไม่มีการแย้งใดๆ แต่เพียงแค่ฟังกันให้มากขึ้น ยอมเปิดรับกันบ้างก่อนจะโต้แย้ง เอาความคิดเดิมมาเสริมประสิทธิภาพด้วยแนวคิดใหม่ๆ แล้วผลที่ได้ในท้ายที่สุดก็อาจเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้แผ่นดินรอดจากภัยก็เป็นได้

อย่างในเรื่องนั้น ก็มีตัวละครที่พยายามเสนอแนวคิดใหม่ ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชาติบ้านเมืองด้วยการผสานตะวันตกเข้ากับตะวันออก วางรากฐานแห่งการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดด้วยกันในทุกฝ่าย ซึ่งตัวละครที่ว่าก็คือ ดร. ซุนยัดเซ็น ผู้ที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ (รับบทโดย จางเถี่ยหลิน ที่หลายคนคงคุ้นหน้าจากบทฮ่องเต้ใน องค์หญิงกำมะลอ เวอร์ชั่นต้นฉบับ) ซึ่งอาจารย์หวงก็เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เพราะเขาเองก็ยอมรับว่าชาติตะวันตกก็มีสิ่งดีๆ ที่น่าศึกษา ไม่ว่าจะแนวคิด การปกครอง หรือวิทยาการแขนงต่างๆ โดยเฉพาะวิชาการแพทย์

แต่สำหรับทางการแล้ว แนวคิดที่จะปรับเปลี่ยนระบบระบอบเดิมๆ ที่จีนใช้มานับร้อยปี ย่อมตีความได้ประการเดียวว่าเป็นการคิดกบฎ นั่นทำใหัตัวแทนของทางการออกโรงไล่ล่า ดร. ซุนยัดเซ็น และ ลู่เฮ่าตง (เดวิด เจียง) เพื่อนร่วมอุดมการณ์นี้

ศึกครั้งนี้ของหวงเฟยหงจึงมีทั้งการรับมือกับพรรคบัวขาว, ชาวบ้านที่คลุ้มคลั่งต่อต้านฝรั่งแบบรุนแรง อีกทั้งต้องปกป้อง ดร. ซุนยัดเซ็นให้รอดชีวิตออกไปจากแผ่นดินจีนให้ได้

1377023820

ความสนุกในภาคนี้จัดว่ามากมายทวีคูณครับ เนื้อเรื่องเข้มข้น การเดินเรื่องต่อเนื่องเร้าใจ และที่เด็ดสุดขีดขั้นคือคิวบู๊ที่จัดเต็มมากๆ โดยเฉพาะช็อตการปะทะระหว่างอาจารย์หวงกับจอมมารพรรคบัวขาว ที่ออกแบบคิวมาได้วิจิตรพิสดาร น่าตื่นตาเป็นอย่างยิ่ง ต่อด้วยการปะทะระหว่างอาจารย์หวงกับข้าหลวงหลันเหยียนซู่ (เจิ้นจื่อตัน) ที่แม้จะไม่พิสดารสาใจเท่าคู่แรก แต่ก็เป็นการต่อสู้ประมือที่สนุกสะใจอยู่ดี

ภาคนี้มีการเปลี่ยนดาราสำคัญไปคนหนึ่งครับ นั่นคือบทเหลียงควนศิษย์เอกหวงเฟยหง ที่ภาคแรกแสดงโดยหยวนเปียว มาภาคนี้เปลี่ยนเป็น ม่อเส้าชง แต่ก็เป็นการเปลี่ยนที่พอเหมาะ เพราะบทเหลียงควนนั้นออกแนวลูกคู่ลูกศิษย์ของอาจารย์หวงมากกว่าจะมาเป็นแนวตีคู่เคียงข้าง ซึ่งดีกรีดาราอย่างหยวนเปียว หากมาเป็นลูกคู่ก็คงดูแปร่งๆ แต่กับม่อเส้าชงที่แสดงได้เนียนเสมอในบทฮาๆ แล้ว ถือว่าบทเหมาะและลงตัวอย่างยิ่ง ในขณะที่บทน้าสิบสามก็ยังได้ กวนจื่อหลินมารบบทเช่นเคย

ถือเป็นภาคที่ผมชอบที่สุดในบรรดาหนังชุดหวงเฟยหงเลยครับ สนุกทั้งแอ็กชันการบู๊และเนื้อหาชวนคิด อีกทั้งยังวิพากษ์สังคมได้อย่างดี แม้จะเป็นหนังย้อนยุค แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องทำนองนี้ (ในหนัง) ก็ยังคงเกิดขึ้นเนืองๆ ในโลกยุคปัจจุบัน

อย่างพวกพรรคบัวขาวที่ก่อตั้งขึ้นหากินกับความเชื่อในช่วงที่ประเทศกำลังระส่ำระสาย ป่าวประกาศว่าเจ้าลัทธิมาจากการตั้งแต่ของเจ้าแม่บัวขาว มีอำนาจมหาศาลอยู่ยงคงกระพัน มีดฟันไม่เข้า ปืนยังไม่ระคายผิว วันดีคืนดีก็อวดอิทธิฤทธิ์เรียกศรัทธา มิหนำซ้ำยังเอาใจประชาด้วยการเป็นแถวหน้าในการต่อต้านฝรั่ง (เข้าทำนอง “กระตุ้นกระพือความเชื่อเหนือธรรมชาติ” ตามด้วย “การเสนอตัวว่าเป็นพวกเดียวกับชาวบ้าน”)

จุดนี้น่าลองพิจารณาครับ ว่าการที่ผู้นำพรรคบัวขาวแสดงตนว่ามีอำนาจจากเทพเจ้า แสดงให้ชาวบ้านเห็นแล้วตามด้วยการประกาศว่าคิดเหมือนชาวบ้าน ดังนั้นชาวบ้านก็จะมองพรรคบัวขาวว่าเป็น “กลุ่มคนที่คิดในแนวทางเดียวกัน แต่มีอำนาจเหนือกว่าตนเอง” จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ชาวบ้านจะพากันนับถือบูชา ยกให้เป็นผู้นำไปโดยปริยาย

ไหนจะมียันต์กันภัย ค้าขายดี เสริมดวงและโชคลาภ (คิดแล้วมันครบๆ คุ้นๆ ยังไงก็ไม่รู้สินะครับ) ยืนยันความเชื่อกันเข้า แสดงความน่าเชื่อ (ด้วยวิชาพิสดาร) กันเข้า จนคนมากมายถ้าไม่เข้าพวกด้วยก็จะเกรงกลัว กลัวว่าถ้าทำอะไรลบหลู่เดี๋ยวเทพจะมาทำร้ายหรือทำให้ซวย

a19627069dc392eae309832565bb349b4d18e118

ผมชอบฉากที่พวกพรรคบัวขาวมาล้อมหน้าสถานฑูตฝรั่ง แล้วก็เอาหุ่นรูปฝรั่งมาเผา และหุ่นอันหนึ่งเหมือนน้าสิบสามมากๆ มีการถือกล้องด้วย พอน้าสิบสามเห็นก็เป็นลม เหลียงควนเลยบอกว่า “หรือพวกมันใช้หุ่นสาปแช่งแล้วได้ผลจริงๆ กันนี่”

อาจารย์หวงก็รีบบอกว่า “ถ้าสาปแช่งแล้วได้ผล ป่านนี้พรรคบัวขาวไม่ชนะฝรั่งไปหมดแล้วหรือ? นั่นเป็นแค่สงครามประสาทเท่านั้นเองต่างหาก”

จะว่าไปแล้วบ้านเรานี้เป็นประเทศที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เยอะที่สุด มีพระเครื่องหลากแบบมากที่สุด ไหนจะเทวดาสารพัดจากนานาชาติ ถ้าสิ่งเหล่านี้ได้ผลดีจริง ป่านนี้ประเทศไทยของเรา คงเป็นผู้นำในระดับนานาชาติ อีกทั้งมีวัตถุมงคลเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งไปแล้ว (ก็ของดีเรียกเงินเรียกทองได้ขนาดนี้ ฝรั่งก็ยังอยากได้เลยครับ)

อันที่จริงการเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือดวงชะตานั้น หากเราเชื่อเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ เชื่อแล้วทำให้เรามีแรงทำงาน มีแรงฮึดสู้กับปัญหา และมีความหวังว่าชีวิตในวันพรุ่งจะรุ่งกว่าวันนี้ มันก็อาจจะพอทำเนาครับ เชื่อแล้วมีแรงน่ะพอได้ แต่ถ้าถึงขั้นทำอะไรก็ไหว้ขอพร ดวงบอกว่าจะไม่ดีก็ไม่กล้าทำอะไร หรือใครบอกว่ามีเคราะห์จะตกงานก็เอาแต่วิ่งสะเดาะเคราะห์ (จนไม่ทำการทำงาน) แบบนั้นก็ถือเป็นวิธีการเชื่อที่สมควรไตร่ตรองลองพิจารณาให้ดี ว่ามันจะให้ผลดีและทำให้ชีวิตเรา Work แบบถาวรได้หรือไม่

หรือจะเลือกเชื่อมั่นในตัวเองแบบไม่ต้องรอพรจากผู้ใด แค่ใช้ปัญญากรองสถานการณ์แล้วลงมือทำให้เหมาะกับโอกาสดี…

บางครั้งความเชื่ออาจไม่ผิด แต่ “วิธีเชื่อ” นั่นแหละที่ชักนำชีวิตไปผิดทาง

ในภาคนี้ถือว่าหนังเน้นเล่นกับความเชื่อและความศรัทธา อย่างพรรคบัวขาวก็ใช้ประโยชน์จากความเชื่อ ชาวบ้านก็เชื่อแบบงมงายและมองอะไรเป็นขาวกับดำ ดีกับไม่ดีแบบสุดโต่ง ส่วนข้าหลวงหลันเหยียนซู่เองก็เชื่อในราชสำนักและทำทุกอย่างเพื่อราชสำนักโดยไม่เกี่ยงวิธี ในขณะที่ ดร.ซุนยัดเซ็นกับลู่เฮ่าตงก็มีความเชื่อเหมือนกันนะครับ แต่พวกเขาเชื่อในความเปลี่ยนแปลง เชื่อในการประนีประนอม และเชื่อในความหวังว่ายังมีรุ่งอรุณในวันข้างหน้าเสมอ

เชื่อแบบไหนก็ได้ชีวิตและวิถีแบบนั้น เป็นสิ่งธรรมดา

หนังยังสานต่ออะไรเดิมๆ จากภาคก่อนไม่ว่าจะควมมคิดใฝ่รู้ในตะวันตกของอาจารย์หวง ความแสบของลูกศิษย์อย่างเหลียงควน ความน่ารัก (แบบกึ่งหาเรื่องใส่ตัวในบางวาระ) ของน้าสิบสามที่ยังฮาได้อีกกับมึมุขจินตนาการผ่านเงา

ฉีเคอะสานต่อความมันส์ได้ดี หยวนหวู่ปิงก็กำกับคิวบู๊ไว้สุดยอดเชียว โดยเฉพาะฉากซัดกับหัวหน้าพรรคบัวขาวนั่น

ร่ายรีวิวเสร็จแล้ว พลันบังเกิดอารมณ์อยากดูซ้ำในบัดดล… ของเขาดีจริงๆ

สามดาวเต็มครับ

Star31

(8/10)

Advertisements