รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Scream 4 (2011) หวีด… แหกกฏ

21091934512_dca7dc00c0_o

พูดได้เต็มปากว่าผมชอบภาคนี้เป็นอันดับ 2 รองจากภาคแรก

การกลับมาของภาคนี้เริ่มด้วยไอเดียของ Bob Weinstein ผู้บริหาร Dimension Films ที่จัดจำหน่ายหนังชุดนี้มาโดยตลอด ซึ่งเขาอยากให้หนังชุด Scream ได้กลับมาเริ่มต้นเรื่องราวไตรภาคใหม่อีกครั้งหลังจากจบภาค 3 ไปได้เป็นเวลา 10 ปี แล้วเขาก็เริ่มติดต่อ Wes Craven ผู้กำกับคนเดิมให้มาทำ ซึ่ง Craven ก็เอ่ยปากว่าเขาจะยอมมากำกับ หากบทหนังภาคนี้ดีไม่แพ้ภาคแรกเท่านั้น

ทีนี้เพื่อความชัวร์ว่าบทหนังจะออกมาดีและมีกลิ่นอายของ Scream แบบเต็มๆ ก็ต้องไปขอแรง Kevin Williamson ผู้ให้กำเนิดหนัง Scream ให้ช่วยมาสร้างบทหนังตอนใหม่ให่้้ซึ่งเขาก็ยินดีครับ ได้ร่างบทขึ้นมาฉบับหนึ่ง แต่ปัญหาคือเขายังเขียนบทไม่ทันเสร็จ ก็มีอันต้องไปทำหนังเรื่องอื่นตามสัญญาที่ผูกมัดเอาไว้ ทำให้ Weinstein ตัดสินใจเรียกตัว Ehren Kruger (ที่เคยเขียนบท Scream 3) ให้กลับมาเพื่อสานต่อบทที่ Williamson เขียนไว้ โดยครั้งนี้ Craven ออกมายืนยันว่า Kruger ได้คงเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ไว้ตามความต้องการของ Williamson

สำหรับเรื่องราวก็เป็นเหตุการณ์หลังจากภาค 3 ประมาณ 10 ปี เมื่อซิดนี่ย์ เพรสค็อตต์ (Neve Campbell) กลับมาแวะเมืองวู๊ดสโบโรอีกครั้งเพื่อโปรโมตหนังสือของเธอ แต่ฝันร้ายครั้งใหม่ก็เกิดขึ้นเมื่อมีเด็กวัยรุ่น 2 คนถูกฆาตกรรมในคืนก่อนที่ซิดนี่ย์จะเปิดงานโปรโมต ทำให้การตามล่าหาโฉมหน้าที่แท้จริงของไอ้หน้าผีจอมเชือดต้องเริ่มต้นอีกครั้ง ก่อนที่ผู้บริสุทธิ์จะต้องตายไปมากกว่านี้

1362122137

อย่างที่บอกครับว่าภาคนี้ผมชอบรองจากภาคแรกทีเดียว มันสนุกครับ เป็นหนังสยองไล่เชือดที่สนุก น่าติดตาม และยังมีการขุดเอาของดีจากภาคแรกย้อนมารีไซเคิลใหม่อย่างได้ผล

ของดีอันแรกคือ การเดินเรื่องที่ฉับไวครับ ซึ่งข้อดีของมันก็มี 2 ประการ ประการแรกคือทำให้หนังเดินหน้าไปไม่น่าเบื่อ และข้อ 2 คือ ยิ่งเดินเรื่องไวก็ยิ่งอำพรางจุดอ่อนบางอย่างของหนังลงได้ ว่าง่ายๆ คือเดินเรื่องไวเพื่อตีเนียนนั่นล่ะครับ และนั่นก็อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หนังภาคนี้ดู Smooth ไม่ค่อยมีอะไรให้สะดุด

ของดีอันที่ 2 คือ อารมณ์ขันมันส์ๆ ฮาๆ ไม่ว่าจะการจิกกัดหนัง (เช่น Stab 6 และ 7) กัดสูตรหนังสยอง กัดหนังรีเมค กัดกันไปมา มุกเหล่านี้ทำให้หนังดูสนุกขึ้นเยอะ

ของดีอันที่ 3 คือ ฆาตกรฉลาดที่จะลงมือครับ ถ้าสังเกตจะพบว่าฆาตกรหน้าผีในภาคนี้มันจะลงมือเมื่อแน่ใจจริงๆ แล้วเท่านั้น ไม่ได้ไล่ฟันเปะปะ ขนาดการฆ่าแล้วทิ้งศพ บางครั้งก็ยังทำเพื่อหวังผลบางประการเลยน่ะครับ หรือเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนนั่นเอง

แล้วถ้ามองไปถึงเหตุจูงใจของฆาตกรแล้ว ก็นับว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจ เข้าสมัย และชวนให้ผวาได้เหมือนกันถ้ามันมีจริงๆ ขึ้นมา (ที่น่ากลัวมากขึ้นอาจเพราะ มันเป็นไปได้!)

ของดีอันที่ 4 คือ การฟื้นฟูมิติตัวละคร ดึงจุดเด่นออกมาให้คนดูจดจำ โดยเฉพาะตัวละครชุดใหม่ครับ และถ้าดูดีๆ จะพบว่าพวกเขาคือตัวแทนของตัวละครในภาคแรกสุด จิลล์ (Emma Roberts) ก็คือซิดนี่ย์, เคอร์บี้ (Hayden Panettiere) ก็เหมือนทาตั้ม อะไรทำนองนั้นน่ะครับ

ของดีเหล่านี้กลับมาประจำการในหนังอีกครั้ง ถึงแม้มันจะไม่ได้ลงตัวลงล็อคเท่าภาคแรก แต่ก็ถือว่าน่าพอใจและเรียกบรรยากาศสยองแบบ Scream กลับมาได้อย่างน่าพอใจ

นอกจากของดีของเก่าที่เอามารีเมคใหม่ ก็ยังมีของใหม่ใส่ลงไปไม่ว่าจะการกระชากกฎเดิมๆ ทิ้ง การฆ่าในเรื่องจึงดูจะไร้ทิศทางเหมือนจะคาดเดาได้ยากขึ้น แต่จริงๆ ก็ยังมีที่เดาได้ง่ายไม่เปลี่ยนคือ ใครน่าจะตายบ้าง ดูโหงวเฮ้งก็เดาได้น่ะครับอันนี้ 555

1362122174

อยากชื่นชมทั้ง Craven, Williamson และ Kruger นะครับที่พยายามขยำสูตรให้มีความใหม่ใส่ลงไป เหตุจูงใจในการฆ่าก็ถือว่าอัพเดตและกัดสังคมปัจจุบันได้อย่างดี แต่ก็น่าเห็นใจในเรื่องรายได้ที่ทำไปน้อยจนน่าตกใจ ขนาดรวมจากทั่วโลกยังไม่ถึง 100 ล้านเหรียญ (ในขณะที่ภาค1 กับ 2 ทำไป 100 ล้านเฉพาะในอเมริกาที่เดียว) ซึ่งอันนี้ก็ต้องยอมรับล่ะครับว่าคนดูส่วนใหญ่ค่อนข้างชินและเฉยกับหนังแนวเชือดแล้ว หลังจากเจอ Saw สร้างสรรค์ใส่ของสดลงไปซะจนหนังแนวเชือดเรื่องอื่นตามไม่ทัน (และในหนังก็แอบกัด Saw ด้วย)

แม้จะพยายามฉีกกฏขนาดไหน แต่หนังสยองไล่เชือดอย่าง Scream กยากจะหนีพ้น “กรอบ” ที่อยู่คู่กับหนังมาตั้งแต่เริ่มแรก

ไม่ว่าจะฉากหลังต้องเป็นเมืองวู๊ดสโบโร, ไอ้หน้าผีที่ใส่อยู่ชุดเดียว, อาวุธก็เน้นมีดอย่างเดียว, ตัวละครวิ่งหนีอย่างเดียว จนแอบคิดว่าทุกครั้งที่ไอ้หน้าผีโผล่มา มันจะโผล่พรวดแล้วพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วและแรง จริงๆ เราไม่ควรไปบ้าจี้วิ่งหนีในเส้นทางที่มันกำลังวิ่งเข้ามา เพียงแค่เราขยับตัวเดินแบบปูไปทางซ้ายหรือขวา มันก็น่าจะเบรคแตกหน้าแหกหัวทิ่มได้อย่างไม่ยากเย็น เอิ้กๆๆๆ

ไหนจะวัยรุ่นที่ต้องดื้อจัดงานชุมนุมอะไรสักอย่างในคืนที่เสี่ยงต่อการโดนฆ่า และแม้จะรู้ว่าในเมืองมีฆาตกรเพ่นพ่านแต่ก็ไม่คิดจะพกมีดพร้า สเปรย์พริกไทย หรือที่ช็อตไฟฟ้าไว้ป้องกันตัว อย่างน้อยพกปากกาก็ได้ ไว้ทิ่มมือไม้ฆาตกรให้มันเจ็บบ้างก็ยังดี

ระหว่างดูก็คิดนะครับ ว่าบางทีการแหกกฏในหนังสยอง มันไม่จำเป็นต้องเริ่มที่ตัวฆาตกรหรือขนบอะไรหรอก แต่เริ่มมันจากตัวละครอื่นๆ นี่แหละครับ อย่างพวกเหยื่อเป็นต้น ให้เหยื่อฉลาดบ้าง วางแผนซ้อนหักมุมมันบ้าง ถ้าลองแหกในแนวใหม่ๆ มุมใหม่ๆ หรือไม่ก็ขยายขอบข่าย ไม่จำกัดตัวเองอยู่แค่ “แนวไล่เชือด” เอาแนวอื่นมาผสมบ้างอะไรบ้างมันก็น่าจะมีอะไรสนุกอยู่เหมือนกัน

แต่ใจก็อยากรู้นะครับ ว่า Williamson เขาเตรียมตอนต่อไว้ยังไง เพราะเห็นบอกว่าจะให้เป็นไตรภาคใหม่ แต่ถ้าวัดจากรายได้สงสัยคงต้องเขียนออกมาเป็นนิยายแทนแล้วล่ะครับ เพราะหนังน่าจะมีโอกาสสร้างได้ยาก แต่หากจะหยุดสร้างกันแค่ภาค 4 นี้ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร เพราะถือว่าเป็นภาคผนวกที่ทำได้ไม่เลว คืนฟอร์มหนังชุดนี้ได้สำเร็จในระดับหนึ่ง

รู้สึกว่าดาราเก่าจะมีบทน้อยลง แต่จะมาเน้นรุ่นใหม่เยอะ ให้อารมณ์เหมือนตอนดูบุญชู 9 ยังไงก็ไม่รู้ แต่อย่างน้อยดาราก็แสดงกันได้ลื่นดีล่ะครับ อย่าง Hayden Panettiere เล่นได้เด่นมาก สีสันแพรวพราวแท้ๆ และสำหรับรุ่นใหญ่แล้ว Courteney Cox นี่แย่งซีนได้ดีทีเดียว เอาแค่ตอนเจ๊แกแดนซ์สวมหน้ากากนั่นก็ฮาแล้ว

ส่วน Campbell นั้นบทน้อยครับ บทซิดนี่ย์ดูจะแสดงอะไรได้น้อยลง คงเพราะการมาเน้นที่ตัวละครรุ่นใหม่แทน ซึ่ง Emma Roberts ที่มาแสดงเป็น จิลล์ ก็จัดว่าเล่นได้ลื่นเหมือนกันครับ เป็นบทที่น่าสนใจด้วยถ้าจะว่าไป ส่วน David Arquette ในบทดิวอี้ก็ยังน่ารักเหมือนเดิมครับ ทำตัวฮาได้กำลังดี

1362122293

เป็น Scream ภาคที่ดูสนุกครับ ดนตรีของ Marco Beltrami ก็ดีเหมือนเดิม เพลงตอนเครดิตปิดท้ายก็มันส์ดี เข้ากับโทนภาพใน End Credits ด้วย

ส่วนที่เป็นตัวอักษรสีน้ำเงินนั้นจะมีการเปิดเผยเนื้อเรื่องนะครับ หากไม่อยากทราบกรุณาข้ามไปนะครับ

สำหรับแรงจูงใจของฆาตกรนั้นผมชอบนะ คิดมาดี สะท้อนสังคมปัจจุบันได้ดี มันมีแง่มุมทางจิตวิทยา ทั้งความอิจฉาริษยา ต้องการความเด่นดัง อยากมีตัวตนในสังคมตามสไตล์คนสมัยใหม่หลายๆ คน การเฟคสถานการณ์เพื่อสร้างชื่อเสียง อะไรเหล่านี้ดูเป็นไปได้ครับ เพราะฆาตกรตัวจริงนั้นเป็นวัยรุ่น อารมณ์แรง คิดอะไรแบบร่วนๆ (แต่ไม่ละเอียด ไม่มองไกล และไม่มองอย่างมีสติพอ) และคิดอย่างเยาว์ๆ

ในมุมของฆาตกรนั้น ทุกสิ่งที่ทำถือว่าสมเหตุผล และถือว่าตนสามารถทำได้ โดยไม่คิด่ามันควรทำหรือไม่ จะทำให้ใครเดือดร้อนหรือๆไม่ ขอให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการเป็นพอ

สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกคือ ภาพวัยรุ่นยุคใหม่ในหนังดูจะห่างไกลจากผู้ใหญ่ยังไงก็ไม่รู้ มีช่องว่างระหว่างวัยเยอะกว่าสมัยก่อน อันนี้ไม่รู้ Williamson หรือ Kruger ใส่ลงมาหรือว่าผมมองแล้วคิดไปเองก็ไม่รู้นะครับ แต่มันรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ

หลายอย่างที่สะท้อนใน Scream ภาคนี้ผมว่าน่าให้ผู้ใหญ่ดูนะครับ เพราะมันมีหลายอย่างที่เราสังเกตความเป็นวัยรุ่นได้จากแต่ละช่วงของหนัง

ครับ ว่าง่ายๆ คือผมชอบบท ชอบเรื่องของภาคนี้ ยังดูเพลินสนุกอยู่ เรียกว่าแฟนๆ หนังชุดนี้ไม่น่าจะผิดหวัง หรือคอหนังสยองก็น่าจะโอเคอยู่น่ะครับ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

Advertisements