รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Scream 2 (1997) หวีดสุดขีด 2

vJJuMulQe2uduTjL9rECemJlYjA

สำหรับหนังสยองหลายๆ เรื่องแล้ว ภาคต่อจะก่อกำเนิดเมื่อภาคแรกทำเงินเยอะพอ แต่กับ Scream แล้ว ไอเดียภาคต่อได้เกิดขึ้นตั้งแต่บทภาพยนตร์ภาคแรกเพิ่งเขียนเสร็จหมาดๆ

ใช่ครับ Kevin Williamson เจ้าของบทหนังเรื่อง Scream ได้เขียนเรื่องย่อของภาค 2 และ 3 สำหรับหนังชุดนี้ไว้ตั้งแต่ตอนเขียนบทภาคแรกเสร็จ ด้วยเหตุผลสำคัญคือ เขาหวังว่าการเพิ่มพล็อตเพื่อทำให้ Scream กลายเป็นหนังไตรภาคนั้น จะทำให้สตูดิโอสนใจซื้อบทหนังชุดนี้เอาไปทำมากกว่าแค่เขียนบทภาคเดียวจบแบบหนังสยองทั่วๆ ไป

และเขาก็คิดถูกครับ บทหนังได้รับความสนใจ และตัวหนังเองก็ได้รับความนิยม จน Miramax สั่งเดินหน้าทำภาค 2 ตั้งแต่ตอนหนังภาคแรกเพิ่งเข้าฉายใหม่ๆ เลยล่ะครับ ซึ่ง Williamson ก็คิดบทคร่าวๆ เอาไว้แล้วเป็นจำนวน 5 หน้า ทำให้เขาสามารถบรรเลงเรื่องต่อได้อย่างไม่ยากนัก ส่วนทางสตูดิโอก็ตระเตรียมตามเอานักแสดงที่รอดชีวิตจากภาคแรก กลับมาแสดงแบบครบทีม รวมถึงผู้กำกับ Wes Craven ด้วย

แต่แล้วระหว่างการถ่ายทำก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันครับ เมื่อบทหนังเกิดหลุดออกไปทางอินเตอร์เน็ต ทำให้ทุกคนที่มีเน็ตและติดตามหนังเรื่องนี้ ทราบกันหมดเลยครับว่าใครคือฆาตกรไอ้หน้าผีประจำภาค ส่งผลให้ Williamson ต้องรีบแก้บทแบบเร่งด่วน จากเดิมที่เขียนบทแบบเบาๆ สบายๆ ก็กลายเป็นต้องเขียนบทให้ทันกำหนด เพราะมีการวางคิวฉายไว้พร้อมแล้ว

และนั่นคงเป็นเหตุผลหนึ่งครับ ที่ทำให้ Scream ภาคนี้มีหลายอย่างพร่องลงไปจากภาคแรก

เรื่องราวในภาค 2 นั้นเล่าในปีต่อมาเมื่อ ซิดนี่ย์ เพรสค็อตต์ (Neve Campbell) ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ได้พบรักใหม่กับ เดเร็ค (Jerry O’Connell) หนุ่มนักเรียนแพทย์ และยังมีเพื่อนสนิทอย่าง แรนดี้ (Jamie Kennedy) หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากครั้งก่อน คอยเคียงข้าง ขณะเดียวกันก็มีบริษัทสร้างหนังเอาเรื่องราวฆาตกรรมที่วู๊ดส์เบอร์โรว์ไปทำเป็นหนังชื่อ Stab ซึ่งหนังก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างดี

แต่แล้วในโรงหนังที่ฉาย Stab ก็ได้เกิดการฆาตกรรมขึ้น มีวัยรุ่นตายไป 2 คน และนั่นคือจุดเริ่มของความสยองครั้งใหม่ เพราะไอ้หน้าผีได้กลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันจะเป็นใครและมีแรงจูงใจอะไรกันแน่

1361897450

อย่างที่บอกครับว่าบทหนังมีการปรับแก้และการถ่ายทำก็เร่งแบบกระชั้นเพื่อให้ทันวันฉาย จึงทำให้ทีมงานกดดันกันพอสมควร ผลที่ได้ก็เลยดร็อปลงมาจากภาคแรกพอสมควร แต่กระนั้นก็ยังถือว่า Scream เป็นหนังภาคต่อแนวไล่เชือดที่ดูสนุกในระดับหนึ่ง

ในภาคที่แล้วหนัง จุดเด่นอย่างหนึ่งของหนังคือการเดินเรื่องที่ไว ไม่ค่อยมีจังหวะให้จืดชืด แต่กับภาคนี้หลายช่วงของหนังมันออกแนวอืดไปสักนิด หลายฉากที่ใส่มาก็ทำให้หนังยืดไปโดยใช่เหตุ แล้วที่น่าหนักใจพอสมควรคือ ตัวละครในภาคนี้ (นอกจากตัวหลักจากภาคก่อน) ส่วนใหญ่ไม่ใคร่จะมีเสน่ห์ชวนให้จดจำเท่าคราวที่แล้ว ไม่ว่าจะเดเร็ค, ฮอลลี่ (Elise Neal) เพื่อนซี้คนใหม่ของซิดนี่ย์, ซีซี่ (Sarah Michelle Gellar) สาวคนสวยนักเรียนในชั้นภาพยนตร์, มิคกี้ (Timothy Olyphant) เพื่อนสนิทของเดเร็ค, โจเอล (Duane Martin) ตากล้องคนใหม่ของเกล แต่ละคนออกแนวผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ชวนจดจำเท่าเหล่าตัวละครในภาคแรก และในบางสถานการณ์ก็ยังเสียชีวิตแบบไม่น่าจะเสีย (หรือเป็นเหยื่อที่ตายอย่างไม่ฉลาด)

ภาคนี้เลยดูได้แบบเพลินๆ ครับ แต่ความเฉลียวฉลาดของบทได้ลดลงไป บทสนทนาก็ไม่น่าสนใจเท่า ยกเว้นตอนแรนดี้เลคเชอร์เรื่อง “กฎของหนังสยองภาคต่อ” ให้ดิวอี้ (David Arquette) ฟัง พร้อมทั้งนั่งขบคิดกันว่าคราวนี้ใครน่าจะเป็นฆาตกร

ส่วนฉากการฆ่าก็อย่างที่บอกครับ บางตัวละครก็จากไปอย่างไม่ฉลาดนัก บางฉากก็ซ้ำทางกับภาคแรก (อย่างคนที่โดนฆ่าในบ้านพักของชมรม) ความโหดก็ไม่หนักหนาเท่า เรียกว่ายังเทียบฉากเปิดของภาคแรกไม่ได้

แต่จุดที่พัฒนาขึ้นมากคือดนตรีครับ ฝีมือของ Marco Beltrami เจ้าเก่าที่เล่นกับอารมณ์คนดูได้อย่างน่าพอใจ และการสรุปฆาตกรก็ยังถือว่ามีเหตุผลที่สอดคล้องกับเรื่องราวและทำให้หนังเป็นเนื้อเดียวกับภาคแรกได้อีกด้วย

ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่ภาคนี้ไม่สนุกนะครับ มันยังดูได้เรื่อยๆ สนุกไม่เลว เพียงแต่ไม่เต็มที่เท่าภาคแรก แต่จุดนี้ก็ไม่อยากโทษ Williamson เลยครับ เพราะจริงๆ เขาเขียนบทไว้กระชับรัดกุมมากๆ แล้ว แต่เจอคนขโมยไปเผยแพร่ เลยทำให้เขาต้องปั่นบทแบบเร่งๆ เลยทำให้หนังมีช่วงอืดช่วงโหว่มากถึงเพียงนี้

… ว่าแต่อยากรู้ไหมครับว่าบทดั้งเดิมน่ะ ใครคือฆาตกรตัวจริง… มาครับ จะสปอยล์บทดั้งเดิมให้ได้อ่านกัน ถ้าไม่อยากทราบกรุณาอย่าอ่านข้อความสีน้ำเงินข้างล่างนี้เป็นอันขาดนะครับ ข้ามไปอ่านที่มันเป็นตัวอักษรดำปกติที่ด้านล่าง (กว่า) ได้เลยครับ

แรกเริ่มเดิมทีฆาตกรตัวจริงจะมี 4 คนครับ โดยที่ เดเร็ค แฟนของซิด และฮอลลี่ เพื่อนของซิด คือคู่ฆาตกรสวมหน้ากากที่จริงๆ เป็นคู่รักกันอย่างลับๆ ครับ แล้วก็ทำงานภายใต้การยุของ คุณนายลูมิส แม่ของบิลลี่ที่หมายจะล้างแค้นที่ซิดนี่ย์ฆ่าลูกของเธอตาย

แต่เมื่อ เดเร็คกับฮอลลี่ทำงานเสร็จ พวกเขาก็ถูกฆ่าปิดปากโดยคุณนายลูมิสนั่นเอง และในฉากไคลแม็กซ์นั้น ค็อตตอน เวียรี่ย์ คนที่เคยถูกซิดกล่าวหาว่าฆ่าแม่ของเธอ ได้ถูกคุณนายลูมิสจับเอาไว้ เหตุผลก็เพื่อให้เขาเป็นแพะครับ ประมาณว่าคุณนายลูมิสจะเอามีดปักนายค็อตตอน แล้วก็ทำเนียนลอยนวล โยนความผิดทุกอย่างให้กับค็อตตอนทั้งหมด

ทว่าในนาทีที่คุณนายลูมิสจะแทงค็อตตอน เขากลับขัดขืนจนทำให้มีดย้อนมาปักคุณนายลูมิสถึงแก่ความตายแทน

ยังครับ ยังไม่จบ เพราะเมื่อค็อตตอนได้มีด เขาก็เดินตรงรี่มากะจะฆ่าซิดนี่ย์เพื่อล้างแค้น โทษฐานที่กล่าวหาเขาทั้งๆ ที่ไม่ได้มีหลักฐานอะไรเลย เขาเลยต้องไปรับโทษที่ไม่ได้ก่อ

จากนั้นซิดกับค็อตตอนก็ต่อสู้กัน ซึ่งผลเป็นเช่นไรก็น่าจะเดากันได้

หมดสปอยล์แล้วนะครับ

1361899265

ยอมรับว่าเห็นใจทีมงานเหมือนกันครับ โดยเฉพาะ Williamson ที่อุตส่าห์สร้างผูกปมเรื่องมานาน แต่กลับต้องเปลี่ยนเพราะมือดีที่ไหนก็ไม่รู้ มาทำลายพล็อตที่เขาวางเอาไว้หมดเลย

พอทราบอะไรเหล่านี้เลยพอเข้าใจครับว่าทำไมบางตัวละครถึงถูกกำจัดออกไปแบบง่าย (และออกแนวโง่) ยังไงก็ไม่รู้ นั่นก็เพราะเขาจำเป็นต้องตัดออกเพื่อรองรับเรื่องราวในบทอันใหม่ที่แทบจะต้องปั่นแบบวันต่อวัน (ประมาณว่าปั่นวันนี้ แล้ววันพรุ่งนี้ก็ถ่ายเลยน่ะครับ) ดังนั้นเลยมีจุดโหว่ของบทเหลืออยู่ไม่ใช่น้อย

แต่อย่างน้อยในแง่ของอารมณ์ขัน หนังก็ถือว่าน่าพอใจนะครับ หรือการถกกันเกี่ยวกับหนังภาคต่อก็น่าสนใจดี หรือการจิกกัดพวกบ้านสมาคมอัลฟาเบต้า อะไรนั่นน่ะครับ ซึ่งมักมีกันในมหาวิทยาลัยของอเมริกา และพวกสมาคมก็ชอบทำอะไรที่ไร้สาระบ่อยๆ และบางครั้งก็ทำแล้วก่อให้เกิดเรื่องตามมา ก็ถือเป็นการเตือนสติวัยรุ่นผ่านหนังสยองอีกทีน่ะครับ

ในขณะที่ดาราหน้าเก่าก็ยังแสดงได้เนียนเหมือนเดิม จริงๆ ทุกคนในเรื่องทั้งหน้าเก่าและใหม่ก็เนียนดีหมดล่ะครับ เพียงแต่บทจะลงลึกให้มันน่าสนใจหรือไม่เท่านั้นเอง ซึ่งสำหรับตัวละครเก่าจะได้เปรียบน่ะครับ เพราะคนดูรู้จักแต่แรก นอกจาก Campbell และ Kennedy แล้ว คู่รักคู่กัดอย่างดิวอี้ (Arquette) และ เกล (Courteney Cox) ก็ยังช่วยเพิ่มสีสันได้ดีครับ อีกคนก็ Liev Schreiber ในบทค็อตตอน เวียรี่ย์ ที่มาไม่เยอะแต่ก็มาในจังหวะที่น่าจดจำเป็นส่วนใหญ่

และภาคนี้ยังมีดารารับเชิญเพียบ ไม่ว่าจะ Jada Pinkett Smith, Omar Epps, Heather Graham, Joshua Jackson, Rebecca Gayheart, Tori Spelling, Luke Wilson, David Warner และ Selma Blair ที่มาเป็นดารา “เสียง” รับเชิญครับ ในเรื่องคนที่คุยกับซีซี่ (Gellar) ทางโทรศัพท์ก็คือเธอนี่แหละ

1361901595

สรุปล่ะนะครับ ภาคนี้แม้จะสนุกน้อยลง แต่ก็ยังนับว่าน่าพอใจสำหรับหนังสยองแนวเชือดที่ยังมีพล็อตที่เข้าท่า มีเหตุผลในการเดินเรื่อง (เท่าที่จะมีได้) ดนตรีดี และดาราชุดเดิมยังเติมความขลังให้หนังภาคนี้ได้พอตัว

สองดาวครึ่งยังได้อยู่ครับ

Star22

(7/10)

Advertisements