รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Scream (1996) หวีดสุดขีด

maxresdefault

ขณะที่ผมเขียนรีวิวชิ้นนี้อยู่ อายุอานามของหนังเรื่องนี้ก็ปาเข้าไป 17 ปีแล้ว แต่ยอมรับครับว่าการเอามาเปิดดูครั้งล่าสุดก็ยังได้ความสนุก ตื่นเต้น และลุ้นได้เหมือนเดิม ดีกรีความดีไม่มีตกจริงๆ

นี่คือหนังสยองแนวไล่ฆ่าที่ทำออกมาดีได้ใจคนดู ส่งผลให้หนังดังครับ ในขณะที่ค่ายหนังต่างๆ ก็พากันสร้างหนังแนวสยองไล่ฆ่าตามกันออกมาเป็นพรวน จนจำได้ว่าปีนั้นและถัดมาอีก 2 ปีก็ยังมีหนังแนวนี้ตามออกมาอีกเรื่อยๆ ครับ

สำหรับคนที่ถือว่าให้กำเนิดหนังเรื่องนี้ก็ต้องยกเครดิตให้กับ Kevin Williamson ซึ่งนี่ก็เป็นบทภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต อันว่าที่มานั้นก็เริ่มจากเดิมทีเขาเป็นคนชอบหนังสยองอยู่แล้วครับ ที่โปรดปรานในดวงใจเลยก็คือ Halloween หนังแนวเชือดสุดคลาสสิคของ John Carpenter

แล้วทีนี้ราวๆ ต้นยุค 90 ได้เกิดข่าวสะเทิอนขวัญชาวอเมริกันขึ้น นั่นคือมีฆาตกรต่อเนื่องออกอาละวาดครับ ฉายาของมันคือ จอมเชือดแห่งเกนสวิลล์ (Gainesville Ripper) โดยมันลงมือย่องเข้าไปในบ้านแล้วสังหารเหยื่อวัยรุ่นไปถึง 5 ราย (กล่าวกันว่าภายหลังฆาตกรได้สารภาพว่าเขาลงมือสังหารไปถึง 8 ราย)

พอดีว่า Williamson ได้ยินข่าวนี้ ว่ากันว่าพอได้ทราบแล้วเขาถึงกับผวาว่าตัวเองเปิดประตูหรือหน้าต่างทิ้งเอาไว้หรือเปล่า แล้วก็ไล่เดินปิดไปจนทั่วบ้านน่ะครับ

1361895356

จากความผวาก็ทำให้เขาเกิดไอเดียครับ ปั่นออกมาเป็นบทหนังฉบับร่างความยาว 18 หน้า เรื่องก็เกี่ยวกับหญิงสาวที่อยู่ในบ้านคนเดียว แล้วก็โดนคนโรคจิตโทรมาคุกคาม จากนั้นเจ้าฆาตกรสวมหน้ากากก็โผล่มาไล่ฆ่าเธอ และชื่อของบทหนังคือ Scary Movie

พอร่างบท Scary Movie ไปได้พักหนึ่งเขาก็เกิดไอเดียหนังอีกเรื่องที่ชื่อว่า Teaching Mrs. Tingle เขาเลยพัก Scary Movie มาเดินหน้าปั่น Mrs. Tingle แทน

แล้วเวลาก็ผ่านไปนานพอดูครับ บทหนังทั้งสองก็ยังไม่เสร็จเสียที แล้วพอดีชีวิตเขาก็เข้าสู่ช่วงลำบากเล็กๆ ครับ ต้องหาเงินมากินมาใช้ให้อยู่รอด เขาเลยตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาบท Scary Movie ให้จบ โดยระหว่างการเขียนบทนั้นเขาก็จะเปิดซาวน์แทร็คจาก Halloween คลอไปด้วยเพื่อสร้างอารมณ์น่ะครับ

ด้วยพลังแห่งความตั้งใจเขาเลยเขียนเสร็จบทใน 3 วันครับ พร้อมทั้งใส่พล็อตเรื่องย่อของภาคสองและสามลงไปด้วย ซึ่งเขาตั้งใจเขียนให้มันออกมาเป็นหนังสยองแบบไตรภาคนั่นเองครับ

แล้วเวลาก็ล่วงเลยมาถึงปี 1995 การพยายามขายบทหนังเรื่องนี้ก็ยังไม่เป็นผล ขนาดเอเย่นต์ของเขาก็ยังไม่แน่ใจว่าจะขายได้ไหม เพราะในบทนั้นมีความรุนแรงเต็มไปหมด จน Williamson ต้องยอมนำมาปรับลดความแรงลง จากนั้นนำบทหนังเข้าสู่การประมูล และ Miramax ก็ชนะการประมูลไปด้วยสนนราคา 400,000 เหรียญ พร้อมทั้งจับ Williamson เซ็นต์สัญญาสำหรับบทภาค 2 และ 3 อีกทั้งสัญญาว่าจะออกทุนให้เขาทำหนังอะไรก็ได้อีกหนึ่งเรื่องด้วย

จากนั้นก็ได้เวลาหาคนมากำกับ ซึ่งตัวเลือกใหญ่ๆ ก็มี Robert Rodriguez, Danny Boyle, George A. Romero และ Sam Raimi แต่ Williamson ไม่เลือกผู้กำกับเหล่านั้น เพราะหลังจากได้คุยตัวต่อตัวกับผู้กำกับแต่ละคนแล้ว แล้วเขาตระหนักได้ว่าไม่มีใครเข้าใจและเหมาะกับบทที่เขาเขียนเลย บางรายถึงกับมองว่าบทที่เขาเขียนออกแนวหนังตลกอีกต่างหาก

จนกระทั่งการมาของ Wes Craven ที่จริงๆ แล้วเขาเคยมีโอกาสได้อ่านบทนี้ตั้งแต่ก่อนการประมูลเสียอีก และเมื่อสนทนากันก็ทำให้ Williamson เชื่อว่า Craven เหมาะจะกำกับเรื่องนี้ เพราะ Craven รู้ว่านี่คือหนังฆาตกรรมซ่อนอารมณ์เสียดสี และที่ขาดไม่ได้คือมีความขำแทรกตัวลงไปด้วย ซึ่งนั่นก็เป็นสไตล์ถนัดของ Craven อยู่แล้ว

แต่ไปๆ มาๆ Craven ก็เกิดไม่อยากกำกับครับ เพราะพอมาอ่านบทตีโจทย์ดีๆ เขาพบว่าหนังจะต้องมีความรุนแรงและฉากโหดๆ เยอะมาก แต่แล้วก็มีแฟนหนังคนหนึ่งเดินมาบอกกับเขาว่าอยากให้เขาทำหนังแนวสยองโหดๆ ออกมาอีก และยังกล่าวชื่นชมว่า The Hills Have Eyes คือผลงานที่เด็ดที่สุดของเขา

แล้วปรากฏว่าช่วงนั้น Craven ไปที่ไหนก็เจอแต่แฟนๆ เรียกร้องให้เขากำกับหนังแนวสยองสไตล์เชือดแบบ The Hills Have Eyes เต็มไปหมด จนในที่สุดเขาก็กลับมาตอบตกลงอย่างเป็นทางการ

1996, SCREAM

 

ด้านนักแสดงนั้น ตัวเลือกแรกๆ ที่จะได้มารับบทซิดนี่ย์ เพรสค็อตต์ นางเอกของเรื่องก็คือ Drew Barrymore ซึ่งเป็นความตั้งใจของทีมงานที่อยากได้ดาราดังๆ มาแสดงหนังเรื่องนี้เพื่อเรียกความสนใจจากผู้ชม ซึ่งเธอก็อยากแสดงครับ แต่แล้ว Barrymore ก็พบว่าตัวเองคิวไม่ว่าง ไม่มีเวลาพอที่จะมาเล่นบทนำ เธอเลยขยับลงมาแสดงเป็นบทสมทบอย่างเคซี่ย์ เบคเกอร์แทน

และนั่นคือการตัดสินใจที่ถูกต้องครับ เพราะบทของเคซี่ย์นี่เองที่ทำให้ใครต่อใครจดจำหนังเรื่องนี้ได้อย่างดี!

เมื่อ Barrymore เล่นเป็นเคซี่ย์ ทีมงานก็ต้องควานหาคนมาแสดงเป็นซิดนี่ย์ใหม่ครับ คนที่ได้มาแคสติ้งก็มี Melissa Joan Hart, Brittany Murphy, Alicia Witt, Melanie Lynskey และ Tori Spelling แต่ก็ยังไม่มีใครเข้าตาเมื่อมาทดสอบบท ในขณะที่ Williamson อยากให้ Molly Ringwald เจ้าแม่หนังวัยรุ่นยุค 80 มาแสดงบทซิดนี่ย์ แต่ Ringwald เองเป็นฝ่ายปฏิเสธเนื่องจากเธอตระหนักว่า การที่เธอซึ่งอายุ 27 ปี (ในตอนนั้น) จะมาแสดงบทนักเรียนไฮสคูลมันไม่น่าจะเป็นความคิดที่ดีสักเท่าไร

ต่อมาทางผู้อำนวยการสร้างอยากได้ Reese Witherspoon มาแสดง แต่เธอเป็นฝ่ายบอกปฏิเสธก่อนโดยที่ยังไม่ได้มาคัดตัวเลยด้วยซ้ำ ระหว่างนั้น Craven ก็ไปพบสาวน้อยคนหนึ่งที่เขาคิดว่าน่าจะเหมาะกับบท เธอคือ Neve Campbell ที่ตอนนั้นกำลังแสดงอยู่ในซีรี่ส์วัยรุ่นชื่อดังอย่าง Party of Five (ที่มี Jennifer Love Hewitt แสดงด้วย) โดย Craven ให้เหตุผลว่าเธอคนนี้ดูมีทั้งความไร้เดียงสาและความน่าค้นหารวมอยู่ในคนเดียว แล้วเธอก็ได้รับบทนี้ไปครับ

บทต่อมาที่ต้องแคสกันละเอียดหน่อยก็คือบทเกล เวเธอร์ส นักข่าวสาวที่มีความแสบแบบส. ใส่เกือก เป็นนามบัตร คนที่มารับการคัดตัวก็มี Brooke Shields และ Janeane Garofalo แต่คนที่มาแซงโค้งคือ Courteney Cox ที่แคสติ้งแล้วให้อารมณ์แสบสมใจ และอีกบทก็คือทาตั้ม เพื่อนของซิดนี่ย์ ที่มี Melinda Clarke และ Rebecca Gayheart มาแคส แต่แล้วก็มีคนแซงโค้งอีก เธอคือ Rose McGowan ที่ครบเครื่องทั้งความสวย เซ็กซี่ และสดใส

พอทุกอย่างพร้อมทีมงานก็เดินหน้าถ่ายทำครับ เสร็จออกมาเป็นหนังให้เราได้ดูกัน เนื้อหาก็ว่าด้วยมีฆาตกรใส่หน้ากากฆ่าวัยรุ่นไปสองคน ทำให้เมืองวู๊ดส์เบอโรว์ตกอยู่ในความหวาดผวา เพราะฆาตกรอาจเป็นใครก็ได้ แล้วมันยังลงมือซ้ำอีก แต่ครั้งนี้เหยื่อสามารถรอดชีวิตได้ และเหยื่อคนนั้นก็คือ ซิดนี่ย์ เพรสค็อตต์ (Campbell) สาวน้อยที่เมื่อปีก่อนเธอเพิ่งเสียแม่ไป เนื่องจากแม่ของเธอถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม

แล้วหนังก็เดินเรื่องไปอย่างน่าติดตามครับ ได้กลิ่นอายหนังสยองแบบเต็มๆ แล้วก็ได้อารมณ์หนังลึกลับสืบสวน ยอมรับครับว่าหนังครบเครื่อง ทั้งสนุก สยอง ตื่นเต้น ลึกลับ อย่างฉากเปิดตัวที่ Drew Barrymore แสดงนั้นมันชวนกดดันได้ดีจริงๆ ครับ และน่าจะช็อกคนดูได้เยอะพอตัวด้วย

หนังน่าติดตามตลอดครับ เพราะหนังใส่อะไรมาดึงความสนใจคนดูตลอด ถ้าคุณเป็นคอหนังสยองล่ะก็ จะไม่มีช่วงให้เบื่อเลยครับ ฉากฆาตกรรมก็น่าติดตาม บทสนทนาก็มีประเด็นชวนคิด อย่างการเอากฎหนังสยองมาพูดกัน หรือการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ว่าใครน่าจะเป็นฆาตกรบ้าง

ผมว่าจุดเด่นอย่างหนึ่งของหนังสยองเรื่องนี้คือ ตัวละครในเรื่องไม่ค่อยไร้สมองครับ แม้จะมีไร้สาระบ้างหรือบางขณะก็เป็นวัยรุ่นที่เฮ้วๆ บ้าง แต่โดยรวมแล้วทุกคนมีคาแรคเตอร์ ไม่ได้โง่เกินงามแบบที่เรามักได้เจอในหนังสยองวัยรุ่นหลายๆ เรื่อง ทุกคนจะมีทั้งวาระฉลาดและวาระขาดสติ ทำให้พวกเขาดูมีเลือดมีเนื้อขึ้นมา ซึ่งมีหนังสยองไม่กี่เรื่องที่ทำได้แบบนี้ครับ อย่างที่ผมจำได้มากหน่อยก็ Friday the 13th Part 3 แต่เรื่องนั้นก็ยังไม่ลงตัวเท่าเรื่องนี้ครับ ในประเด็นมิติของตัวละคร

หรือบางจังหวะหนังก็มีการผ่อนอารมณ์แบบพอเหมาะและแฝงความหมายครับ อย่างตอนที่หนังถ่ายให้เห็นยามซิดนี่ย์กลับมาบ้าน อยู่เพียงลำพังคนเดียว มันให้อารมณ์เปลี่ยวเหงา ว้าเหว่ และสื่อให้รู้สึกว่าซิดนี่ย์มีอะไรในใจ มีความรู้สึกในใจบางอย่างที่สอดคล้องกับอาทิตย์ยามอัสดง (ที่มักทำให้หลายคนที่เห็น รู้สึกพร่อง ขาด หรือโดดเดี่ยว)

1361895581

ช่วงผ่อนก็มีความหมาย ช่วงสยองก็ได้ใจ ช่วงวัยรุ่นคุยกันก็มีประเด็น การทิ้งปมก็นับว่าพอเหมาะชวนติดตามกำลังดี ดนตรีกับเพลงประกอบก็เข้ากับจังหวะของหนังดีอีกเหมือนกันครับ

ไหนจะการวางพล็อตหลอกล่อให้คนดูสงสัยว่าใครน่าจะเป็นฆาตกรบ้าง ซึ่งหนังก็เฉลยได้ดีครับว่าใครคือคนทำ และทำทำไม

ครั้นพอเวลาผ่านไป เมื่อดูหนังจบ 3 ภาค (อันนี้ขอนับเฉพาะไตรภาคก่อนนะครับ) ก็ยกนิ้วเลยครับว่า Williamson วางเรื่องไว้เป็นไตรภาคจริงๆ มีหลายอย่างที่จะเกี่ยวกับเรื่องในภาคต่อๆ ไป ไม่ว่าจะเหตุจูงใจของฆาตกร และการปรากฏตัวแบบแว้บๆ ในจอทีวีของ ค็อตตอน เวียรี่ย์ (Liev Schreiber) ที่ต้องคดีฆาตกรรมแม่ของซิด

ดาราในเรื่องก็แสดงกันได้ดีเนียนเลยล่ะครับ Campbell ดูเหมาะจริงๆ กับบทซิดนี่ย์, McGowan ก็สวยเตะตาผสมความน่ารักแบบแสบๆ ในบททาตั้ม, Skeet Ulrich ก็ดูแนวๆ อินดี้ๆ เหมาะกับบทบิลลี่ดีเหมือนกัน, David Arquette นี่ก็อีกรายครับ ผมว่าพี่แกเกิดมาเพื่อเป็นดิวอี้ๆ จริงๆ เอาแค่แววตาท่าทางตอนทำท่าไม่มั่นใจนั่นก็ฮาแล้วครับ แล้วยังเป็นตัวละครที่น่ารักมากๆ ประจำหนังชุดนี้ด้วย ส่วน Matthew Lillard นี่ก็บ้าสุดขีด เป็นสีสันชั้นดีให้กับหนัง และที่ลืมไม่ได้คือ Jamie Kennedy นี่ก็อีกรายครับ เกิดมาเป็นแรนดี้ชัดๆ อย่างตอนแกร่ายกฎหนังสยองนี่ โดนใจสุดๆ ครับ

ส่วน Courteney Cox นี่ถือเป็นตัวละครที่ผมไม่ค่อยรู้สึกอะไรสมัยดูแรกๆ นะ รู้สึกแค่เป็นนักข่าวจอมแสบคนหนึ่ง แต่พอมาดูรอบหลังผมว่าเธอก็ไม่ได้เป็นนักข่าวหญิงแสบที่ดีแต่ฉายโอกาสทำข่าวเท่านั้น จริงๆ เธอเป็นพวกกัดไม่ปล่อย และเชื่อมั่นในตัวเองสูง (อย่างที่เธอเชื่อเต็มสูบว่าซิดนี่ย์คิดผิดเกี่ยวกับฆาตกรที่ฆ่าแม่ของเธอ) ในขณะที่ลึกๆ แล้วเธอก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่กลัวเป็น พร้อมจะเผ่นเพื่อรักษาตัวรอด ไม่ได้กล้าบ้าบิ่นอย่างที่แสดงออก และคนที่สัมผัสในสิ่งเหล่านี้ได้ก็คือ ดิวอี้นี่แหละ

นอกนั้นก็มีดารารับเชิญอย่าง Linda Blair (แห่ง The Exorcist) ที่มาเป็นนักข่าวที่ยิงคำถามว่า “ประชาชนอยากรู้ พวกเขามีสิทธิ์จะรู้นะคะ” นั่นล่ะครับ เธอล่ะ แล้วก็ Henry Winkler มาเป็นครูใหญ่ และอีกรายคือ เฮีย Wes ผู้กำกับน่ะครับ โดดลงมาเล่นเองเลย เป็นภารโรงที่ชื่อเฟรด (ซึ่งฉากที่ว่าก็แซวบทเฟรดดี้ ครูเกอร์ไปอีกดอก)

1361895488

เรียกได้ว่านี่เป็นอีกผลงานของ Wes Craven ที่จัดว่าดีรองจาก A Nightmare on Elm Street ได้สบายๆ ครับ สยอง น่าติดตาม มีปม ซึ่งความสดประการหนึ่งของ Scream ก็คือการใส่ “สมอง” ลงไปในตัวละคร การเพิ่มมิติเหตุผลลงไปในการกระทำของแต่ละคร อีกทั้งการใส่ลีลาทิ้งปมให้ตามสืบหาฆาตกรตามสไตล์นิยาย Agatha Christie ลงไปด้วย

ไหนจะยังมีการจิกกัดหลายประการที่จะมองให้ขำก็ดี มองให้คิดก็ได้ อย่างพฤติกรรมพวกวัยรุ่นที่แต่งตัวเป็นไอ้หน้าผีสร้างความวุ่นวายในโรงเรียน จนครูใหญ่อยากจะไล่ออก หรือการมีปาร์ตี้ทั้งที่ยังมีฆาตกรลอยนวล อันนี้ก็กึ่งๆ จะกัดความไร้สาระบางประการของวัยรุ่นมะกันอยู่

อีกอย่างที่ควรระลึกไว้หลังดูหนังเรื่องนี้ก็คือ แม้หนังจะรุนแรงและโหด แต่ก็ดูเพื่อเตือนใจนะครับ ว่าการฆ่าไม่ใช่ของสนุก และมันไม่นำมาสู่ผลลัพธ์ที่ดี ซึ่งหนังเรื่องนี้ จะว่าไปก็มีผลทำให้เด็กบางคนที่ดูแล้วเกิดพฤติกรรมเลียนแบบอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ครูอาจารย์ หรือผู้ปกครองเสมอครับที่ต้องสอน ต้องถ่ายทอดมุมคิดอย่างมีสติให้เด็กได้ทำความเข้าใจ อย่ามัวแต่ปิดหรือเลือกที่จะไม่พูดถึง เพราะยังไงเรื่องของการฆ่า ความรุนแรงมันมีจริงในโลกครับ เราจึงควรสอนให้พวกเขารู้จักและเข้าใจ ไม่ใช่ปกปิด เพราะการทำเช่นนั้นจะเท่ากับเปิดโอกาสให้เด็กคิดเอาเอง ซึ่งบางครั้งทิศทางที่เด็กคิดนั้นก็อาจไม่ใช่ทิศทางที่สร้างสรรค์ซะด้วย

สรุปว่าห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงสำหรับคอหนังแนวนี้ และถ้าอยากสนุกขึ้น แนะนำให้ดูเรียงสามภาคสัก 2 รอบ แล้วสังเกตดูว่า Williamson แกทิ้งประเด็นเชื่อมแต่ละภาคไว้ยังไงบ้าง

ครับ ชอบ เจ๋ง มีอะไรเข้าท่าเยอะ แต่ก็อาจมีบางสิ่งบางช่วงที่ยังไม่สมบูรณ์บ้าง แต่กระนั้นก็ขอยกนิ้วให้อยู่ดีครับ

เฉียดสามดาวครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements