รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Contagion (2011) คอนเทเจี้ยน สัมผัสล้างโลก

1366527876

ธรรมชาติพยายามสื่อสาร สอนสั่ง และตักเตือนเราอยู่เรื่อยๆ ผ่านเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

หนึ่งในหัวข้อที่สอนก็คือ มนุษย์ไม่ได้เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นใดในโลก

จริงครับที่เรามีวิวัฒนาการอันวิจิตรพิสดาร เราคิดได้ สร้างสรรค์ได้ (พอๆ กับทำลาย) เราเสริมปัญญาและเรียนรู้ได้จนเรามีอำนาจในการกำกับธรรมชาติสำเร็จในหลายๆ ส่วน (แต่ธรรมชาติก็ยังมีหนทางอื่นในการกำกับเราตอบ)

หลายอย่างในมนุษย์เราเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น แต่ขณะเดียวกันมนุษย์มากมายก็ตายเพราะเชื้อโรคตัวเล็กที่มองไม่เห็น

เชื้อโรคตัวเล็กกว่าเราไม่รู้กี่พันเท่าแต่ดับลมหายใจเราได้ แบบนี้คงจะบอกได้ว่าความสามารถตามธรรมชาติที่มันมีก็วิจิตรพิสดารไม่ใช่น้อยเหมือนกัน

ยากจะสรุปได้ว่าใครแน่กว่ากัน ระหว่างเชื้อตัวจ้อยเหล่านั้นกับมนุษย์

ในมุมหนึ่ง ไวรัสทั้งหลายอาจเป็นตัวร้ายที่มีหน้าที่พิฆาตชีวิตคน แต่หากมองให้กว้างอีกนิดเราสามารถเรียนรู้ความจริงอีกอย่างได้จากฤทธิ์ของมัน

ไวรัสและเชื้อโรคทั้งหลายให้บทเรียนสำคัญ เป็นบทเรียนที่ธรรมชาติฝากมาบอกกับเราให้เราตระหนักว่ามนุษย์หาใช่ผู้ครองทุกสิ่ง แต่เป็น “ส่วนหนึ่งของโลกใบนี้” ที่โค่นสิ่งอื่นๆ ได้ และถูกโค่นได้เหมือนกัน

1366645909

พล็อตของ Contagionว่าด้วยเชื่อไวรัสร้ายที่ทำให้คนตายได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน และมันแพร่ไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ทำให้หน่วยงานต่างๆ ต้องหาทางแก้ไข ดูแล้วก็เหมือน Outbreak หนังไวรัสที่ผมชอบอีกเรื่อง แต่กับเรื่องนี้จะออกแนวจริงจังกว่าครับ และผลร้ายของไวรัสก็กระจายไปไกลกว่าด้วย

สไตล์หนังเหมือนดูสารคดีครับ ทั้งการเดินเรื่องและมุมกล้อง ซึ่ง Steven Soderbergh ก็รับหน้าที่ทั้งกำกับหนังและกำกับภาพอีกเช่นเคย ยิ่งได้ดนตรีของ Cliff Martinez มาเสริมก็ทำให้อารมณ์เหมือนสารคดีมากขึ้นไปอีก

ด้วยความที่ตัวหนังไม่ได้เน้นบันเทิงหรือความลุ้นระทึกจึงทำให้คนที่หวังความตื่นเต้นแบบ Outbreak อาจรู้สึกไม่สมหวัง จึงต้องบอกไว้ก่อนครับว่าหนังมันออกแนวจริงจัง เล่าเรื่องของโลกยามเผชิญกับวิกฤตการณ์ไวรัส ซึ่งในจุดนี้หนังก็เล่าได้ครอบคลุมไม่น้อย ไม่ว่าจะการตัดสินใจของเหล่าองค์กรต่างๆ, นักข่าวที่พยายามคุ้ยความจริง, การพยายามปกปิดความลับ, ความวุ่นวายโกลาหลเมื่อผู้คนรู้เรื่องนี้แล้วก็หาทางเอาตัวรอด หรือไม่ก็ปล้นชิงปล่อยสันดานดิบออกมา รวมไปถึงตัวละครทุกตัวสามารถตายได้ทุกเวลา ไม่มีพระเอก ไม่มีนางเอก

ดังนั้นคนที่โอเคกับหนังเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นคนที่เคยโอเคกับงานสไตล์นี้ของ Soderberg ที่ไม่เน้นความสนุกสนานบันเทิง แต่เน้นการสื่ออารมณ์ ถ่ายทอดประเด็นให้คนเห็น คนคิด และเอาไปต่อยอด

ดาราในทุกในเรื่องก็ไม่ต้องกังวลเรื่องฝีมือล่ะครับ ทั้ง Matt Damon, Gwyneth Paltrow, Jude Law, Kate Winslet, Laurence Fishburne และ Marion Cotillard ที่มาร่วมแสดงกันแบบเน้นสมจริง ไม่หวงสวยห่วงหล่อ โดยเฉพาะเฮีย Jude ที่หน้าตาในบางช็อตโทรมได้ใจ

ผมว่าหนังก็สะท้อนความจริงได้น่าสนใจครับ และสะท้อนหลายมุมหลายแง่ อย่างประเด็นที่ทางการพยายามปกปิดเรื่องไวรัสเอาไว้ ในมุมหนึ่งมันก็มองได้ครับว่านั่นเป็นการกระทำที่ไม่ถูก เพราะประชาชนมีสิทธิ์ที่จะได้รู้และควรรู้เพื่อจะได้หาทางป้องกันชีวิตตนและคนรอบตัว แต่ในมุมหนึ่งหนังก็สะท้อนให้เห็นว่าพอเรื่องไวรัสหลุดออกไป ความโกลาหลก็ระบาดไปทั่วโลก เรียกว่าไวรัสยังแพร่ได้ไม่ไวเท่าความตื่นกลัวของคนเลยด้วยซ้ำ

บางแห่งหนไวรัสยังไม่โผล่ไปกินคน แต่คนที่กลัวจนขาดสติก็กินกันเองไปล่วงหน้าเรียบร้อย

จริงๆ ถ้ามองในแง่อุดมคติ เรื่องไวรัสนี่คงไม่กลายเป็นวิกฤตการณ์ หากทางการพยายามค่อยๆ ให้ความรู้เรื่องไวรัส ค่อยๆ บอกและชี้แจง ส่วนประชาชนก็มีสติรับฟัง ช่วยกันดูแล ไม่สร้างความววุ่นวายให้มากไปกว่านั้น แล้วทางการก็เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ให้คนที่เก่งชีววิทยาหรือวิทยาศาสตร์ไปร่วมทีมวิจัยเพื่อค้นยาต้านไวรัส ในขณะที่ประชาชนอื่นๆ ก็พยายามรักษาความเป็นไปของโลก ไม่ว่าจะสังคม เศรษฐกิจ หรือความสงบเรียบร้อย

แต่ก็นั่นล่ะครับ ที่บอกไปนั่นก็คืออุดมคติ… ทว่าความจริงมันคงยากจะเป็นเช่นนั้น แต่จะออกแนวเป็นอย่างในหนังเสียมากกว่า

มันคงจะดีครับหากมนุษย์จะช่วยกันปลูกฝัง สร้างคนให้มีสติ ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นมีระเบียบ เอาแค่ดูแลตัวเองได้่ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน และช่วยเหลือคนอื่น เป็นเช่นนี้ทั้งยามสงบและยามวิกฤติ โลกใบนี้คงจะเบี้ยวน้อยลง หรือไม่ก็เบี้ยวช้าลงไปบ้าง

คาดหวังทั้งโลกให้เป็นไปตามนั้นย่อมยากครับ แต่ถ้าเริ่มจากตัวเราเอง เริ่มสร้างสติให้เกิดขึ้น อันนี้ก็อาจจะยากเหมือนกัน แต่ยากน้อยลงไปหน่อย

1366645936

ผมว่าหนังแนวหายนะ ภัยพิบัติ วิกฤตการณ์ทั้งหลายมีแง่คิดสอดแทรกให้เรา “พร้อมรับความไม่แน่นอน ที่เกิดกับเราได้ทุกรูปแบบ ทุกเวลา และทุกสถานที่”

เราอาจควบคุมธรรมชาติไม่ได้ ควบคุมสรรพสิ่งไม่ได้ ควบคุมคนรอบตัวไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราก็จะเอาตัวรอดได้ในยามวิกฤติ หากเราคุมตนเองให้ได้

เป็นธรรมดาที่มนุษย์ต้องเอาตัวรอด แต่การเอาตัวรอดทำได้หลายวิธี และการเอาตัวรอดแบบที่เกิดความเสียหายน้อยที่สุด วุ่นวายน้อยที่สุด โดยที่เรารอดได้และคนอื่นรอดด้วยแบบนั้นมันก็ไม่เลวนะครับ

ย้อนกลับมาสิ่งที่ผมเริ่มเอาไว้ตอนต้น ว่าเราคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ บางสิ่งในตัวมนุษย์เหนือชั้นกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ แต่สิ่งมีชีวิตอื่นก็มีบางส่วนที่เหนือเราได้ โค่นเราได้เหมือนกัน

ไม่มีสิ่งใดเจ๋งสุด ไม่ว่าเราหรือไวรัส หรือแม้แต่ก้อนหิน (เพราะเศษหินบางก้อน กระดอนมาโดนหัว ตัวเราก็ม่องได้เหมือนกัน)

การค้นหาวิธีควบคุมหรือเอาชนะธรรมชาติอาจไม่ใช่คำตอบเดียวในการอยู่รอด แต่การหาทางอยู่ร่วมกันอาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

จะว่าไปในหนังก็ย้อนเหตุผลไปที่ต้นเรื่องว่าไวรัสมันมาได้อย่างไร ซึ่งการมาของมันก็ไม่ต่างจากสารพัดไวรัสลึกลับในโลก คือมันมาจากเราไปรุกรานธรรมชาติไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

หากเราเบียดเบียนธรรมชาติน้อยลง ก็คงโดนธรรมชาติคุกคามตอบกลับมา น้อยลงเช่นกัน

วิถีแห่งการเอาตัวรอดอาจไม่ใช่เข่นฆ่า แต่คือรักษาสมดุลย์

วิถีแห่งการเอาตัวรอดอาจไม่ใช่ครอบครอง แต่คือการแบ่งปัน

วิถีแห่งการเอาตัวรอดอาจไม่ใช่การมีชัยชนะแต่ผู้เดียว แต่คือการมีชัยชนะร่วมกัน

วิถีการครอบครองและเอาชนะธรรมชาติแบบที่มนุษย์เพียรทำกันมาเป็นร้อยๆ ปี มันให้ผลเช่นไร… ปัจจุบันคือคำตอบ (โลกร้อน, สภาวะแปรปรวน, โอโซนหาย, น้ำแข็งละลาย, เชื้อโรคใหม่ๆ, มนุษย์ฆ่ากันง่ายขึ้น ฯลฯ)

ลองวิถีใหม่กันสักทีจะเป็นไร

หนังเรื่องนี้ดีหรือไม่ ผมคงไม่อาจสรุปได้ บอกได้แค่ว่าผมชอบในความจริงบางแง่มุมที่หนังชี้ชวนให้คิด แม้ความสนุกจะไม่ได้สัมผัสมากนักก็ตาม

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements