รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

เมล์นรก หมวยยกล้อ (2007) Bus Lane

1389782642

หนังตลกสะท้อนสังคมอีกเรื่องที่อาจไม่ได้สมบูรณ์แบบไปเสียทุกจุด แต่ก็ถือเป็นงานสนุกๆ ที่ให้ความบันเทิงได้ดีในระดับหนึ่ง และยังจิกกัดสังคมไทยได้อย่างน่าสนใจ

ผมว่าพล็อตหนังมันมาจากเค้าโครงเรื่องจริงของคนส่วนใหญ่ที่ใช้บริการรถเมล์เลยล่ะครับ ปัญหาคนขับหรือกระเป๋าเกรียนๆ นั้นเป็นของคู่ชาติขนานแท้ ผมเคยขึ้นรถเมล์ครั้งแรกตอนเรียนมัธยม มาปัจจุบันอายุ 30 กว่าเข้าไปแล้ว ผมก็เลือกที่จะไม่นั่งรถเมล์แล้วครับ บางครั้งยอมเดิน 10 ป้ายก็ยอม ลาขาดมานานมาก ไม่อยากเสียอารมณ์ สารภาพเลยครับว่าบางทีก็แอบแค้นนะ หลายครั้งเลยที่ต้องโดดลงจากรถ (เพราะพี่แกไม่ยอมจอดให้สนิท แล้วยังตะโกนไล่ให้รีบๆ ลงอีก) รถปอ. ยังพอทำเนา มารยาทยังโอเค แต่สายธรรมดานี่เล่นเอาเกือบคะมำไปหลายรอบแล้ว (ตัวเองไม่เคยล้ม แต่เคยเห็นคุณลุงคนหนึ่งล้มกับตา)

ยอมรับครับว่ามีบางขณะที่อยากสั่งสอนหรือทำอะไรสักอย่างให้พวกเขาเปลี่ยนวิธีขับสักนิด แล้วหันมาขับรถดีๆ กันบ้าง แม้จะพอเข้าใจว่าพวกพี่เขาต้องเจอการจราจรที่แสนอึดอัดตลอดทั้งวัน อากาศก็ร้อนด้วยอีกทั้งคนขับรถคันอื่นบนท้องถนนก็พอกันล่ะครับ มีปาดมีบีบแตร มารยาทบาดจิตไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือถ้าจะแก้ก็ต้องแก้ทั้งองค์รวมล่ะครับ จะขับรถเมล์รถส่วนตัวหรือแม้แต่คนเดินถนนก็ต้องเคารพกฎกติกา ซึ่งมันจะช่วยอะไรได้เยอะ

ว่าง่ายๆ คือต้องแก้ทั้งระบบและต้องยอมรับกันทั้งหมดนั่นแหละครับ

เรื่องในหนังก็เกิดเหตุในช่วงสงกรานต์ครับ (เข้าใจเลือกช่วงมาก เพราะมันเป็นช่วงที่คนใช้รถใช้ถนนหงุดหงิดกันได้ง่ายโคตรๆ) เมื่อเฮียหลา (สุเทพ โพธิ์งาม) คนขับรถเมล์สาย 39 ที่ทั้งแก่ ทั้งกวน และทั้งเกรียน ดันไม่ยอมจอดส่งผู้โดยสารตามป้าย (เนื่องจากมัวไปขับรถไล่บี้พวกเกรียนที่สาดน้ำใส่ตน) นั่นทำให้ทรัพย์ (เกียรติ กิจเจริญ) หนึ่งในผู้โดยสารของขึ้นโกรธจัดครับ และโทสะก็ระเบิดออกมาเมื่อเฮียหลาแกไม่สำนึก เอาแต่ด่ากลับท้าทรัพย์อย่างเดียว จนพี่แกควักปืนพกออกมาขู่หวังจะบังคับให้เฮียหลาขับวนไปส่งที่ป้ายเดิม

แต่ทีนี้ตำรวจดันเห็นสิครับ ทรัพย์เลยต้องจี้รถเมล์คันนี้เพื่อหนีตำรวจให้พ้น เรื่องก็เลยยาวครับ

1391007924

ในแง่ความเป็นหนังตลกก็ถือว่าไม่เลวครับ มีอะไรให้ฮาได้เรื่อยๆ ที่ฮาก็เพราะพฤติกรรมของตัวละครทั้งหลายที่แต่ละคนก็มีมุมฮาของตน แต่ไอ้ความฮาที่ว่านี่คือฮาเพราะอุปนิสัยใจคอนี่แหละครับ แต่ละคนมีความ “เยอะ” ต่างกันไป และแต่ละตัวละครนั้นก็เหมือนจะมีไว้สะท้อนและจิกกัดนิสัยแย่ๆ ของคนไทยทั้งนั้น

อาทิเช่น คุณเจ๊ขี้บ่น (เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์) ที่ช่างพล่ามช่างแขวะ เวลาเกิดอะไรก็มองคนแง่ร้าย โทษคนหมดทั้งจักรวาล (ยกเว้นตนเอง) แล้วยังชอบชงเรื่องเป็นฝ่ายว่าชาวบ้านก่อน ครั้นพอคนอื่นเถียงก็หาว่าเป็นฝ่ายหาเรื่องเจ๊เขาอีก (เออ เอาเข้าไป)

หรือพี่แว่นที่พูดดูเหมือนดี (คมสัน นันทจิต) แต่ชอบปัดและโยนความรับผิดชอบให้คนทั้งโลก (ยกเว้นตนเอง) อ้างเหตุผลตรรกะสารพัด แต่ยิ่งอ้างยิ่งยุ่ง หรือไม่ก็อ้างเพื่อแก้ตัวเป็นหลัก ครั้นพอเกิดเรื่องจริงๆ ก็วิ่งหลบเอาตัวรอดก่อนใคร เข้าอีหรอบกล้าพูดแต่ไม่กล้าทำ

เฮียหลาก็เหมือนกันครับ บ่นมันทุกเรื่อง ว่าเขาไปทั่ว และไม่ยอมลงให้ใครโดยไม่สนว่าตัวเองจะผิดหรือใครจะถูก ขอเพียงไม่ถูกใจก็พร้อมลุยพร้อมก่อเรื่อง เว้นแต่จะเจอคนที่มีอำนาจมากกว่า (เช่น ทรัพย์ที่ถือปืนอยู่) เมื่อนั้นให้ทำอะไรทำหมดทุกอย่าง แต่กระนั้นปากก็ยังหาเรื่องให้ตัวเองเป็นระยะๆ

เชื่อว่าหลายท่านน่าจะเคยเจอคนแบบนี้ในสังคมไม่มากก็น้อย และพอเจอคนแบบนี้ทีไรใจก็จะรำคาญนะ ในบางวาระก็อาจชวนให้หงุดหงิดไม่แพ้คนขับรถเกรียนๆ ก็ว่าได้

แต่ผมชมพี่เรีัยว กิตติกร เลียวศิริกุล ซึ่งเป็นผู้กำกับนะครับ เขาคุมหนังได้ดีเดียว อย่างตัวละครพวกนี้แม้จะน่ารำคาญ แต่หนังก็สามารถนำเสนอในเชิงชวนให้เราคิดมากกว่าจะทำให้เราหน่ายรำคาญ เป็นการนำเสนอที่สะท้อนบางอย่างให้เราเห็น มากกว่าจะทำให้เราหงุดหงิดแบบในชีวิตจริง หลายฉากเลยครับที่หนังสะท้อนมิติต่างๆ ของความเป็นคนออกมา ทั้งโกรธ เศร้า สับสน ดีใจ กวนโอ๊ย เห็นแก่ตัว อ่อนแอ เข้มแข็ง ขาดสติ ฯลฯ

เมื่อดูดีๆ แล้วจะพบว่าไม่มีตัวละครไหนร้ายเต็มร้อย และไม่มีใครเป็นคนดีไร้ที่ติ ทุกคนล้วนมีทุกเฉดสี ทั้งขาว ดำ เทา แสด แดง เหลือง เขียว น้ำเงิน ม่วง ฯลฯ ปนกันอยู่ มันขึ้นกับนาทีนั้นเกิดเหตุการณ์อะไร นาทีที่แล้วคนๆ นั้นเจออะไรมา และณ ปัจจุบันความรู้สึกของคนๆ นั้นอยู่โซนไหน แล้วก็ค่อยแสดงพฤติกรรมออกมาตามเหตุปัจจัยต่างๆ

ทุกตัวละครมีทั้งจุดที่ทำสิ่งถูกต้อง จุดที่ไม่ทำอะไรเลย และจุดที่ทำสิ่งพลาดพลั้ง… เหมือนมนุษย์ทุกคนบนโลกนั่นแหละครับ

พอดูจบแล้วไม่รู้สึกเกลียดตัวละครไหน และไม่ได้รักละครใดมากมาย แต่จะออกในแนว “เข้าใจพวกเขา (ในจอ)” และตามด้วยการย้อนมา “เข้าใจคนอื่นและเข้าใจตัวเอง (นอกจอ)”

1391007962

ครับ ผมไม่ได้เกลียดหรือรักตัวละครไหน แต่ผมออกจะชอบตัวละครแต่ละตัวนะ พวกเขาดูมีสีสันดี ที่ชอบมากหน่อยก็ยกให้โก๋ กระเป๋ารถจอมเกรียนที่พี่โน้ส อุดม แต้พานิช แสดงได้ดี ซึ่งส่วนสำคัญคือบทเหมาะกับพี่เขาด้วยน่ะครับ พูดจากวนๆ งึมงำๆ เวลายวนก็ยวนเต็มที่ เวลาเฉยก็เฉยสุดโต่งกันไป

จุดที่ผมชอบตัวละครนี้ก็เพราะบทกำหนดให้พี่แกเป็นตัวละครที่ดูมีสติที่สุดครับ พยายามแก้ไขสถานการณ์ พยายามหาทางออก แม้บางมุมอาจดูไม่น่าเชื่อบ้าง แต่โดยรวมๆ ผมก็เชื่อนะ เชื่อว่าโก๋มีสติในระดับหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้เกรียนเป็นนิจ อันที่จริงถ้าสังเกตผมว่าโก๋จะดูเป็นคนคิดยังไงพูดอย่างนั้น เห็นอะไรไม่ใช่ก็พูดไปเลยว่าไม่ใช่ แล้วก็บวกความกวนเข้าไปด้วย ไม่ได้เจตนาว่าใครก่อน ไม่ได้ชอบบ่นคนทั้งโลกก่อน พี่แกจะบ่นเฉพาะอะไรก็ตามที่มารังควานชีวิตอันปกติของแก

และส่วนหนึ่งที่ทำให้โก๋พยายามมีสติ ก็อาจเพราะปมเกี่ยวกับแฟนของโก๋ที่ชอบโทรมาจิกนั่นก็ได้ อันนี้ไม่สปอยล์แล้วกันนะครับ ดูแล้วท่านจะรู้ว่ามีปมบางอย่างที่น่าจะมีพลังพอที่จะทำให้โก๋พยายามมีสติและนำพาตัวเองอีกทั้งคนอื่นๆ ให้กลับบ้านได้โดยปลอดภัย

ในขณะที่ทรัพย์ที่พี่ซูโม่กิ๊กแสดงนั้น ก็เป็นบทที่น่าเห็นใจครับ เขาก็แค่คนที่อยากกลับบ้านไปหาลูกธรรมดาๆ คนหนึ่ง แต่ดันมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ สติหลุด แล้วเฮ๊ยหลาแกก็หาเรื่องใส่ตัวด้วยส่วนหนึ่ง สุดท้ายเรื่องมันเลยไปกันใหญ่

มันสะท้อนความจริงของคนได้ดีครับ โดยเฉพาะการที่เราไปทำอะไรใครให้ระวังไว้ เพราะเราไม่รู้หรอกครับว่าผลสะท้อนมันจะกลับมาแรงหรือเบาแค่ไหน เหตุสลดมากมายประเภทการล้างแค้นหรือทำร้ายด้วยอารมณ์นั้น มันก็เกิดจากอะไรแบบนี้นั่นแหละ

ดูๆ แล้วก็คิดขึ้นมานะครับ ผมว่าในสถานการณ์แบบนั้นต้องมีใครสักคนที่พยายามมีสติ และเรียกสติกลับมา อย่างน้อยให้ตัวเองมีสติ คุมเหตุการณ์ไม่ให้มันบานปลายไปกว่านี้ มีใครสักคนหาทางออก ค่อยๆ คุย ค่อยๆ พูด เพราะการบีบคั้นมันไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากทำให้เรื่องวุ่นวายหนักขึ้นๆ

บางครั้งการแก้ปัญหาสีดำๆ ก็ใช่จะยุติได้ด้วยสีขาวๆ นะครับ เราอาจต้องใช้สีต่างๆ มาช่วยเยียวยาบรรเทา โดยอาจมีสีเทาเป็นแกนนำ แล้วก็ค่อยๆ ผสานผสมสีต่างๆ ให้สามารถบรรเทาสีดำนั้นลงไป

และในอีกมุมหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของจิตใจคนครับ อันที่จริงมนุษย์ทุกคนก็ต้องเจอปัญหา จะมากน้อยก็ต่างกันไป กับบางคนเจอปัญหามาก แต่ก็ยังสามารถระงับโกรธและหันมาแก้ไขด้วยสติได้ ในขณะที่บางคนเจอเรื่องไม่มาก กลับกลายเป็นเหมือนระเบิดปรมาณูที่แสนอันตรายได้ หากมีอะไรมากระทบเพียงนิดเดียว

อันนี้เป็นประเด็นที่มนุษย์ทุกคนควรศึกษาอยู่น่ะครับ ว่าทำอย่างไรให้เราน่ะมีสติ สามารถรับมือกับปัญหาได้ทั้งน้อยใหญ๋ ทำยังไงให้รู้จักใจเย็น รู้จักตั้งรับ รู้จักผ่อนคลายอารมณ์ยามเครียดมากๆ ซึ่งอันนี้เราจะฝึกทางจิตใจหรือเข้าทางธรรมก็สุดแท้แต่จะเลือกครับ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรมันก็น่าฝึกและศึกษานะครับ ศาสตร์แห่งการรับมือความทุกข์เนี่ย มันให้ประโยชน์ทั้งเราและคนอื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นประโยชน์ต่อโลกด้วย

โลกทางวัตถุมันพัฒนาไปไกล ซอฟท์แวร์ต่างๆ มันอัพเดตไปไหนต่อไหน ดังนั้นมันก็ไม่เลวนะครับ หากเราจะพัฒนาจิตและอัพเดตแอนตี้ไวรัสทางใจ ให้สามารถใช้ชีวิตแต่ละช่วงได้ โดยพร้อมลอยลำต่อปัญหาทั้งปวง

ย่อหน้านี้ผมจะสปอยล์นะครับ หากไม่อยากทราบข้ามไปอ่านตอนท้ายที่ผมให้ดาวเลยก็ได้ครับ… ผมชอบบทสรุปของเรื่องครับ มันอาจดูเว่อร์ไป หรือดูไม่น่าเป็นไปได้สำหรับความคิดของหลายๆ คน แต่ผมชอบจริงๆ กับการได้เห็นรถเมล์คนนั้นขับไปตามถนนชนบท ชอบตั้งแต่โก๋บอกจะพาทรัพย์ไปส่ง มันจริงอย่างที่โก๋ว่าล่ะครับ คนมันทำผิดไปแล้ว จะต้อนให้มันไปถึงไหนกัน คนที่โดนต้อนก็มีแต่ทำผิดแล้วผิดอีกต่อไป ดังนั้นหากพอจะเว้นวรรคได้ก็หาโอกาสให้คนได้เว้นวรรคบ้าง อภัยกันบ้าง ทำให้อะไรๆ มันเบาลงบ้าง

ไม่รู้ทำไมนะครับ ภาพตอนโก๋ขับรถไปส่งทรัพย์แล้วก็ตอนขับกลับ ยามผมเห็นรถเมล์แล่นไป ผ่านสองข้างทางที่เป็นต้นไม้และทุ่งหญ้า มันให้อารมณ์เบาๆ อุ่นๆ และงามๆ ยังไงก็ไม่รู้ อันนี้ขอชมตากล้อง คนกำกับ และคนหาโลเกชั่นด้วยนะครับ มันพอเหมาะพอดีจริงๆ (อาจไม่ใช่สำหรับทุกคน แต่สำหรับผมน่ะมันพอดีจริงๆ)

เป็นหนังไทยอีกเรื่องที่ผมดูซ้ำบ่อยพอสมควร มันชอบอย่างบอกไม่ถูก

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements