รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Our Kind of Traitor (2016) แผนซ้อนอาชญากรเหนือโลก

25790917_1871601096204016_4149939855491968934_o

ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้คือมันดัดแปลงจากนิยายของ John le Carré ที่ก่อนหน้านี้นิยายของเขาหลายเรื่องก็ถูกทำเป็นหนัง ไม่ว่าจะ The Russia House, Tinker Tailor Soldier Spy, The Constant Gardener, The Tailor of Panama และมินิซีรี่ส์อย่าง The Night Manager

เรื่องนี้พล็อตก็ยังเป็นแนวทริลเลอร์ผสมด้วยเรื่องจารชนครับ เรื่องของเพอร์รี่ (Ewan McGregor) และ เกล (Naomie Harris) คู่รักที่ไปเที่ยวพักผ่อนแถบมาราเกซ ในประเทศโมรอคโค โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าทริปนี้จะเป็นทริปที่นำพาพวกเขาไปสู่โลกที่อันตราย

พวกเขาได้เจอกับดีม่า (Stellan Skarsgård) เศรษฐีชาวรัสเซียที่ต้อนรับพวกเขาอย่างเป็นมิตร (จนน่าแปลกใจ) ก่อนที่เพอร์รี่จะค้นพบว่าแท้จริงแล้วดีม่าทำงานฟอกเงินให้กับพวกผู้มีอำนาจในรัสเซีย และตอนนี้ดีม่ากำลังต้องการจะหนีไปจากชีวิตแบบนี้

ดีม่าไหว้วานให้เพอร์รี่เอาข้อมูลลับชุดหนึ่งส่งให้กับเจ้าหน้าที่ MI6 ของอังกฤษ เพื่อเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนให้อังกฤษยอมมาช่วยพาดีม่าและครอบครัวของเขาหนีออกไป แต่พอเพอร์รี่เอาข้อมูลไปให้ อะไรๆ กลับยากกว่าที่คิด

ว่ากันแบบตรงๆ แล้วหากเทียบกับหนังที่ดัดแปลงจากนิยายเรื่องก่อนๆ ของ Carré ก็คงต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำออกมาได้เรื่อยๆ ครับ มันก็มีประเด็นเกี่ยวกับจารชนและเรื่องการเมือง รวมทั้งเรื่องการทรยศและความไว้ใจ แต่อะไรๆ หลายอย่างมันยังไม่เข้มถึงขีดสักเท่าไร

การนำเสนอออกแนวเรื่อยๆ แม้สถานการณ์จริงๆ ในเรื่องมันจะเคร่งเครียด กดดัน และคอขาดบาดตายเอามากๆ ก็ตาม แต่ตัวหนังมันดูไม่กดดันแบบที่ควรจะเป็นครับ ฉากระทึกก็ไม่ค่อยมาก ความลุ้นก็ไม่ค่อยเยอะ จนหนังแทบจะออกแนวดราม่ามากกว่าเป็นทริลเลอร์

หนังกำกับโดย Susanna White ทีี่เคยผ่านงานหนังเด็กอย่าง Nanny McPhee and the Big Bang แล้วก็กำกับบางตอนของซีรี่ส์หลายเรื่อง (หนึ่งในนั้นคือ Boardwalk Empire ที่เธอทำอยู่ตอนหนึ่ง) ซึ่งหากมองจากผลงานเรื่องนี้แล้ว ก็คงต้องบอกว่าการสร้างความกดดันและบรรยากาศทางการเมืองของเธอยังไม่แม่นยำเท่าที่ควร

ในขณะที่ดาราก็ได้มือดีมาแสดงครับ McGregor เล่นได้ดีมากในบทเพอร์รี่ ชายที่ค่อนข้างใสซื่อ และนั่นทำให้การเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้กลายเป็นการเปิดโลกไปโดยปริยาย เพราะเขาต้องมาพบว่าโลกใบนี้มันมีโลกใต้ดิน โลกแห่งการโกงกิน โลกแห่งเส้นสาย และโลกแห่งอำนาจเถื่อนทับซ้อนอยู่ในโลกใบนี้ และที่น่าสะพรึงก็คือ โลกเหล่านั้นต่างก็มีผลมายังโลกที่เขารู้จัก (เพียงแต่เขาจะรู้หรือไม่เท่านั้นแหละ)

เพราะการโกงมันไม่ได้มีแค่ใต้ดิน เพราะบนดินก็มี อย่างนักการเมือง ข้าราชการที่เขาไม่มีทางรู้เลยว่าจะไว้ใจใครได้ ทำให้การตัดสินใจของดีม่าเป็นอะไรที่เสี่ยงมากๆ ครับ เพราะมันไม่มีทางรู้เลยว่าเขาจะหนีออกไปได้ไหม มันอาจกลายเป็นเขาหนีคนโกงกลุ่มหนึ่งไปหาคนโกงกลุ่มใหม่ ซึ่งก็จะเท่ากับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย และเขากับครอบครัวยังจะโดนตามล่าอีกต่างหาก

ที่เขาว่ากันว่า “ขึ้นหลังเสือแล้วลงยาก” นั้น ความยากอย่างหนึ่งคงเป็นว่า เราไม่มีทางรู้ครับว่าพอเราลงแล้วเราจะเจอเสือตัวนั้นกัด, เจอเสือตัวใหม่คาบเราไป หรือไม่ก็โดนเสือสองตัวรุมทึ้งจนไม่เหลือดี และที่น่ากลัวกว่าคือ บางทีเสือมันก็ปลอมมาในรูปอื่น เราไม่รู้เลยจนกว่าจะโดนขย้ำไปแล้ว

Skarsgård ก็เล่นดีเช่นเดิม พอๆ กับ Damian Lewis ที่ถนัดอยู่แล้วกับบทเจ้าหน้าที่รัฐ ในขณะที่ Harris กลายเป็นเหมือนบทสมทบ ทั้งที่จริงๆ หนังดูจะทิ้งปมเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเพอร์รี่เอาไว้ตลอดแต่ก็ไม่ได้รับการสานต่ออะไรนัก

ตัวหนังอาจไม่ได้เด็ดขาด แต่มันก็เป็นอีกหนึ่งหนังที่สะท้อนความจริงของโลกเราครับ ว่ามันเป็นสีเทา จริงๆ ผมไม่ต้องพิมพ์แต่หลายคนก็คงรู้อยู่ หรือไม่ก็เคยเห็นว่าระบบต่างๆ ในสังคมมันมีเรื่องฉ้อฉล กลโกง เส้นสาย อะไรพวกนี้แฝงอยู่เพียบ… อย่าบอกเลยครับว่าประเทศของตนปลอดโกง ก็มันรู้ๆ กันอยู่น่ะว่าอะไรเป็นอะไร

 

Advertisements