รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Stronger (2017) หัวใจไม่แพ้

26240096_1885906888106770_1952536376661444591_o

คำถามหนึ่งที่เกิดในหัวผมก่อนดูก็คือ เหตุไฉนหนังเรื่องนี้ถึงไม่ทำเงินอย่างแรง คือลงทุนไปประมาณ $30 ล้าน แต่มีคนไปดูน้อยมาก รายได้รวมทั่วโลกได้แค่ $6 ล้านเท่านั้น (ที่อเมริกาคือ $4 ล้านครับ)

ครั้นพอมองย้อนไปเมื่อปีก่อน เรื่อง Patriots Day ที่ว่าด้วยเหตุการณ์วางระเบิดที่บอสตันเหมือนกันก็ทำเงินไม่มากเช่นกัน (ทำไปร่วม $50 ล้านจากทั่วโลก) ก็เลยทำให้อดคิดไม่ได้ว่ามันอาจไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของหนัง แต่อาจจะเป็นเพราะเหตุการณ์สะเทือนขวัญในเรื่องยังผ่านมาไม่นาน

เหตุการณ์วางระเบิดที่บอสตันเกิดในปี 2013 ครับ เชื่อว่าอเมริกันชนจำนวนมากก็ยังคงสะเทือนใจ จึงเป็นเรื่องเข้าใจได้หากคนจะไม่ค่อยเข้าไปดู แม้หนังจะทำออกมาดีแค่ไหนก็ตาม

สำหรับหนังเรื่องนี้ก็จับเอาชีวิตของ เจฟฟ์ เบาว์แมน (Jake Gyllenhaal) หนึ่งในผู้เคราะหร้ายจากเหตุระเบิดครั้งนั้น มันทำให้เขาต้องเสียขาไปทั้งสองข้าง และสลบไปหลายวันกว่าจะฟื้นตัว ซึ่งก็แน่นอนว่าชีวิตหลังจากนั้นของเขาไม่มีทางเหมือนเดิมอีกต่อไป

ผมมองว่าหนังทำได้ดีครับ เพียงแต่มันไม่ใช่หนังที่สร้างความบันเทิง (ซึ่งจากเรื่องในหนัง มันก็คงยากที่จะทำให้เป็นความบันเทิงได้) และขณะเดียวกันหนังก็ไม่ได้ทำออกมาในโทน Feel Good แต่มันออกจะเป็นดราม่าแบบเต็มตัวมากกว่า

หนังสะท้อนห้วงอารมณ์ของเจฟฟ์หลังต้องตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าขาตัวเองไม่มีอีกต่อไป เขาไม่มีความสุขเลยครับ เขาเครียด เขาต้องพยายามอย่างมากที่จะรับสถานการณ์ครั้งนี้ แต่มันก็ไม่ง่ายเลยจริงๆ

ทุกคนรอบตัวและคนทั้งประเทศมองว่าเขาคือสัญลักษณ์ของการต่อสู้และความแข็งแกร่ง แต่สำหรับเขาแล้วเขาก็เป็นเพียงผู้ชายธรรมดาที่เสียขาไป เขาไม่ภูมิใจกับมัน เขาไม่อยากให้มันเกิดขึ้น และการที่ทุกคนเชิดชูยกย่องเขา ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกแย่มากขึ้น

เพราะมันเหมือนว่าไม่มีใครเข้าใจเขา ไม่มีใครคิดจะเห็นใจหรือประคองเขาให้ลุกขึ้นอย่างแท้จริง ทุกคนทำเหมือนกันเหมือนเป็นกระแส แค่เชิดชูเขา ยกย่องเขา พร่ำบอกว่า “คุณคือฮีโร่ๆ” ในขณะที่ตัวเขาเองไม่ได้อยากเป็นฮีโร่ แต่เขาอยากกอบรวมตัวตนและจิตใจที่แหลกสลายของเขาให้กลับมายืนขึ้นได้อีกครั้ง ให้กลับมาเป็นคนเต็มคนได้อีกครั้ง

หนังทำให้ผมนึกถึง The Fighter ที่ Mark Wahlberg นำแสดงน่ะครับ พล็อตส่วนที่ว่าด้วยตัวเอกที่กำลังตกต่ำ และได้เจอกับผู้หญิงที่ยกระดับชีวิตเขา แต่เขาก็ต้องต่อสู้กับแรงต้านจากคนในครอบครัว ที่พยายามจะให้ตัวเอกทำตามวิถี (ที่ไม่ถูกต้อง) ต่อไป

เอริน (Tatiana Maslany) ดูจะเป็นคนเดียวที่พยายามช่วยให้เจฟฟ์หันมามองตัวเองอย่างมีคุณค่า และช่วยให้เจฟฟ์กล้าลุกขึ้น ในขณะที่คนอื่นๆ ถ้าไม่ได้เป็นพวกสนใจเขาตามกระแส ก็จะเป็นคนที่ “คิดว่าตัวเองกำลังดูแลเจฟฟ์ แต่แท้จริงแล้วการดูแลของพวกเขากลับทำให้เจฟฟ์อ่อนแอ ดูแลตัวเองไม่ได้” ว่าง่ายๆ คือทำร้ายเจฟฟ์โดยไม่เจตนาน่ะครับ

จริงๆ หนังออกมาดีครับ ดาราดี เนื้อเรื่องก็มีประเด็น เพียงแต่มันไม่ใช่หนังเร้าใจเชิดชูฮีโร่ และไม่ใช่หนัง Feel Good ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกดีๆ เพราะหนังใช้เวลากว่าค่อนเรื่องสะท้อนความจริงของชายผู้สูญเสียอย่างเจฟฟ์เป็นหลัก

แต่ผมชอบตอนจบครับ หนังจบแบบที่ควรจะเป็น นั่นคือหลังจากผ่านเรื่องทั้งหมดมา เจฟฟ์ก็แข็งแกร่งขึ้น เขาเรียนรู้จากความสูญเสีย เขาหันมามองด้านดีมากขึ้น หันมาสู้ชีวิตมากกว่าจะยอมงอมือ นั่นเลยทำให้เขาได้เข้าถึงความเป็นฮีโร่ที่แท้จริงและสามารถส่งต่อพลังในตัวเขามอบให้ถึงใจคนอื่นๆ ที่ต้องการได้

เรื่องราวในหนังถือว่าสมชื่อครับ เพราะเจฟฟ์ดู Stronger ขึ้นจริงๆ ในตอนที่ End Credits ขึ้น บทแบบนี้ ต้องยกให้ Gyllenhaal จริงๆ ครับ เขาทำได้ และผู้กำกับ David Gordon Green ก็ถือว่าคุมหนังได้เหมาะ แม้จะไม่ถึงกับสุดยอด แต่ก็เรียกได้ว่าหนังดีครับ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

Advertisements