Action

American Made (2017) อเมริกัน เมด

26231903_1884524954911630_8342048356418379224_o

จู่ๆ ก็นึกขึ้นมาว่าถ้าหนังเรื่องนี้กำกับโดย Martin Scorsese หนังมันคงจะออกมาแน่นๆ แสบๆ เดินเรื่องด่วนๆ เต็มไปด้วยข้อมูลและลูกเล่นที่น่าสนใจ รสชาติก็อาจจะคล้ายกับที่หนังเป็น แต่เพิ่มดีกรีหวือหวาเข้ามาอีกหน่อยนึง

แต่ถ้ากำกับโดย Ridley Scott หนังก็คงออกมาเข้มๆ หนักๆ แบบ American Gangster หรือ Body of Lies อารมณขันคงมีไม่เยอะ แต่จะหนักไปทางความกดดัน ถ้าดูจากพล็อตจากอะไรแล้วก็คงจะเป็นหนังเครียดได้เลย

ว่าตามจริงพล็อตของ American Made ไม่ได้ใหม่ครับ มันคือเรื่องที่อิงจากเรื่ิองจริงของคนที่ไปพัวพันกับโลกใต้ดิน โลกของอาชญากรรม โลกที่มีอันตรายล้อมรอบตัว แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นโลกที่มีเงินสะพัดเป็นอย่างยิ่ง

พอดูแล้วก็คิดน่ะนะครับว่าจริงๆ เงินที่มันถือกำเนิดขึ้นมาแล้วมันก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก แต่การที่มันหายไปจากกระแสของตลาดเศรษฐกิจนั้น มันก็อาจหายไปอยู่ในมือของคนบางกลุ่ม ถูกเก็บไว้ ถูกรวบไว้ ถูกกั๊กไว้ หรือไม่ก็จำต้องเก็บไว้ (เพราะให้ใครรู้ไม่ได้ว่าตัวเองกำเงินไว้เยอะขนาดนั้น)

… ก็น่าคิดเหมือนกันน่ะนะครับว่าตอนนี้ที่เราว่าเศรษฐกิจฝืดๆ เคืองๆ นั้น มันมีอะไรเกี่ยวกับประเด็นที่ว่านี้หรือเปล่า

ตัวเอกของเรื่องคือ แบร์รี่ ซีล (Tom Cruise) นักบินที่ได้รับการทาบทามจาก CIA ให้ปฏิบัติการลักลอบนำข้อมูลออกจากอเมริกากลาง ประมาณว่าให้เขาบินเข้าไปแบบเนียนๆ แบบพลเรือนทั่วไป แล้วก็ให้สายลับแอบส่งเอกสารลับให้เขาขนกลับมา อะไรประมาณนี้น่ะครับ

แล้วพอถึงจุดหนึ่งปาโบล เอสโคบาร์ (Mauricio Mejía) เจ้าพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ของอเมริกาใต้ก็หันมาทาบทามให้เขารับงานขนยาเสพติดเข้าอเมริกา เรียกว่าไปๆ มาๆ เขาก็ทำงานให้กับรัฐบาลมหรัฐและพ่อค้ายาไปในเวลาเดียวกัน

แต่ก็แน่ล่ะครับว่างานแบบนี้มันอันตราย กลายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐก็เพ่งเล็งเขา และพวกค้ายาก็จับตาเขา แม้เขาจะมีเงินสะพัดแค่ไหน แต่มันก็แลกมาด้วยความเสี่ยงอย่างมหาศาลทั้งต่อตัวเขาและครอบครัว… แล้วสุดท้ายชีวิตของเขาจะจบลงอย่างไร

ถือเป็นหนังที่ทำได้เวิร์กอีกเรื่องของผู้กำกับ Doug Liman ครับ หนังออกมาพอเหมาะ มีอารมณ์ขันแสบๆ เดินเรื่องกึ่งเร่งกึ่งผ่อนแบบ Scorsese แต่ก็ไม่ได้เบาหวิว ยังมีความหนักติดดินแบบ Scott ผสมลงไป แต่โดยรวมแล้วเขาสามารถปรุงลีลาทั้งหมดให้ออกมาในสไตล์ของเขาเอง

หนังถือว่าสนุกครับ แม้พล็อตจะแอบเครียดอยู่เหมือนกัน เพราะยิ่งเรื่องดำเนินไปชีวิตของแบร์รี่ก็ต้องเจอกับเรื่องคอขาดบาดตายมากขึ้น แต่หนังก็ยังเล่าได้ลื่น ส่วนหนึ่งก็เพราะ Cruise เอาอยู่ครับ เรื่องนี้เขาเล่นได้ลื่นพอตัว ดูเป็นนักบินที่กะล่อน แอบหลงตัวเองหน่อยๆ และเป็นนักฉวยโอกาสตัวยง เรียกว่าเป็นตัวละครสีเทาๆ ได้อย่างน่าเชื่อ

Sarah Wright ดาราสาวสวยที่ผมจำได้ตั้งแต่เล่นซีรี่ส์ Parks and Recreation มารับบทภรรยาของแบร์รี่ ซึ่งเธอก็ยังสวยเด่นอยู่ครับ หน้าตา ท่าทาง และการแสดงของเธอชวนให้นึกถึง Alice Eve อยู่เหมือนกัน เพียงแต่กับเรื่องนี้บทของเธออาจยังไม่มากครับ มีโอกาสแสดงฝีมือในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะเรื่องหลักๆ จะเทไปที่แบร์รี่มากกว่า

Domhnall Gleeson ก็ยังเหมือนเดิมครับ มาเงียบๆ ขโมยซีนได้เรื่อยๆ ผมว่าอนาคตพี่แกไปได้อีกไกลเลยนะ เล่นได้หลายบทหลายแบบดี จะเป็นคนดีคนร้ายหรือคนที่ไม่รู้ว่าดีหรือร้ายก็ได้หมด

โดยรวมหนังดูเพลินครับ แล้วก็สะท้อนความจริงของโลกสีเทาได้ดี มันทำให้เห็นน่ะว่าผู้มีอำนาจในแต่ละกลุ่มก็พยายามหาทางรักษาฐานอำนาจของตนเสมอและพร้อมจะใช้ทุกวิธีทั้งบนดินและใต้ดิน มันไม่มีฝ่ายธรรมะหรืออธรรมแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ มันไม่มี “ขาว-ดำ” แต่มันมีแค่ “วิธีที่ได้ผล-วิธีที่ไม่ได้ผล” ซึ่งถ้าฝ่ายหนึ่งไม่เลือกกระทำวิธีที่ได้ผล (แต่อาจจะดำ) อีกฝ่ายก็พร้อมจะเลือกกระทำได้ทุกเวลา

มันทำให้ผมนึกถึงคำว่าเศรษฐกิจฟองสบู่ ที่เราไว้ใช้นิยามเศรษฐกิจที่ก่อร่างเติบโตอย่างไม่มั่นคงและพร้อมจะถล่มได้ทุกเมื่อ แต่เอาเข้าจริงมันไม่ใช่แค่เศรษฐกิจที่จะเป็นฟองสบู่ได้ แต่มันคือทุกอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องเล็กๆ อย่างสายใยในครอบครัว หรือเรื่องระดับประเทศ เรื่องการเมืองการปกครอง มันก็ฟองสบู่ได้ทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็ขึ้นกับว่ารากฐานของแต่ละสิ่งถูกวางอย่างมั่นคงแค่ไหน หรือถูกวางตามแต่โอกาสแบบขอไปที เหมือนตัดถนนตัดทางโดยไร้แบบแปลน…

ชีวิตอาจไม่ต้องวางแปลนไปเสียทั้งหมด แต่ครั้นจะไม่วางเลย ก็ออกจะประมาทไปสักหน่อย

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

Advertisements