รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Light Between Oceans (2016) อย่าปล่อยให้รักสลาย

26233557_1891107837586675_8611150031565758944_o

ผมเชื่อว่าคนที่ดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว คงมีความคิดที่หลากหลายเกี่ยวกับการตัดสินใจของตัวละครในเรื่อง บางคนอาจมองว่าตัวเอกทำเรื่องราวให้มันยุ่งยากโดยใช่เหตุ แต่บางคนก็อาจมองว่าตัวเอกทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว…

ผมมองว่านั่นคือแก่นสารอย่างหนึ่งที่หนังมอบให้ครับ เหมือนหนังเล่าเรื่องราวของตัวละครกลุ่มหนึ่งให้เราได้รับรู้ แล้วจากนั้นเมื่อเราเกิดความรู้สึก “เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย” กับการตัดสินใจของตัวละคร สิ่งนั้นก็จะสะท้อนบางแง่มุมในตัวของเราออกมาได้ ซึ่งผมจะไม่บอกว่ามันดีหรือไม่ดีนะครับ ขอบอกเพียงว่า We are what We think

หนังดัดแปลงจากนิยายของ M.L. Stedman เล่าเรื่องของทอม เชอร์บอร์น (Michael Fassbender) อดีตทหารที่รับงานเป็นคนเฝ้าประภาคารบนเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาต้องไปอยู่ที่นั่นเพียงลำพังครับ นานๆ ทีถึงจะได้เจอคนมาส่งข้าวส่งน้ำ เป็นชีวิตโดดเดี่ยวแบบที่ทำให้คนบางคนสติแตกเอาได้ง่ายๆ

แต่แล้วเขาก็ได้พบรักกับอิซาเบล (Alicia Vikander) สาวชาวเมืองในละแวกนั้น แล้วพวกเขาก็แต่งงานกัน โดยอิซาเบลก็ย้ายมาอยู่กับทอมที่เกาะประภาคาร แล้วก็ตั้งใจจะมีครอบครัวที่อบอุ่น มีลูกด้วยกันสักหลายคน

เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาก็ต้องเจอกับเรื่องเจ็บปวดเมื่ออิซาเบลแท้งลูกจนจิตใจเธอย่ำแย่ลงเรื่อยๆ แล้วจู่ๆ ก็มีเรือลำหนึ่งลอยมาเกยฝั่ง บนเรือนั้นมีศพชายคนหนึ่ง พร้อมกับทารกตัวเล็กๆ อยู่ในอ้อมกอด

ทอมกับอิซาเบลจึงตัดสินใจรับเลี้ยงทารกคนนั้น แล้วก็ปิดบังความจริง… และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นแห่งความสุขและความทุกข์ที่พวกเขาทั้งสองต้องเผชิญร่วมกัน บนกระแสคลื่นของชีวิตที่มิเคยนิ่ง

หนังแบบนี้ทำยากเหมือนกันนะครับ มันคือหนังพีเรียดที่คนทำต้องมือแม่นพอสมควร อย่างน้อยก็ต้องทำ 3 สิ่งสำคัญให้ออกมาสวย ซึ่งก็ได้แก่ การแสดงสวย, การเล่าเรื่องสวย และฉาก-องค์ประกอบต่างๆ ออกมาสวย

เรื่องการแสดงหายห่วงครับ เพราะ Fassbender และ Vikander ไม่ทำให้ผิดหวัง เช่นเดียวกับบทสมทบอย่าง Rachel Weisz และ Jack Thompson และอีกหลายๆ ตัวละครน้อยใหญ่ที่มาเสริมความแน่นให้กับเรื่องราว

ต่อมาคือเรื่องฉาก ที่ก็ถ่ายออกมาได้สวยเหมือนกัน อย่างเกาะที่หนังไปถ่ายทำเป็นประภาคารก็คือที่ Marlborough ในประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งมันดูสวยงาม ดูยิ่งใหญ่แบบพอดี เช่นเดียวกับโลเกชั่นอื่นๆ ที่ประกอบกันจนเป็นหนังเรื่องนี้ก็ถือว่าเข้ากับความเป็นหนังพีเรียดอย่างยิ่ง

การเล่าเรื่องนี่เป็นอะไรที่ผมลุ้นที่สุดครับ เพราะหนังดราม่าพีเรียดแบบนี้มันไม่ได้มีเรื่องราวหวือหวาอะไร ไม่ได้มีแอ็กชัน ความตลก หรือทริลเลอร์มาเป็นสีสัน ดังนั้นคนทำต้องสามารถเล่าเรื่องชีวิตคน (ที่อาจจะดูน้ำเน่าในบางบริบท) ให้ออกมาน่าติดตาม ออกมาสวยงาม และมีความน่าสนใจ เพราะไม่เช่นนั้นหนังทั้งเรื่องก็จะน่าเบื่อยาวๆ ไปเลย

และผลลัพธ์ที่ได้ก็ถือว่าเวิร์กเลยครับ หนังเล่าเรื่องได้น่าติดตาม เล่าแบบที่ทำให้เราอยากรู้ว่าเรื่องราวบทต่อๆ ไปของพวกเขาจะเป็นอย่างไร เรียกว่าทุกอย่างเสริมพลังกันครับ ทั้งดารา การเล่าเรื่อง และองค์ประกอบต่างๆ มันสอดประสานกัน ทำให้หนังออกมาดี แต่ในที่นี้ก็ต้องขอบอกก่อนว่า ที่บอกว่า “ดี” นี่คือดีในฐานะหนังดราม่าพีเรียดน่ะนะครับ ซึ่งหากใครไม่ชอบหนังแนวนี้ หรือมองว่าหนังแนวนี้อืดชืดน่าเบื่อแล้ว หนังเรื่องนี้ก็อาจไม่แนวสำหรับท่านครับ

หนังกำกับโดย Derek Cianfrance แห่ง Blue Valentine ซึ่งแม้เรื่องนี้จะไม่ลงตัวมากเท่าเรื่องนั้น แต่ก็ถือว่าทำออกมาได้ดีและได้มาตรฐานครับ จนผมบอกได้เลยว่าใครชอบหนังแนวนี้อยากให้ลองดูกันสักครั้ง เพราะไม่ว่าจะคุณค่าของหนัง หรือคุณค่าของสาระ (ที่มีมาตั้งแต่ฉบับนิยาย) ต่างก็มีของดีควรค่าแก่การรับชมทั้งสิ้นครับ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

 

Advertisements