รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The 100th Love with You (2017) ย้อนรัก 100 ครั้ง ก็ยังเป็นเธอ

26903995_1896442123719913_7925844220175288148_n

หนังรักโรแมนติกผสมไซไฟว่าด้วยความรักและการย้อนเวลาครับ แว่บแรกก็ทำให้นึกถึง About Time หนังโปรดของผมขึ้นมาเลย แต่กระนั้นก่อนดูผมก็เผื่อใจไว้ก่อนว่าหนังน่าจะเทน้ำหนักไปที่เรื่องความรัก ไม่ได้เล่าครอบคลุมประเด็นชีวิตเท่า About Time และผลที่ได้ก็เป็นดังคาดครับ

เรื่องของ ริคุ ฮาเซกาว่า (Kentaro Sakaguchi) ที่สามารถย้อนเวลาไปสู่อดีตได้ และเขานั้นก็แอบชอบ อาโออิ ฮินาตะ (Miwa) เพื่อนที่รู้จักตั้งแต่สมัยเด็กๆ แต่เขาก็ไม่เคยเผยใจออกไปว่าชอบเธอ ได้แต่ดูแลอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ

แต่แล้วเขาก็ต้องพบกับเรื่องเศร้า เมื่ออาโออิต้องเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชนในวันที่ 31 กรกฎาคม ด้วยเหตุนี้เขาเลยพยายามย้อนเวลาและทำทุกวิถีทางเพื่อเปลี่ยนชะตากรรม แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรอาโออิก็จะยังต้องตายในวันนั้นอยู่ร่ำไป… แล้วเขาจะเปลี่ยนมันได้สำเร็จหรือไม่?

หนังจัดว่าดูเพลินดีครับ พล็อตก็อาจจะถือว่าใหม่สำหรับคนที่ไม่คุ้นกับหนังย้อนเวลามาก่อน แต่หากใครเป็นแฟนหนังแนวนี้ ชนิดที่ดูมาหมดแล้วทั้ง Back to the Future, About Time, The Time Traveler’s Wife หรือสารพัดการ์ตูนที่ว่าด้วยประเด็นนี้ เช่น The Girl Who Leapt Through Time ก็อาจจับทางได้ และไม่ได้มองว่าพล็อตแปลกใหม่อะไร

สำหรับผม ก็อยู่ในข่ายแฟนหนังท่องเวลาน่ะครับ แต่ผมก็ยังสนุกกับหนังนะ โอเค หากว่ากันตรงๆ แล้วการเดินเรื่องมันอาจจะยังไม่เด็ดแบบเต็มๆ แต่หนังได้รับพลังอย่างมหาศาลจากหลายๆ องค์ประกอบครับ

อย่างแรกคือการแสดงที่แสนสดใสของ Miwa ซึ่งตัวจริงเธอเป็นนักร้องอยู่แล้วครับ ในเรื่องนี้เธอก็มารับบทเป็นเด็กสาวผู้รักการร้องเพลง ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจหากเสียงเธอจะใสนิ้งและน่าฟังแบบสุดๆ

เธอถ่ายทอดความน่ารักในบทของอาโออิได้อย่างน่าปรบมือครับ คืออันนี้พูดตรงๆ เลยว่าจริงๆ เธอไม่ได้สวยแบบหวานๆ ถ้าจะว่าถึงความสวยแล้ว Erina Mano ที่แสดงเป็นเพื่อนของเธอดูสวยหวานขาวโดดเด่นกว่ากันเยอะ แต่ Miwa ก็สามารถฉายเสน่ห์ความน่ารักในแบบของเธอได้ตลอด จนเรายอมรับด้วยใจเลยว่า “เรื่องนี้ เธอคือนางเอกตัวจริง”

พลังอย่างที่ 2 คือเพลงครับ บอกได้เลยว่าเพราะมาก ไพเราะทุกเพลง ท่วงทำนองของแต่ละเพลงสามารถบิ้วอารมณ์เราให้ซึ้งไปกับหนังได้อย่างดี ยิ่ง 2 เพลงสุดท้ายนี่ถ้าใครอินๆ หน่อยก็น่าจะน้ำตาไหลกันไปเลยล่ะ ซึ่งอันนี้ก็ต้องชม Miwa ด้วยครับ เพราะน้ำเสียงใสๆ ของเธอก็คือสิ่งที่บ่งบอกอารมณ์เพลง จนเราอดไม่ได้ที่จะอินตาม

อย่างที่ 3 ที่ผมชอบคือโทนสีครับ หนังแอบเล่นโทนสีอยู่เป็นระยะ อย่างชุดที่อาโออิใส่ (สีส้มแดง) ที่ดูเด่นจับตา ตัดกับสีของฉากหลัง หรือยามที่ริคุไปนั่งที่ม้านั่งตอนท้าย ก็รู้สึกได้ว่าสีของต้นหญ้ามันมีดูเรืองรองเด่นขึ้นมา ซึ่งอะไรเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้คือองค์ประกอบเล็กๆ ที่เพิ่มความสวยให้กับหนังได้ไม่น้อยเลย

ส่วนเรื่องราวจริงๆ ก็พอเดาได้น่ะครับ ถ้าไม่จบแบบ Happy ก็จบแบบ Sad มันพอจะเดาทรงได้ ซึ่งบทสรุปของหนังก็ทำได้น่าประทับใจอยู่ เพียงแต่การเล่าเรื่องระหว่างทางมันออกจะเรื่อยๆ ในบางขณะ จุดโฟกัสมันยังไม่ชัดแบบเต็มๆ อารมณ์เลยอาจจะสะเปะสะปะอยู่บ้าง

ดังนั้นถ้าว่ากันที่การเล่าเรื่องเพียวๆ แล้ว ก็ถือว่าโอเค แต่ยังไม่เด่นนัก แต่ยังดีครับที่ Miwa แสดงได้ดีมาก แล้วก็มีเพลงมาบิ้วอารมณ์ไปสู่ทิศทางที่หนังต้องการจะพาเราไป มันเลยทำให้หนังยังสามารถสร้างความประทับใจให้เราได้ในระดับหนึ่ง ส่วนการแสดงของ Sakaguchi ก็ถือว่าโอเคครับ เพียงแต่อาจจะไม่เด่นเท่า Miwa

โดยรวมแล้วหนังมีดีที่เพลงประกอบและการแสดงของ Miwa ครับ หรือหากมองในแง่ของเนื้อเรื่องก็ถือว่าดี เพียงแต่การเล่าเรื่องยังไม่จับใจแบบเต็มร้อย จนมาได้เพลงนี่แหละที่บิ้วจนอารมณ์เรามาได้ ดังนั้นโดยรวมแล้ว ก็ถือเป็นหนังรักอีกเรื่องที่ควรค่าแก่การรับชมครับ (จริงๆ แค่ฟังเพลงก็คุ้มสุดๆ แล้วล่ะครับ)

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

 

Advertisements