รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

K-PAX (2001) เค-แพ็กซ์

1366304882

ความเป็นจริง กับ จินตนาการ มีเส้นแบ่งเล็กๆ ที่ชื่อว่า “ความเป็นไปได้” คอยกั้นแยกอย่างบางๆ อยู่

หลายครั้งที่จินตนาการข้ามเส้นแบ่งแห่งความเป็นไปได้ แล้วสำแดงตัวออกมา กลายเป็นความจริง (เช่นสารพัดสิ่งประดิษฐ์อีกทั้งหลากหลายทฤษฎีของมนุษย์ที่พิสูจน์จนได้ความจริง) แต่ก็มีอีกหลายสิ่ง หลายสถานการณ์ครับที่ “ความเป็นจริง” กับ “จินตนาการ” ยังมีฐานะที่ก้ำกึ่ง มีทั้งประเด็นสนับสนุนและหักล้างซึ่งกันและกัน ทำให้ “ความเป็นไปได้” ยังทำหน้าที่ของมันต่อไป

แต่ทีนี้ “ความเป็นไปได้” ก็อาจหมดความสำคัญลง หากสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในหัวของเราที่มีชื่อว่า “ความเชื่อ” มันทำงานขึ้นมา

ถ้าเราเชื่อในเรื่องไหน แม้ว่ามันจะยังไม่ได้รับการพิสูจน์ก็ตาม เจ้า “ความเป็นไปได้” ก็จะจางหายไป และเราจะสรุปเสร็จในหัวว่าสิ่งนั้นต้องมีจริง เช่นผีสาง มนุษย์ต่างดาว หรือสัตว์ประหลาดใต้ทะเลลึก และในทางกลับกัน หากเรา “ไม่เชื่อ” เราก็อาจปฏิเสธข้อเท็จจริงทั้งหมด และตั้งข้อสรุปว่า “มันไม่มีจริง” โดยไม่รอการพิสูจน์ที่เป็นทางการให้เสียเวลา

ในมุมนี้ อาจมองได้ว่า “ความเชื่อ” มีพลังอำนาจชนะทุกอย่างได้ไม่ว่าความจริง (ที่ยังสรุปไม่ได้) จะเป็นยังไงก็เถอะ

และ “ความเชื่อ” มีผลสำคัญมากสำหรับหนังเรื่องนี้ครับ…

ดร. มาร์ค พาวเวลล์ (Jeff Bridges) นักจิตวิทยาคลินิกผู้มากความสามารถได้พบกับ พร็อท (Kevin Spacey) ชายผู้อ้างตนว่าเป็นมนุษย์ต่างดาวมาจาก K-PAX ดาวอันไกลโพ้น แน่นอนว่าเขาต้องถูกมองว่าเป็นคนบ้าไม่เต็มเต็งอีกคนหนึ่ง แต่ยิ่ง ดร. พาวเวลล์ได้พูดคุยกับเขามากเท่าไร ความไม่แน่ใจก็เริ่มเพิ่มขึ้น เพราะหลายคำตอบที่พร็อทตอบมานั้นมันชวนฉงน มันชวนมองได้ว่าเขาเป็นคนมีสติและเหตุผลมากคนหนึ่ง

ในเวลาต่อมา พร็อทประกาศว่าเขาจะเดินทางกลับดาว K-PAX ในวันที่ 27 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ และเมื่อนั้นทุกึคนจะเชื่อเองว่าเขาคือมนุษย์ต่างดาวจริงๆ… แล้วเมื่อวันนั้นมาถึงจะเกิดอะไรขึ้น ลองไปชมต่อกันได้นะครับ

เป็นหนังอีกเรื่องที่ทำได้น่าติดตามครับ พลังสำคัญของหนังอย่างแรกคือ 2 ดารานำระดับพระกาฬอย่าง Bridges และ Spacey ที่เฉือนฝีมือกันตลอดเรื่อง อย่าง Spacey นั้นเฉียบอยู่แล้วครับ การแสดงออกทางสีหน้าแววตานี่เป๊ะมาก บ่งบอกอารมณ์ได้ตลอดว่าตอนไหนหงุดหงิด ตอนไหนไร้เดียงสา ตอนไหนอยากรู้อยากเห็น แต่ที่ผมชอบมากๆ คือการแสดงออกที่ทำให้เราไม่กล้าฟังธงว่าตกลงพี่แกบ้าหรือไม่ เป็นต่างดาวจริงหรือเปล่า เพราะระดับการแสดงออกของเขามันชวนให้คิดได้ทั้งสองด้านจริงๆ อันนี้คารวะเลยครับว่าแน่มากๆ

ส่วน Bridges ก็ดูภูมิฐานบทนักจิตวิทยาที่เชื่อในเหตุผล แต่พอถึงช่วงไหนที่เขาเกิดคำถาม ช่วงไหนที่ความมั่นใจถูกสั่นคลอน ท่าทางของเขาจะดูอ่อนลง ไม่ขรึมไม่เข้ม แต่จะกลายเป็นเหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่ชอบสังเกตและประมวลผลสิ่งที่เกิดขึ้น ครุ่นคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้ยินจากพร็อท ขานี้ก็แสดงได้เป็นธรรมชาติมากๆ เหมือนกัน

แต่สิ่งที่ต้องตระหนักก่อนดูคือ นี่เป็นหนังแนวไซไฟผสมจิตวิทยาและดราม่าครับ ดังนั้นหนังทั้งเรื่องจะขับเคลื่อนด้วยบทสนทนาเป็นหลัก บทพูดชวนให้คิด ปมปริศนาในวาจาที่ชวนให้เราสงสัย ซึ่งไม่เหมาะสำหรับคนที่แพ้หนังพูดเยอะและคิดเยอะครับ ส่วน Effect นี่แทบไม่มีเลยครับ

หนังสร้างจากนิยายของ Gene Brewer แล้ว Charles Leavitt แห่ง The Mighty (หนังวัยรุ่นเพื่อนซี้ที่แสนอบอุ่น) มาดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์อีกที ด้วยความเยี่ยมของบทหนังเรื่องนี้ทำให้ต่อมาเขาก็ได้ไปเขียนบท Blood Diamond และตอนนี้ล่าสุดพี่ท่านก็ได้ไปแปลงบท Warcraft ฉบับหนังใหญ่อยู่ครับ เรียกว่าอานิสงส์จากหนังเรื่องนี้ก็ดีไม่ใช่เล่น

ส่วนผู้กำกับก็คือ Iain Softley ที่หลังจากหนังเรื่องนี้ดัง พี่แกก็ไปทำหนัง “ว่าด้วยความเชื่อ” ในอีกแบบหนึ่ง กับ The Skeleton Key ซึ่งลีลาการเดินเรื่องแบบทิ้งปมให้เราติดตามและ “คิด” ตาม อีกทั้งการเล่าเนื้อหาแบบ “แอบฝังความเชื่อ” ใส่ลงในหัวคนดูนั้นก็เริ่มฉายแววให้เห็นตั้งแต่เรื่องนี้แล้วครับ

หนังฉลาดที่ทำให้คนดูไม่แน่ใจได้ทั้งเรื่องว่าพร็อทคือต่างดาวจริงไหม ในบางขณะเราจะได้หลักฐานที่สนับสนุนว่าเขาเป็นต่างดาวแน่ๆ แต่ในฉากถัดมาคุณก็จะได้เห็นแนวคิดหักล้างตามมาติดๆ หนังทั้งเรื่องจึงคุมคนดูให้คิดตามและติดตามได้อย่างอยู่หมัดครับ อีกทั้งยังเล่นกับความสงสัยของคนดูอย่างได้ผลอีกด้วย

จุดเสียเล็กๆ ของหนังคือความยาวที่มากไปนิด (ประมาณ 2 ชั่วโมงน่ะครับ จริงๆ ถ้าลดลงสัก 10 นาทีหนังน่าจะกระชับขึ้น) แต่ก็ยังดีที่หนังทิ้งปมให้ตามได้สำเร็จ และยังได้ดนตรีดีๆ โดย Edward Shearmur มาเสริมอารมณ์ขลังสไตล์หนังไซไฟดราม่าได้อย่างพอดีครับ

สำหรับตอนจบบทสรุปของหนังเรื่องนี้นั้น… ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ผมจะพิมพ์ต่อไปนี้ถือว่าสปอยล์สำหรับบางท่านหรือไม่ ดังนั้นขอผมเล่นเพลย์เซฟ ใส่คำว่า “ระวังสปอยล์” ไว้ตรงนี้ก่อนแล้วกันนะครับ ถ้าไม่อยากทราบก็อย่าอ่านในส่วนตัวอักษรสีน้ำเงินก็แล้วกัน

maxresde2727fault

ผมว่าหนังเรื่องนี้มีตอนจบ 2 แบบครับ 2 แบบโดยที่ไม่ต้องถ่ายทำเพิ่ม ไม่ต้องไปดู Special Feature เพื่อดูตอนจบอีกแบบแต่อย่างใด

ตอนจบของหนังนั้น จะมีบทสรุปเช่นไร ก็ขึ้นกับว่าคุณ “เชื่อ” ในแบบไหน

ใช่ครับ อันนี้ผมนับถือทีมงานมากๆ ที่เขาสามารถเล่าเรื่องราวแล้วทำให้เราคิดได้ “เชื่อได้” ทั้งสองแบบ จะเชื่อว่าพร็อทมาจากต่างดาวจริงๆ ก็ได้ หรือจะหาเหตุผลหักล้างว่าทุกสิ่งมันเป็นแค่เรื่องบังเอิญก็ได้

เป็นหนังที่น่ารักนะครับ ไม่ปิดกั้นความคิดคนดู แต่เปิดโอกาสให้เรากลับไปคิดเอาเองว่าความจริงเป็นเช่นไร

ซึ่งอะไรแบบนี้ก็เหมือนชีวิตจริงของคนอยู่เหมือนกันนะครับ เราอาจไม่รู้แบบจริงแท้แน่นอนหรอกว่า “อะไรเป็นอะไร” แต่เราจะใช้ความเชื่อที่เรามีไปสรุปเรื่องต่างๆ ต่อจุดที่หาย เสริมสิ่งที่ขาด แล้วสรุปสำนวนในแบบของเราเอง

แล้วผมเห็นตอนจบแบบไหนน่ะเหรอครับ… ผมเห็นแบบที่ 3 ครับ… เห็นทั้ง 2 มุมพร้อมๆ กัน

เป็นหนึ่งหนัง หนึ่งตอนจบ แต่เห็นมันทั้ง 2 ด้าน เห็นตอนจบที่เป็นเหมือนคู่ขนาน แต่เป็นคู่ขนานที่ไม่ได้ขัดแย้ง ทว่ามันเคียงคู่ไปด้วยกัน

เป็นหนังที่ชวนให้เราคิดถึงคำสำคัญอย่าง “ความเป็นไปได้” และ “ความเชื่อ” ในหลากแง่ครับ และชวนให้เรามองโลกให้รอบด้าน หลายมุม เปิดกว้างทางความคิด น้อมรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาศึกษาพิจารณาเพื่อที่เราจะได้เข้าใจชีวิต เข้าใจสรรพสิ่ง และเข้าใจโลกได้มากขึ้น

สนุกในแง่บันเทิง น่าติดตามในแง่สาระ และคุ้มในแง่ชี้ชวนให้เราทบทวนสิ่งต่างๆ อย่างรอบด้านที่สุด

เพราะความจริงอันจริงแท้อาจมีเพียงหนึ่งเดียว แต่ความจริงในระดับความคิดของคนอาจมีหลายอันก็ได้

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements