รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

From the Land of the Moon (2016) คลั่งเพราะรัก

26677838_1892024437495015_4339580189798735620_o

ทำอย่างไรชีวิตเราถึงจะมีความสุข? ผมเชื่อว่าคำตอบมีได้หลายแนวทาง บางคนบอกว่าแค่พอใจกับสิ่งที่มีอยู่ก็สุขแล้ว หรือบางคนก็อาจบอกว่า เราต้องไปให้ถึงฝัน คว้าให้ได้ในสิ่งที่เราต้องการ แล้วเมื่อนั้นเราจึงจะเป็นสุข

ถ้าจะคุยเรื่องแบบนี้แล้วถกคำถามกันก็คงยาวล่ะครับ เพราะถ้านึกจะคิดมันก็คิดไปได้เยอะ คำตอบก็แตกกระสานกันไป ดีไม่ดีอาจมีคนถามขึ้นมาอีกว่า “ความสุขคืออะไร? นิยามอย่างไร? มีจริงหรือไม่? นิยามแบบมนุษย์สามารถครอบคลุมทุกนิยามได้ไหม?

การดูหนังเรื่องนี้ทำให้ผมคิดขึ้นมาว่า โลกนี้มีนิยามความสุขและหนทางไปสู่ความสุขมากมาย คนเราคิดต่าง วิถีต่าง ชีวิตต่าง สิ่งแวดล้อมต่าง ถูกสอนมาต่าง ฯลฯ บางอย่างก็ไปกันได้ แต่บางอย่างดูจะขัดกันอยู่ แล้วอะไรล่ะที่เราจะสามารถยึดถือมาใช้งานได้ อะไรล่ะที่เราจะสามารถนำมาเป็นแกนแก่นสำหรับการดำเนินชีวิต

ในมุมมองของผม มันคงขึ้นกับบริบทและปัจจัยต่างๆ บางนิยาม บางหลักคิดสามารถใช้ได้กับบริบทหนึ่ง แต่อาจไม่เหมาะกับอีกบริบทหนึ่ง ซึ่งมันอาจจะยากตรงที่ว่า เราจะรู้ได้ยังไงว่าบริบทนั้นเหมาะกับหลักคิดแบบไหน บางทีเราก็ต้องลองผิดลองถูก ให้ประสบการณ์เป็นตัวช่วยสอนเรา ช่วยชี้นำแนวทางให้กับเรา

และสิ่งที่เราต้องยอมรับก็คือ การตัดสินใจผิดหรือการมองที่ผิดนั้น มันอยู่มีจริงครับ ซึ่งเราก็สามารถเยียวยาตนเองได้ว่า “ณ ตอนนั้นเราทำดีที่สุดแล้วล่ะ” ซึ่งมันก็ดีกว่าจะไปโทษตัวเองซ้ำซ้อน แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น เราต้องกล้าหันไปพิจารณาความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เพื่อให้มันเป็นครูสอนเรา เราจะได้ไม่ทำพลาดแบบนั้นอีก

คนบางคนดำเนินชีวิตไปตามความคาดหวัง ตามความฝัน เชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาไขว่คว้านั้นจะนำความสุขอันเลิศล้ำมาให้ แต่ความจริงแล้ว ณ ปัจจุบันของพวกเขามันอาจเป็นชีวิตที่ดีอยู่แล้วก็ได้ ทว่าเขากลับไม่ได้มองสิ่งที่มี เอาแต่เพ่งมองสิ่งที่ตนไม่มี จนต้องบังเกิดความทุกข์เพราะการเพ่งมองนั้น

From the Land of the Moon เล่าถึงชีวิตของกาเบรียล (Marion Cotillard) หญิงสาวที่แต่งงานอยู่กินกับโชเซ่ (Alex Brendemühl) ชายซึ่งดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้รักเขา ไม่ว่าเขาจะทำดีต่อเธอแค่ไหน และเลี้ยงลูกชายของพวกเขาด้วยความรักแค่ไหนก็ตาม

ในวันหนึ่งขณะที่พวกเขากำลังเดินทางจะพาลูกไปแข่งเปียโน กาเบรียลได้ผ่านสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งทำให้เธอตัดสินใจขอลงตรงนั้น แล้วบอกให้สามีกับลูกล่วงหน้าไปแข่งดนตรีกันก่อน แล้วเธอจะรีบตามไป… สถานที่แห่งนั้น คือบ้านของชายอีกคนที่เธอเฝ้าฝันถึง…

นี่คือหนังรักสามเส้าครับ นางเอกแต่งกับชายคนหนึ่งที่แม่หาให้ แต่จริงๆ ใจยังถวิลหาชายอีกคน ซึ่งเรื่องราวของเธอก็สะท้อนให้เราเห็นถึงสิ่งที่ผมบรรยายไปข้างต้นของบทความ แม้หนังอาจจะออกแนวน้ำเน่า แต่มันก็ทำให้เราย้อนมาพิจารณานิยามความสุขและการตามหาความสุขของตัวเราเองได้

ว่าตามจริงช่วงต้นๆ ผมต้องใช้ความอดทนในการดูพอสมควร เพราะหนังเดินเรื่องแบบเนิ่บๆ เล่ามิติตัวละครทีละนิด แต่ยังดีที่ฝีมือการแสดงของ Cotillard ไว้ใจได้ เธอถ่ายทอดบทของผู้หญิงที่มีความบอบช้ำ-ชำรุดทางจิตใจได้อย่างดี บางวาระเราอาจจะแอบรำคาญบ้าง แต่โดยรวมแล้วหนังทำให้เรารู้สึกสงสารในสิ่งที่เธอเป็น และเราจะก็เข้าใจเธอมากขึ้นๆ ซึ่งจะว่าไปผลลัพธ์ที่เธิเป็นก็เกิดขึ้นเพราะสิ่งที่เธอเจอ ส่วนสำคัญก็เกิดจากการเลี้ยงดูที่เธอได้รับ

ผมชอบฉากหนึ่งมากๆ ครับ คือตอนที่แม่ของกาเบรียลสังเกตว่ากาเบรียลไม่ค่อยจะสนใจลูกของตัวเองสักไหร่ เธอเลยคุยกับโชเซ่ว่า “กาเบรียลดูไม่ค่อยรักลูกเท่าไรนะ” ทีนี้โชเซ่ก็ตอบไปแบบตรงๆ ว่า “ก็คงเพราะกาเบรียลเขาโตมาแบบนั้นน่ะครับ” ซึ่งผมแอบสะใจนะ มันคือคำตอบที่เสยคางเข้ายอดหน้าคุณแม่ของกาเบรียลแบบเต็มๆ (แล้วหลังจากนั้นพอโชเซ่ถามว่า “คุณแม่จะค้างที่นี่ไหม” แม่ก็ตอบในทันใดว่า “ฉันจะกลับบ้าน” 555)

อีกคนที่ต้องยกนิ้วให้คือ Brendemühl ที่ถ่ายทอบบทโชเซ่ได้แบบยอดเยี่ยม คือไม่ต้องทำอะไรมากก็ถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกได้อย่างดี ผมชอบฉากที่ฉากโชเซ่กอดประคองกาเบรียลขึ้นจากน้ำ มันเป็นอะไรที่สะท้อนความจริงที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างกาเบรียลและโชเซ่ได้ดีจริงๆ

โดยรวมแล้วหนังอาจไม่ได้สุดยอด แต่ทำออกมาได้ดีครับ ทว่าหากใครไม่ชอบหนังดราม่าเดินเรื่องเรื่อยๆ แล้ว หนังก็อาจไม่แนวสำหรับท่าน เพราะมันไม่ได้มีอะไรหวือหวา มันคือการจับเอาชีวิตสามเส้ามาบอกเล่าแบบเน้นอารมณ์เป็นหลัก และผมยังมีจุดชอบอีกอย่างคือ ตอนไคลแม็กซ์น่ะครับ เมื่อเรื่องราวมันได้รับการเฉลย ผมว่ามันเป็นอะไรที่เจ๋งดี และยิ่งสะท้อนประเด็น “การอยู่กับความฝัน-การอยู่กับความจริง” ได้ดีอีกด้วย

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

 

Advertisements