รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

In & Out (1997) อย่าบ้าน่า… แฟนใครหว่า

The Bullet Bar's MOVIE MADNESS Presents A GAY PRIDE CELEBRATION

ชีวิตคุณเคยโดนป่วนด้วยข่าวลือ โดนพูดพาดพิงแบบไม่มีมูลบ้างไหมครับ

อยากบอกว่ากระผ้มนี้เคยโดนมาแล้วครับ และโดนเหมือนพระเอกหนังเรื่องนี้พอดี… โดนหาว่าเป็นเกย์น่ะ!

จริงๆ ครับ เป็นเรื่องอำเรื่องแซวที่ผมโดนเมื่อตอนเรียนมหาลัย ก็ไม่รู้ว่าข่าวลือมันเต้ามาจากไหนน่ะนะครับ รู้แต่ว่าประมาณปีสองใครต่อใครก็รุมเรียกว่าผมเป็นเกย์ไปซะแล้ว ก็นั่งไม่เข้าใจถึงทุกวันนี้ว่าเราก็ออกอาการชอบอิสตรีแทบจะ 24 ชั่วโมง (จนนามปากกาหมื่นทิพของผมแทบจะโดนเปลี่ยนเป็นหื่นทิพ) แล้วมันลือมาจากหลืบไหนของวันกันละเนี่ย

นึกไปนึกมา ก็อาจเพราะตอนผมทำหน้าที่เป็นผู้กำกับละครที่ต้องแสดงตอนไปรับน้องหรือตอนไปบายเนียร์ ผมมักจะนั่งปั่นเป็นละครตลกที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเกย์ๆ ล่ะมั้งครับ ก็เลยโดนมองว่าท่าจะเป็นมาตั้งแต่นั้น (ทำตัวเองนั่นแหละครับ ฮ่าๆๆ)

บางครั้งการแสดงออกของเรา มันก็ชี้ชวนให้คนตีความไปได้เยอะเหมือนกันนะครับ อย่างพ่อพระเอกเฮาเวิร์ด แบร็กเกตต์ (Kevin Kline) ในหนังเรื่องนี้เป็นต้น

ไอเดียบทหนังเรื่องนี้นั้น อิงมาจากเหตุการณ์จริงตอนที่ Tom Hanks เอ่ยปากขอบคุณใครต่อใครตอนได้รับรางวัลออสการ์จากบททนายที่เป็นเกย์จากหนังเรื่อง Philadelphia ซึ่งก็มีการขอบคุณครูที่เป็นเกย์ของเขาด้วย และ Paul Rudnick คนเขียนบทก็เลยจับเอาเรื่องนี้มาสานต่อเป็น In & Out นี่แหละครับ

ตัวเอกของเรื่องคือ เฮาเวิร์ด แบร็กเกตต์ คุณครูจอมเนี๊ยบ เจ้าสำอางค์ที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับ เอมิลี่ มอนท์โกโมรี่ (Joan Cusack) ครูสาวที่คบหากันมานาน ชีวิตการเป็นครูของเขาก็แสนสบายครับ นักเรียนต่างก็รักและเคารพ อะไรๆ ก็ดีไปหมด

จนกระทั่งคืนประกาศผลออสการ์ประจำปี ที่ลูกศิษย์ของเขา คาเมรอน เดร็ก (Matt Dillon) ได้เข้าชิงสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมด้วย (ซึ่งเป็นบททหารที่เป็นเกย์ครับ) และปรากฏว่าเขาได้รางวัลครับ และในการกล่าวคำขอบคุณ เขาก็พูดถึงครูเฮาเวิร์ดด้วย ตอนแรกเฮาเวิร์ดก็ดีใจล่ะครับที่ลูกศิษย์ไม่ลืมเขา แต่พอประโยคถัดจากนั้นเรื่องวุ่นก็เกิดทันที เพราะคาเมรอนดันบอกว่า คุณครูเฮาเวิร์ดเป็นเกย์….

เท่านั้นล่ะครับ ทั้งเมืองพุ่งเป้ามาที่เฮาเวิร์ดทันที ว่าเป็นเกย์จริงเหรอ ซึ่งเขาก็ปฏิเสธอุตลุดครับ แต่ยิ่งบอกว่า “ไม่” ใครต่อใครก็ยิ่งเห็นว่า “ใช่” และมานั่งสังเกตสังกาเขาทุกอิริยาบถ จับผิดว่าเป็นเกย์จริงหรือไม่ ซ้ำยังมีนักข่าวหัวเห็ดที่กัดไม่ปล่อยอย่าง ปีเตอร์ มัลลอย (Tom Selleck) มาคอยเกาะติดด้วย เฮ่อ ดูแล้วสงสารเฮาเวิร์ดเลยครับ เพราะแฟนสาวอย่างเอมิลี่ก็สับสน ชาวเมืองที่หัวโบราณก็แอนตี้เขา ยิ่งคณะครูก็ยังมาพิจารณาความเหมาะสมในการเป็นอาจารย์ของเขาอีก… เรื่องจะจบลงตรงไหนกันเนี่ย

เป็นอีกหนึ่งหนังฮาที่อร่อยอย่างยิ่งครับ ดูเอาบันเทิงก็ได้ เอาฮายิ่งได้ และได้เยอะซะด้วย อีกอย่างหนังไม่ได้ฮาสัปดนแต่อย่างใดนะครับ มันฮาแบบน่ารักอ้ะ ยกนิ้วให้ Rudnick เลยครับที่เขียนเรื่องออกมาได้สนุกแบบนี้ แล้วก็ลีลากำกับของ Frank Oz (Little Shop of Horrors, Dirty Rotten Scoundrels และ What About Bob?) ที่ช่วยกันปรุงหนังออกมาดูสบายๆ เพลินสุดๆ

หนังอาจลงสูตรสำเร็จสำหรับหนังตลกนะครับ ประมาณว่ากำหนดเรื่องวุ่นๆ โยนลงไป แล้วก็ให้ตัวเอกต้องปั่นป่วน ทำอะไรเพี้ยนๆ เพื่อแก้ไข แต่ยิ่งแก้ก็ยิ่งไปกันใหญ่ แม้จะเดาได้แต่ฮาตลอด ที่เด็ดมากก็คือสารพัดดาราในเรื่องล่ะครับที่สร้างเสียงฮาได้สม่ำเสมอ ตั้งแต่ Kline ที่ดูๆ ไปก็น่าสงสัยจริงๆ ล่ะครับ เพราะพฤติกรรมพี่ท่านมันเนี๊ยบ มันออกแนวนั้นจริงๆ ผมก็ยังนึกไม่ออกล่ะครับว่าใครจะเหมาะบทผู้ชายน่ารักๆ แบบนี้ไปมากกว่าเขา

5555 ผมเพิ่งย่องไปที่ Youtube ไปหาคลิปฉากฮาๆ ในหนังเรื่องนี้มาน่ะครับ เป็นฉากที่เฮาเวิร์ดลองเปิดเทปเพื่อทดสอบความเป็นชายชาตรีของเขา เป็นหนึ่งในฉากที่ฮาโคตรๆ ลองดูกันได้ครับ

v1.bjs1ODMxNzk7ajsxNzY5MTsxMjAwOzEyODA7NzE5

ดาราร่วมจออย่าง Cusack ก็เสริมความฮาได้เยอะครับ ไหนจะ Wilford Brimley และ Debbie Reynolds ในบทพ่อแม่ของเฮาเวิร์ดที่น่ารักตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าลูกจะเป็นเกย์หรือไม่ พวกเขาก็ยังหมั่นให้กำลังใจลูกไม่เปลี่ยนแปลง พ่อแม่แบบนี้ไม่รักไม่ได้ล่ะครับ

Bob Newhart ก็ฮาพอกันในบทครูใหญ่ที่ทำตัวไม่ถูกเลยตอนได้ยินข่าวว่าเฮาเวิร์ดเป็นเกย์ และพอต้องเผชิญหน้าหลังได้ยินข่าวก็ไม่กล้าเข้าใกล้เฮาเวิร์ดอีก ตัวละครตัวนี้ก็เป็นตัวแทนของคนอีกมากมายในโลกที่มองเห็นเพศที่สามว่าเป็นสิ่งแปลกประหลาดน่ะครับ

แต่รายที่ฮาสุดต้องนี่เลยครับ Selleck นึกว่าจะมาแบบเรื่อยๆ ที่ไหนได้ มีฉากขโมยซีนตูมเบ่อเริ่ม (ต้องไปดูเองครับ) ไม่นึกเหมือนกันว่าแกจะกล้าเล่นได้ขนาดนี้ ฉากที่ว่านี่ก็ฮาพอกันครับ และยังเป็นฉากหักเหสำคัญของเรื่องด้วย

หนังก็ชี้ชวนให้เราเห็นพลังแห่งข่าวลือล่ะครับ การลือนั้นไม่ว่าจะมีมูลหรือไม่ แต่ถ้ามันเป็นประเด็นร้อนทำนองนี้ล่ะเป็นอันได้ลือยาว และคนส่วนมากจะปักใจเชื่อซะด้วย อย่างในเรื่องน่ะครับ ชาวเมืองและลูกศิษย์ของเฮาเวิร์ดหลายคนพากันจ้องจับผิดเขาไปหมด จากพฤติกรรมเดิมๆ ที่เขาทำประจำ ก็กลายเป็นพฤติกรรมที่ตีความไปทาง “เกย์” ได้หมดเลย

หลักการรับรู้ของคนกับทฤษฎี Halo Effect นี่ใช้ได้จริงๆ ครับ ถ้ามีข่าวลือมากระตุ้นความสนใจ คนก็พร้อมจะเชื่อในสิ่งที่ตนเชื่ออยู่แล้วน่ะครับ และถ้าคนส่วนมากเชื่อ พลังกลุ่มก็จะดึงให้คนที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกลายเป็นพวกเชื่อเต็มฟัดได้ไม่ยาก

ดูแล้วเราก็ต้องเป็นคนรู้ทันนะครับ อย่าหลงคำลือง่ายๆ ให้มองกลางๆ เอาไว้จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อกระแสคำลือ

(อ้ะ อ้ะ มีสปอยล์หน่อยๆ ในส่วนที่อยู่ในดอกจันทร์นี้นะครับ ไม่อยากทราบข้ามไป)

*************************

แม้ในตอนท้าย หนังจะสรุปว่าเฮาเวิร์ดเป็นเกย์จริงๆ แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้ครับว่าแกเป็นเพราะเป็นจริงๆ หรือเป็นเพราะสิ่งแวดล้อม เพราะสถานการณ์มันพาไปกันแน่

ในมุมหนึ่ง สิ่งแวดล้อม อาจทำให้เขาฉุกคิด ตระหนักรู้ และสังเกตตนเองว่าเป็นเกย์จริง

แต่ในมุมหนึ่ง กระแส พลังกลุ่ม การเตรียมการรับรู้อาจชักนำความคิดของเขาให้สรุปผลว่า “อ้าว ถ้าเราเป็นแบบนี้ๆ เราก็เป็นเกย์นี่หว่า” เพราะหัวมันเชื่อไปแล้วไงครับ ว่าถ้าเราเนี๊ยบ ชอบเพลงไดอาน่า รอสส์ ชอบหนัง Funny Lady ชอบบทกวี มันย่อมแปลว่าเราเป็นเกย์ เจ้าตรรกะเหล่านี้มีผลต่อความเชื่อมั่นในตัวเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ใจเชื่อ หัวเชื่อ มันก็มีส่วนให้เราเป็นอย่างนั้นเช่นกัน You are what You Think ไงล่ะครับ

ไม่ว่าจะอย่างไร ใครจะว่าเช่นไรกับเราก็ตามนะครับ ขอให้เรามองตนเองให้ชัด อย่าคิดว่าเราเป็นอะไรเพียงเพราะคนอื่นพูดว่าเราเป็นเช่นนั้น หรือเราต้องเป็นเช่นนั้นแน่ๆ ขอให้มองที่ตัวเอง เข้าใจตนเอง ให้เวลาตนเองได้ตกผลึกตัวตนของเราสักหน่อย แล้วค่อยว่ากัน

เราจะเป็นอะไรก็ได้ครับ แต่จุดสำคัญคือว่าเรามีความสุขกับมันหรือไม่ นี่แหละที่ไม่ควรลืมคิดถึง

*************************

Kevin-Kline-as-Howard-Brackett-in-In-Out-kevin-kline-23737297-1360-768

ไม่ว่าจะมุมไหม หนังก็น่ารักครับ และยังสะท้อนมุมมองที่คนทั่วไปมีต่อเพศที่สามด้วย ว่าคนส่วนมากก็ยังมองคนกลุ่มนี้ว่าแตกต่างแปลกแยกอยู่

ทว่านะครับ จะเกย์ หญิง ชาย ทอม อะไรก็ตาม ประเด็นสำคัญมันคือ ความเป็นคนดี มีน้ำใจ ทำสิ่งดีๆ ประพฤติตัวเหมาะสม และเป็นประโยชน์ต่อสังคม มันก็ไม่เห็นจะเป็นปัญหาที่ตรงไหนเลยจริงไหมครับ

การที่เราต้านเกย์ ตั้งกำแพง ไม่ยอมคบหา ไม่ยอมรับเพศที่สามอาจทำให้เราพลาดโอกาสบางอย่าง ไม่ว่าจะการทำความเข้าใจเขา ไม่ได้แลกเปลี่ยนมุมมองใหม่ๆ มุมมองสร้างสรรค์ที่พวกเขามี เราอาจพลาดองศาใหม่แห่งการมองโลกไปอย่างน่าเสียดายก็ได้

ผมชอบตอนจบน่ะครับ ที่ทุกคนยอมรับ เปิดใจ หนังจึงสรุปได้อย่างน่ารักว่า “จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม แต่หากมีความเข้าใจ การเปิดใจเป็นตัวสมานแล้ว อะไรๆ ก็กลายเป็นเรื่องดีได้เสมอ”

ชอบครับ ใครยังไม่ได้ดูแนะนำให้ดูเลยครับ หนังสบายใจ ดูสนุก ฮาน่ารัก ไม่ผิดหวังแน่นอน ดนตรีโดย Marc Shaiman ก็เด็ดขาด เร้าอารมณ์ขั้นเทพเช่นเดิม ซาวน์แทร็กก็คัดมาเรียกเสียงฮาโดยเฉพาะครับ ไม่ว่าเพลงอย่าง I Will Survive และ Macho man

อ้อ เกือบลืมสรุป… ผมเปล่าเป็นเกย์ครับ

สองดาวครึ่งน่ะสิครับ ชมซะขนาดนี้

Star22

(7/10)

Advertisements