รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Before and After (1996) ใครว่าลูกเราฆ่าคน?

before-and-after-0

เด็กวัยรุ่นจำนวนไม่น้อย มีคำถามหนึ่งโผล่ขึ้นมาในสมอง ยามที่อารมณ์แปรปรวนหนักๆ หรือไม่ก็ยามที่เกิดเรื่องขัดใจกับพ่อแม่… สงสัยว่าพ่อแม่รักเราจริงหรือเปล่า?

อย่าเพิ่งมองว่าคำถามนี้เป็นเรื่องผิดหรือถูกนะครับ เพราะการตีความคำถามนี้ทันทีอาจทำให้เราพลาดเนื้อในที่สำคัญกว่าไปอย่างน่าเสียดาย

การที่เด็กมีคำถามแบบนี้ ประเด็นในใจเขามันไม่ได้อยู่ที่ว่า “พ่อแม่รักเราหรือไม่” หรอกครับ แต่มันอยู่ที่ “ใจที่กำลังสับสนของเด็ก” ต่างหาก

ถ้าเขาอยู่ในสภาวะปกติน่ะ คงไม่คิดถึงคำถามนี้ขึ้นมาหรอก และเด็กคนไหนที่มีคำถามนี้ แสดงว่าเกิดอะไรบางอย่างขึ้นในใจของเขา

เขาอาจกำลังต้องการความรัก ความเข้าใจ ความอบอุ่น

เขาอาจไม่เข้าใจในตนเอง เกิดเคว้งคว้างตามประสาวัยรุ่น จนอยากได้ใครสักคนมาเป็นหลักยึด… แต่พ่อแม่ก็ดันลืมทำหน้าที่นั้น (ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม)

เขาอาจกำลังมีปัญหาที่ไม่สามารถหาทางออกด้วยตนเองได้ และรอให้พ่อแม่หันมามอง…

อย่างจาค็อบ ไรอัน (Edward Furlong) เด็กวัยรุ่นที่ห่างเหินจากพ่อแม่ เนื่องจากพ่อแม่ก็ห่างเหินกันเอง (Liam Neeson และ Meryl Streep) จนพอจะกล่าวได้ว่าครอบครัวไรอันนั้นมีช่องว่างต่อกัน มีความไม่เข้าใจซึ่งกันและกันค่อนข้างมาก

ช่องว่างที่ว่า กว้างมากพอที่จะทำให้จาค็อบรู้สึกว่าตนเอง แม้จะมีพ่อแม่ก็เหมือนไม่มี

ช่องว่างที่ว่า กว้างมากพอที่จะทำให้เบน และ แคโรไลน์ มีชีวิตคู่ที่แห้งแล้งซึ่งความเข้าใจมากขึ้นทุกวัน

ช่องว่างนั้น ทำให้ทุกคนในครอบครัวมีคำถามเกิดขึ้นว่า ครอบครัวของเรานี้ ยังเรียกว่าครอบครัวได้อีกหรือไม่นะ…

แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ความหมายของครอบครัวก็ถูกทดสอบครับ เมื่อจาค็อบถูกกล่าวหาว่าทำการฆาตกรรมแฟนสาวของเขาเอง โดยหลักฐานทุกอย่างแทบจะยืนยันว่าจาค็อบทำจริง ทันทีที่พ่อแม่ทราบข่าว ก็เหมือนโดนใครเอาค้อนมาทุบแรงๆ ที่กลางใจ ยิ่งใครต่อใครพากันฟันธงปักใจว่าจาค็อบลงมือฆ่าแน่นอน และพากันรุมประนามลูกของพวกเขาแล้ว ใจก็ยิ่งเจ็บไปกันใหญ่

ไม่ใช่เจ็บที่โดนประนาม แต่เจ็บเพราะไม่รู้จะช่วยลูกอย่างไร ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งโทษตัวเองว่าถ้าดูแลลูกดีกว่านี้ ถ้าใส่ใจลูกกว่านี้ เหตุการณ์นี้อาจไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้

พ่อแม่ของจาค็อบ แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์กดดัน แต่สองมือของคนเป็นบุพการีก็พยายามช่วยลูกเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าการหาทนายมาช่วย การให้กำลังใจ (ที่หลายครั้งกลับจบลงด้วยการทะเลาะ) และการปกป้องลูกจากคำครหาต่างๆ

ส่วนบทสรุปจะเป็นอย่างไร จาค็อบทำจริงไหม ก็ติดตามหาคำตอบในหนังกันได้นะครับ

ตัวหนังนั้นอาจไม่ได้ระทึก เร้าใจ หรือซ่อนปม ประเภทหักมุมตามล่าฆาตกรนี่ไม่ใช่เลยครับ แต่เป็นหนังที่เปิดโจทย์มาว่า เมื่อครอบครัวที่ขาดความอบอุ่น เมื่อพ่อแม่ที่ห่างเหินกับลูก ต้องมาเผชิญกับเรื่องแบบนี้ แต่ละคนจะทำอย่างไรกันบ้าง

เป็นหนังที่มองคำถามสองข้อให้ผู้คนเก็บไปคิดหลังดูจบ คำถามแรกคือ ถ้าเป็นคุณ คุณจะทำอย่างไรให้ครอบครัวผ่านพ้นเหตุนี้ไปได้

และคำถามที่สองคือ ถ้าเป็นคุณ… คุณจะทำให้เรื่องแบบนี้ไม่เกิดกับครอบครัวได้หรือไม่

คำถามที่สองถือเป็นคำถามที่น่าคิดและตั้งไว้เพื่อให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ได้ตระหนักเป็นอุทธาหรณ์ เพราะหนังเรื่องนี้ก็สื่อเป็นนัยๆ สอนคนดูอยู่แล้วว่า “ถ้าให้ดี อย่าให้เกิดคำถามแรกกับครอบครัวคุณเลยดีกว่า”

MV5BMTkyMjkxMzY1MV5BMl5BanBnXkFtZTgwNTU4OTEwMjE@._V1_SY1000_CR0,0,1585,1000_AL_

นี่แหละครับ หนังแนวที่ Barbet Schroeder แกทำได้ดี ผู้กำกับคนนี้ถนัดนักล่ะครับ กับหนังที่เน้นนำเสนอพฤติกรรมของตัวละครหลังเกิดวิกฤตการณ์ของชีวิตขึ้นมาสักเหตุการณ์หนึ่ง

หนังของเขาจะไม่เน้นเรื่องบทที่ซับซ้อน แต่จะเน้นให้คนดูค่อยๆ ซึมซับเรียนรู้ปฏิกิริยาของตัวละคร ให้คนดูได้เก็บไปคิดเป็นการบ้าน ได้เรียนรู้แนวทางการผ่านวิกฤติชีวิตผ่านภาพยนตร์ และเหนืออื่นใด จุดหมายแท้ๆ ของหนังก็คือ “สื่อให้คนดูตระหนักและป้องกันไม่ให้ปัญหานี้เกิดกับตนเอง”

หนังของเขาจึงดูไม่ยาก อาจจะเรื่อยๆ ไปนิด แม้จะไม่ลุ้นระทึก แต่ไม่ไร้แก่นสาร ดูเอาเนื้อหาก็ได้ และดาราที่มาเล่นหนังให้เขาก็มักจะมีดี ดึงความสนใจคนดูได้ตลอดรอดฝั่ง อย่างเรื่องนี้ก็ได้ดาราร้อยสำเนียงยอดฝีมืออย่าง Streep มาเป็นดร.แคโรไลน์ ไรอัน คุณแม่ที่พยายามจัดการทุกอย่างด้วยความเข้มงวดและมีระเบียบ แต่แล้วเธอก็ได้เรียนรู้ว่า ความเข้มงวดนั้นใช้ได้กับบางเรื่องเท่านั้น… บางอย่างต้องใช้ความเข้าใจ ใช้ความอ่อนโยนจึงจะจัดการได้

Neeson กับบทเบน คุณพ่อที่มีความอ่อนโยนมากกว่าคุณแม่ แต่ก็ Sensitive ไม่ใช่เล่น จะว่าไปลักษณะของเบนนั้น เขาเป็นแฟมิลี่แมนคนหนึ่งเลยล่ะครับ เพียงแต่อาจจะขาดความหนักแน่นและความมั่นใจไปบ้าง ในบางมุมเราเลยอาจเห็นเขาเป็นคนอ่อนแอเกินไป

ดูๆ แล้ว บทหนังก็ฉลาดครับ เพราะนำเอาลักษณะพ่อแม่ที่มีทั้งจุดอ่อนและจุดดีมาจับคู่กัน ซึ่งดูแล้วเป็นไปได้ ใกล้เคียงโลกแห่งความจริงที่พ่อแม่ทั้งหลายต่างก็ไม่ใช่เทวดาที่สมบูรณ์พร้อมไปซะทุกอย่าง… แบบนี้ดูไปก็ชวนให้คนดูเอาใจช่วยพ่อแม่คู่นี้โดยไม่รู้ตัว เพราะดูแล้วหลายคนอาจนึกถึงตนเอง

ชายหญิงแต่ละราย ไม่ว่าจะเก่งมาจากไหน แต่พอรับหน้าที่พ่อคนแม่คนทีไร ก็ต้องเริ่มต้นทดลองงานใหม่ด้วยกันทั้งนั้นแหละครับ

ครับ คนเล่นเป็นพ่อแม่แสดงได้ดี คนเล่นเป็นลูกก็ดีพอกัน ได้ Furlong ที่หลังจากเล่นคนเหล็ก 2 แล้วก็แทบจะหายไปเลยมารับบทเป็นเด็กมีปัญหา ซึ่งผมว่า Furlong เหมาะกับบททำนองนี้น่ะครับ เด็กโทรมนิดๆ มีปัญหาสับสนหน่อยๆ ในเรื่องเขาก็แสดงได้ดีทีเดียว

ยอมรับครับว่าสมัยดูแรกๆ ก็แอบเบื่อกับจังหวะช้าเชื่องของหนังอยู่บ้าง แต่พอมาดูเก็บรายละเอียดอีกที และทำใจรับสไตล์หนังแบบ Schroeder ที่ไม่ทำหนังหวือหวา แต่จะเน้นให้คนดูจับตาพฤติกรรม การแสดงออกของตัวละคร ค่อยๆ ซึมซับและเข้าใจ ผมก็เลยปล่อยใจให้จมตามหนังลงไปหน่อย… ก็โอเคเลยครับ หนังทำได้ดีในฐานะหนังดราม่าเรื่องหนึ่ง

และที่ชอบอีกอย่างคือฉากครับ เหตุในเรื่องเกิดตอนหน้าหนาว มีหิมะตกทั่วไปจนพื้นขาวโพลนไปหมด บรรยากาศก็เย็นยะเยือก เสริมอารมณ์หนาวและอารมณ์โดดเดี่ยวของแต่ละคนในครอบครัวไรอันได้อย่างดี

ใช่ครับ แม้จะได้ชื่อว่าเป็นครอบครัวที่ใช่นามสกุลไรอันเหมือนกัน แต่ช่วงแรกหนังสื่อให้เราเห็นเลยว่า ครอบครัวนี้ห่างกันแค่ไหน แม้จะอยู่บ้านเดียวกันแต่ก็ยังมีความรู้สึกเหงาอัดแน่นอยู่ในใจด้วยกันแทบทั้งนั้น

เหตุการณ์ร้ายในเรื่องก็ถือเป็นจุดวิกฤติที่ทำให้ครอบครัว ได้กลับมาเป็นครอบครัวจริงๆ อีกครั้ง ซึ่งมันก็เหมือนกับชีวิตจริงแหละครับ ส่วนมากความห่างเหิน ความไม่เข้าใจมักได้รับการแก้ไขเมื่อมีปัญหาเข้ามาเป็นบททดสอบ ไม่ว่าจะในกรณีคู่รักหรือครอบครัว

ปัญหา อาจไม่ใช่เรื่องดีนักยามมันเกิดขึ้นกับเรา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาคือสัญญาณเตือนภัย เป็นเหมือนหวอที่จะดังยามที่ความสัมพันธ์ในครอบครัวถึงจุดที่ต้องรีบแก้ไข

มองในแง่ดีไว้ครับ อย่างน้อยมันก็ดังเตือน ถ้าเราฟังมันและแก้ไขได้ทัน บทสรุปที่จบลงด้วยการแยกทางหรือพรากจากก็จะไม่เกิดขึ้น…

สำหรับครอบครัวไรอัน เมื่อปัญหานี้ผ่านพ้นไป แม้พวกเขาจะยังไม่ถึงกับกลับมารักกับปานจะกลืนหรือเข้าใจกันแบบเปิดปุ๊บติดปั๊บก็ตาม แต่อย่างน้อย เบน แคโรไลน์ และจาค็อบกับน้องสาว ก็ได้คุยกันมากขึ้น แลกเปลี่ยนความคิดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น และใช้เวลาร่วมกันมาขึ้น… เพียงแค่นี้ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วล่ะครับ

อันที่จริง ครอบครัวที่มีความสุข ไม่จำเป็นว่าพ่อแม่ลูกต้องเข้าใจกันหมดทุกสิ่ง ไม่ใช่ว่าต้องไม่ทะเลาะ ไม่มีปากเสียงกันเลยสักแอะจริงไหมครับ

แค่เปิดใจฟังกัน คุยกัน มีทะเลาะกันบ้างแต่รู้จักเปลี่ยนการทะเลาะให้เป็นความเข้าใจซะ… เท่านี้ก็ช่วยเสริมคำว่าครอบครัวให้แน่นแฟ้นขึ้นได้แล้วล่ะ

ดูได้ มีอะไรให้คิด กับหนังที่ไม่หนักเกินไปครับ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements