รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Men of Honor (2000) ยอดอึดประดาน้ำ เกียรติยศไม่มีวันตาย

1363450347

ผมเชื่อว่าคนรักหนังทุกคนต้องมีหนังสักเรื่อง (หรือหลายเรื่อง)ที่เอามาดูแล้วดูอีก ดูซ้ำได้โดยไม่เบื่อ อาจจะเดือนละครั้ง หรือสามเดือนครั้ง โดยที่หนังเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องที่เราชอบที่สุุด ไม่ใช่หนังที่หนึ่งในดวงใจ แต่เราก็ยังชอบเอามาดู แล้วก็มีความสุขทั้งขณะดูไปจนถึงตอน End Credits ขึ้น… และสำหรับผม Men of Honor คือหนึ่งในหนังประเภทนั้นครับ

อายุอานามของหนังเรื่องนี้ก็ประมาณ 12 ปีล่วงมาแล้ว และผมก็มั่นใจว่าผมคว้ามาดูไม่ต่ำกว่า 12 ครั้ง ครั้งล่าสุดคือเมื่อวันก่อนนี้เองครับ ความชอบและความสุขระหว่างดูก็ไม่ได้ลดลงเลย

หนังบอกเล่าเรื่องราวของ คาร์ล เบรเชียร์ (Cuba Gooding Jr.) ชายผิวดำคนแรกที่ได้เป็นนักประดาน้ำในกองทัพเรือสหรัฐ ซึ่งเขาก็ต้องฝ่าฝันอุปสรรคมากมายครับ ที่ใหญ่ที่สุดคืออุปสรรคเรื่องสีผิวที่ตอนนั้นคนผิวดำถูกจำกัดสิทธิ์อย่างน่าเกลียด ขนาดสมัครไปทำงานเป็นทหารรับใช้ชาติก็ยังโดนดูถูกและกดขี่จากเหล่าคนขาว ยศตำแหน่งมีได้อย่างมากก็แค่คนทำครัวเท่านั้น

แต่เบรเชียร์ไม่ยอมแพ้ครับ เขาพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อแสดงให้คนขาวเห็นว่าคนดำเช่นเขาก็ทำทุกอย่างได้ อีกทั้งยังทำได้ดีมีประสิทธิภาพมากกว่าคนขาวบางคนอีกด้วย

หนังสร้างจากเรื่องจริงครับ คาร์ล เบรเชียร์มีตัวตนจริงๆ และอุปสรรคที่ท่านต้องฟันฝ่านั้นก็มากมายนัก แต่ในที่สุดท่านก็ได้เป็นนายทหารระดับหัวหน้าของเหล่านักประดาน้ำ เกียรติยศของท่านยังคงได้รับการกล่าวขานมาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับตัวหนังนั้น จริงๆ มันก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบเต็มร้อยหรอกครับ อาจมีจุดพร่องบ้าง หรือเรื่องราวในบางช่วงอาจดูน้ำเน่าเกินจริงไปบ้าง แต่ด้วยของดีที่มีในหนังมันกลบจุดอ่อนไปได้เกือบหมดครับ จุดดีอย่างแรกคือการแสดงของ Gooding Jr. ที่สมบทบาทมากๆ ท่าทางของเขาก็พอดีพอเหมาะครับ เขาดูเป็นคนกล้าคนจริง แต่ก็ไม่ใช่พวกหยิ่งหรืออวดดี เขาเป็นเพียงคนที่มีดีอวดและหมายจะใช้คุณภาพที่มีในตนเองนั้นให้เกิดคุณค่าสูงสุด โดยไม่ปล่อยให้สีผิวมาขว้างกั้น

หลายฉากนี่ได้ใจผมจริงๆ ครับ อย่างตอนท้ายที่เขาต้องอดทนเพื่อให้ผ่านการทดสอบสุดท้าย (ไม่ใช่ตอนกลางนะครับ ผมหมายถึงตอนไคลแม็กซ์ที่ท้ายเรื่องเลย) ตอนนั้นพี่แกเล่นได้สมจริงมาก ดูน่าสงสาร เหงื่อกาฬแตก น้ำตาไหลเป็นสาย โอย สุดยอดมาก!

คนต่อมาที่ลืมไม่ได้ก็คือ Robert De Niro ครับ กับบทมาสเตอร์ชิฟ บิลลี่ ซันเดย์ ครูฝึกสุดโหดที่ไม่ชอบหน้าคนดำอย่างคาร์ลตั้งแต่แรก แต่เมื่อเวลาผ่านไปเขาก็กลายเป็นคนสำคัญที่ช่วยประคองคาร์ลให้ผ่านอุปสรรคทั้งหลายไปได้

บทนี้นี่ไม่ใช่ De Niro เล่นไม่ได้ครับ หน้าตาท่าทาง ความโหดที่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนจริงใจ ลุงเขาแสดงออกได้แบบถึงเครื่องดีแท้

v1.bjs3MjY5NzM7ajsxNzY5MzsxMjAwOzE5Njg7MTEwNw

ดาราสมทบรายอื่นก็เสริมความแกร่งให้หนังได้อย่างดีครับ อย่าง Charlize Theron ในบท เกวน ซันเดย์ ภรรยายังสาวของมาสเตอร์ชิฟซันเดย์ ที่บทไม่มาก แต่มาทีไรเจ๊แกแสดงเนียนจริงๆ ผมยังจำฉากที่เธออมทุกข์ในงานเลี้ยงจนน้ำตาไหล แต่มือไม้ก็พยายามทำท่าให้ปกติที่สุด นี่ก็เป็นอีกบทที่ถ้าไม่ใช่ Theron ก็คงไม่ออกมาดีขนาดนี้

นอกจากนี้ก็มี Hal Holbrook ในบท มิวเตอร์ เพพพี่ หัวหน้าของซันเดย์ที่เหยียดผิวหนักและสร้างอุปสรรคครั้งใหญ่มากๆ ให้กับเบรเชียร์, Michael Rapaport ในบทสโนว์ฮิลล์ เพื่อนแท้ผิวขาวเพียงหนึ่งเดียวของเบรเชียร์ในโรงเรียนประดำน้ำ, Holt McCallany นักเรียนประดาน้ำร่วมรุ่นของเบรเชียร์ที่เหยียดผิวไม่น้อยไปกว่าใครๆ แต่ทัศนคติก็ต้องมาเปลี่ยนไปเมื่อเจอคนจริงอย่างเบรเชียร์, Powers Boothe ในบทกัปตันพูลแมน ซึ่งเป็นทหารคนแรกที่มองข้ามสีผิว แล้วเห็นเพชรเม็ดงามในตัวเบรเชียร์ และอีกคนที่ลืมไม่ได้คือ David Conrad (ที่หลายคนน่าจะคุ้นจากบทสามีของ Jennifer Love Hewitt ในซีรี่ส์ Ghost Whisperer) กับบทแฮงค์ นายทหารหัวใหม่อีกคนที่มักจะเดินหน้าขวางเบรเชียร์อยู่เนืองๆ

ดาราดี บทหนังก็ดีครับ ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางจุดมันอาจน้ำเน่า อาจดูประดิษฐ์ในการบีบเค้นอารมณ์ไปหน่อย แต่ผลที่ได้ก็นับว่าพอเหมาะครับ ทำให้เรารู้สึกอินไปกับหนังได้ อยากเอาใจช่วยเบรเชียร์ให้ตามความฝันของเขาให้สำเร็จ ดนตรีของ Mark Isham ก็สร้างอารมณ์ร่วมได้ดี ไหนจะเพลงจบตอน End Credits ที่เหมาะกับอารมณ์ของหนังสุดๆ (เพลง Win ของ Brian McKnight เจ้าของผลงานอมตะอย่าง Back At One)

กำกับโดย George Tillman Jr. ครับ ซึ่งผมยกให้เรื่องนี้เป็นเรื่องดีที่สุดในบรรดางานของเขา (ผลงานอื่นๆ ก็มี Faster ที่ The Rock แสดงนำ และ Soul Food) เป็นหนังที่ผมชอบในเรื่องราว ในการแสดง ในการนำเสนอ ในดนตรี ใน Soundtrack ในสาระคุณค่าที่เน้นให้คนเราไม่ย่อท้อ ไม่ยอมแพ้ และมีกำลังใจในการรับมือกับปัญหาทุกชนิด กล้าสู้กับอุปสรรคทุกสิ่งที่กล้าเข้ามาขวางความสำเร็จที่เราพึงได้รับ

ทำไมหนอ ผมถึงชอบและมีความสุขในการดูหนังเรื่องนี้เสมอมา ขนาดผ่านมาเป็น 10 ปีก็ยังรู้สึกดีกับหนังไม่เสื่อมคลาย

นอกจากทีมงานคุณภาพในด้านต่างๆ ที่ผมบอกไปแล้ว ผมยังชอบธีมทั้งหลายในเรื่องครับ อย่างแรกคือ การกล้าทำอะไรที่มันแหกกฎ โดยเฉพาะกฎที่ไม่เป็นธรรม กฎที่ออกแนว “กด” มากกว่าจะเป็นระเบียบอันพึงปฏิบัติ

คำโปรยของหนังเรื่องนี้คือ “ประวัติศาสตร์บางครั้งก็สร้างโดยคนที่กล้าแหกกฎ” เป็นอะไรที่ตรงกับหนังมากครับ เพราะจริงๆ แล้วเบรเชียร์ไม่ได้ทำสิ่งที่ผิด เขาแค่รู้ว่าตัวเองชอบทำอะไรและอยากทำอะไร เลยเดินหน้าตั้งใจทำให้ได้ ทำให้ดีที่สุด ทั้งเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าทำได้ไกลแค่ไหน และยังเป็นการกรุยทางให้กับพี่น้องผิวดำอีกมากมายที่ควรได้รับโอกาสดีๆ อย่างเท่าเที่ยม

เพราะหากจะว่าไปแล้ว การที่ประเทศหนึ่งมีคนที่มีศักยภาพมาร่วมกันทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด มาร่วมกันทำอะไรสักอย่างที่ดีๆ ให้กับบ้านเมือง นั่นย่อมเท่ากับเป็นการสร้างความก้าวหน้าและยั่งยืนให้กับประเทศได้ คนระดับผู้นำก็ทำงานระดับใหญ่ ส่วนพวกเราก็ทำหน้าที่ตัวเองให้ดี ทำอาชีพตัวเองให้สุดกำลัง แล้วแบบนี้ผลดีต่อตัวเรา อีกทั้งความเจริญทั้งทางสังคม บ้านเมือง และจิตใจก็ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม

อย่างต่อมาคือการทำทุกอย่างแบบสุดกำลัง เพราะการทำอะไรแบบไม่เต็มความสามารถนั้นถือได้ว่าเป็นการดูถูกตัวเองนะครับ และยังเป็นการใช้พลังใช้ชีวิตที่มีอย่างไม่เต็มที่ด้วย แบบนั้นมันน่าเสียดายครับ เกิดมาทั้งทีลองเต็มที่ (ในทางที่ดีสักหน่อย) ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร แต่ถ้าเราไม่ทำในตอนที่มีโอกาสนี่สิครับ หากจะย้อนหาโอกาสอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี มันก็ย่อมเป็นการช้าเกินไป

อีกเรื่องที่รู้สึกโดนคงเป็นเรื่องสีผิวน่ะครับ ยอมรับเลยว่าหนังเรื่องไหนที่เอาเรื่องสีผิวมาวิพากษ์ผมจะค่อนข้างชอบ รู้สึกดีที่ได้เห็นพี่น้องผิวดำได้ประกาศให้คนขาวรู้วาพวกเขาก็มีดีไม่แพ้กัน มีคุณภาพที่เท่าเที่ยมกัน เช่นนั้นแล้วการแบ่งแยกดูถูกของคนขาว มันก็เท่ากับเป็นเรื่องไร้สาระที่ไม่ได้ก่อคุณค่าอะไร นอกจากสร้างความเกลียดชังแตกแยก

สีผิวอะไรก็เถอะครับ สามารถผูกไมตรีและทำความเข้าใจความต่างของกันและกันได้ การอยู่ด้วยกันอย่างมีสุขบนโลกที่มีหลากสีนั้น น่าจะเป็นสิ่งสวยงามอย่างยิ่งนะครับ

สรุปว่าชอบครับ นี่คือหนังชีวิตที่สร้างกำลังใจได้อย่างดีมากเรื่องหนึ่ง

เฉียดสามดาวครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements