Action

Black Panther (2018) แบล็ค แพนเธอร์

Black-Panther-poster-main-xl

ว่าตามจริงผมดู Black Panther ตั้งแต่ตอนมันเข้าโรง แต่ยอมรับว่าในช่วงนั้นมันไม่ได้มีความอยากจะเขียนรีวิวอะไรสักเท่าไร หรือกระทั่งตอนนี้ผมก็คิดว่าตัวเองคงไม่มีอะไรจะเขียนเกี่ยวกับมันมากนัก

ไม่ใช่ว่าหนังไม่สนุกนะครับ เพราะจริงๆ หนังมันสนุกตามมาตรฐานของ Marvel ดูแล้วไม่ผิดหวัง และคงหาโอกาสดูซ้ำอีกแน่นอน โดยส่วนตัวผมมองว่าหนังมาตามสูตรเดิมๆ ไม่ว่าจะเรื่องการชิงบัลลังก์และการที่ตัวเอกต้องเพลี่ยงพล้ำ (เห็นมาแล้วจาก Thor) ไหนจะมีศึกสายเลือดอีก ดังนั้นจริงๆ มันไม่ใช่ของใหม่อะไร

แต่จุดที่น่าชื่นชมคือ แม้จะเป็นสูตรเดิมๆ แต่ก็เป็นสูตรเดิมที่ยังอร่อยพอเหมาะ อีกทั้งมีการปรับอะไรหลายๆ อย่างให้มันเข้ากับบรรยากาศของเรื่อง จนกล่าวได้ว่าแม้จะสูตรเดิม แต่ก็มาพร้อมความเป็นตัวของตัวเอง

หลังจากขโมยซีนได้อย่างมากมายใน Captain America: Civil War มาคราวนี้ Chadwick Boseman ได้รับบทนำ ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ เขาคือแบล็ค แพนเธอร์ที่สง่างาม และเป็นว่าที่กษัตริย์ที่องอาจ แต่ก็ต้องมาเจอกับวิบากกรรมตามประสา ซึ่งในที่สุดแล้ววิบากที่ว่าก็จะกลายมาเป็นประสบการณ์ เป็นสิ่งมีค่าที่สอนให้เขาเติบโตขึ้นกว่าเดิม

หนังตอกย้ำสิ่งที่ผมรู้สึกมาตลอดใน Phase 3 ของ Marvel นั่นคือหนังใน Phase นี้มักจะว่าด้วยการเติบโตของตัวละคร ว่าด้วยตัวละครที่มีวุฒิภาวะ มีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเหล่าตัวละครอื่นๆ ใน Phase ที่แล้วๆ มา ไม่ว่าจะ Doctor Strange ที่บุคลิกดูสุขุมลุ่มลึก มีความเป็นผู้ใหญ่ชัดเจน เช่นเดียวกับแบล็ค แพนเธอร์ที่สุขุม รู้จักคิด ไม่เอาแต่อารมณ์เป็นที่ตั้ง

จนผมไม่แปลกใจหากตัวละครเหล่านี้จะเป็นหัวแรงใหญ่ในศึก Infinity War ที่ว่าหัวแรงนี่ไม่ได้หมายถึงออกแรงบู๊เก่งกว่าใคร แต่หมายถึงมีความคิดอ่าน มีความเข้าใจอะไรต่อมิอะไรมากกว่าใครๆ เป็นเหมือนพี่ใหญ่ที่คอยนำทีมอะไรประมาณนั้น

Michael B. Jordan มารับบท อีริก ตัวร้ายของเรื่อง แต่ตัวร้ายรายนี้ก็ไม่ได้ร้ายอย่างเดียว เขาเป็นตัวร้ายที่มีปมและมีเหตุผล (ในมุมของเขาเอง) สำหรับทุกสิ่งที่ทำไป ทำให้เขาดูเป็นตัวร้ายที่มีศักดิ์ศรี และไปๆ มาๆ การที่แบล็ค แพนเธอร์ต้องรับมือกับอริผู้นี้ ก็ทำให้แบล็ค แพนเธอร์เองได้คิดตกผลึกถึงอะไรบางอย่างด้วย (อันนำมาสู่การตัดสินใจในตอนท้ายเรื่อง)

black-panther-banner-1200x624

แต่สีสันขนานแท้ที่อยากยกนิ้วให้เลยคือ Lupita Nyong’o, Danai Gurira และ Letitia Wright 3 สาวแห่งวากันดาที่ชูรสให้เรื่องราวได้อย่างยอดเยี่ยม ทุกคนมีจุดเด่นและโมเมนต์ของตัวเอง จนเรียกได้ว่าหนังเรื่องนี้มาพร้อมตัวละครฝ่ายหญิงดูจะเด่นกว่าตัวละครในหนัง Marvel เรื่องอื่นๆ เยอะอยู่เหมือนกัน (กล้าพูดเลยว่า ถ้าหนังขาดพวกเธอไป ความอร่อยคงลดลงไปเยอะ)

Martin Freeman กลับมารับบท เอเวอร์เรต รอสส์ ซึ่งดูเด่นกว่าที่คาด ตบท้ายด้วยดารารุ่นเก่าอย่าง Angela Bassett และ Forest Whitaker ที่มาเสริมความขลังให้หนัง (แต่อาจจะไม่ได้มากอะไร เพราะความเด่นจะไปอยู่ที่ดาราหนุ่มสาวมากกว่า) แต่คนที่บทน้อยกว่าที่คิดคือ Andy Serkis 

หนังกำกับโดย Ryan Coogler ซึ่งผมเชื่อมือเขามานานแล้วครับ ไม่ว่าจะ Fruitvale Station หรือ Creed ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง กับเรื่องนี้ก็เช่นกัน ตัวหนังอาจไม่ได้สดใหม่เต็มร้อย และมีกลิ่นอายของสูตรเดิมๆ ที่แสนคุ้นเคยฟุ้งอยู่ตลอดเรื่องก็ตาม แต่มันอร่อยครับ มันยังสนุก ตื่นเต้น น่าติดตาม แม้เราจะเดาอะไรๆ ได้ก็เถอะ แต่มันก็ยังสนุกเพลินอยู่ดี

หนังยังมีวาทะเด็ดๆ แทรกอยู่ไว้สอนใจคน (โดยเฉพาะคนเป็นผู้นำ) เช่น “คนโง่สร้างกำแพง แต่คนฉลาดจะสร้างสะพาน” ซึ่งมันบอกวุฒิภาวะในหัวผู้พูดได้อย่างมากครับ และมันเป็นอะไรที่เราสามารถเก็บไปคิด ไปลองใช้ได้ในชีวิตจริง เพราะดูเหมือนว่าคนเราจะขยันสร้างกำแพงใส่กันมากขึ้น คิดว่าเราสามารถอยู่ในโลกได้คนเดียวโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร แต่จริงๆ แล้วนั้น การอยู่แบบพึ่งพิงอิงอาศัย (ในระดับที่เหมาะควร ไม่มีใครต้องเสียเปรียบใคร) มันจะให้อะไรต่อเราและต่อโลกได้มากกว่า

เพราะคนเราไม่เหมือนกัน และมีคนอยู่เต็มโลก ดังนั้นหากคนเรามัวแต่เอาโลกของตัวเองเข้าชนคนอื่นอยู่ร่ำไป โลกคงโกลาหล ยากจะสงบได้ แต่ในทางกลับกันหากคนเรารู้จักเชื่อมสะพานเข้าหากัน ปรับตัวเข้าหากัน ทำความเข้าใจต่อกัน โลกอาจจะอยู่ง่ายขึ้น

โลกอาจจะมี “สมดุลย์” มากขึ้นก็ได้…

โดยรวมแล้ว Black Panther มาพร้อมความสนุกครับ แม้มันจะไม่ได้สดใหม่ก็ตาม แต่มันมาพร้อมอัตลักษณ์ที่น่าจดจำ และถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่คนที่คิดจะเป็นผู้นำควรศึกษา ยิ่งโลกทุกวันนี้เปลี่ยนไป ไร้พรมแดน กระบวนการคิดของเราก็ควรกว้างขึ้น เพื่อรับมือกับกระบวนต่างๆ ของพิภพที่มีหลากมิติมากขึ้น

สองดาวกับสามส่วนสี่ดวงครับ

Star22

(7.5/10)

 

Advertisements