รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Best of Enemies (1962) สมรภูมิกร่อย

The-Best-of-Enemies-images-4cb1789c-8d10-40b5-a717-3e3298f730d

ภาพยนตร์ก็เหมือนกับอาหารนะครับ ใช้บริโภคได้ทั้งความอร่อยและคุณค่า

แต่ด้านคุณค่าในภาพยนตร์อาจมีความซับซ้อนกว่าข้าวแกงนิดหนึ่งตรงที่ร่างกายได้ออกแบบให้เมื่อเราทานข้าวแล้ว ระบบการย่อยเพื่อกลั่นกรองของดีเข้าสู่เส้นเลือดจะทำงานทันที เป็นระบบที่ติดตัวแต่กำเนิด

ในขณะที่หนังเมื่อท่านรับภาพและเสียงบวกกับเนื้อหาภาพยนตร์มาทั้งดุ้นแล้ว การย่อยสลายข้อมูลยังไม่เกิดขึ้นทันทีครับ มันต้องมาผ่านกระบวนการคิดอะไรอีกนิด แต่ในท้ายที่สุดหากท่านพินิจมันสักหน่อยล่ะก็ ย่อมต้องได้สาระประโยชน์ไม่มากก็น้อย ผมเชื่อว่าหลายคนภูมิใจลึกๆ กับสาระดีที่ท่านพบเจอในภาพยนตร์

แต่นั่นก็อาจนำมาสู่ความขัดแย้งได้หากมีใครสักคนออกมาโต้แย้งว่าหนังที่เราว่าดีนักหนา มันไม่ดีสักหน่อย เจ้านี่แหละบ่อเกิดสำคัญให้เซลล์สมองยกพวกตีกัน “ใครมองต่างจากฉันมันต้องเจอกันหน่อย” ไอ้การมองต่างมุมแล้วตั้งโต๊ะคุยกันมันก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายครับ มันอยู่ที่ชาวเรามากกว่า ว่าจะให้การถกเถียงนั้นเป็นไปเพื่อสร้างสรรค์ให้เกิดมิตรทางปัญญา หรือก่อศัตรูทางความคิด

เคล็ดลับอย่างหนึ่งคือหากท่านคิดพูดเพื่อเอาชนะเมื่อไร เจ้าพวกสาระดีๆ ก็หนีหมดครับ มันกลายเป็นการถกที่ถูกคุมด้วยอารมณ์มากกว่า แต่หากท่านเก็บอารมณ์ไว้ข้างใน เอาน้ำใสแห่งเหตุผลมาว่ากันดีๆ จะไม่มีความขัดแย้งใดๆ ครับ

การถกเถียงจะได้มาซึ่งความคิดใหม่ สำหรับเราเองอาจคิดอย่างหนึ่ง พอได้มาเจอเพื่อนที่คิดแตกต่างก็เท่ากับเราได้มองอีกมุมหนึ่งเพิ่มเข้าไป … คนมองได้หลายมุมนี่ได้เปรียบนะครับ ทั้งในแง่ความคิดและในแง่ความสบายใจ เพราะหากท่านยึดติดแต่มุมเดียว ใครมองต่างก็เกิดทุกข์เสียแล้ว แต่ถ้าใครมองได้หลายมุมอย่างมีเหตุผล มันจะมีแต่ความสนุกครับ เพราะได้ความคิดใหม่ๆ มาขยับเซลล์สมองให้อัพแอนด์ดาวตลอดเวลา

 

และสำหรับหนังสูงอายุเรื่องนี้ก็มีประเด็นตรงกับที่ผมพูดเป๊ะทีเดียว เป็นหนังดีๆ อีกเรื่องที่คนไม่ค่อยรู้จัก ผมเองก็ยังแทบไม่รู้จักเลยครับ แต่เผอิญไปได้มาดูตอนสมัย VDO เริ่มโละเหลือม้วนละ 20 กว่าบาท (ซื้อขาดนะครับ ไม่ใช่เช่า) แล้วก็เห็นหน้าดาราคนโปรดอย่าง David Niven ก็เลยต้องลองสักหน่อย

เหตุในหนังเกิดช่วงสงครามโลกและหนังก็จับเรื่องเกี่ยวกับเชลยสงครามมาบอกเล่า… แต่เปล่าครับที่ไม่ใช่หนังโหดแบบ Schindler’s List เรื่องเริ่มช่วงปี 1941 เมื่อผู้พันริชาร์ดสัน (David Niven) ทหารชั้นสูงจากอังกฤษดันเจอเหตุเครื่องบินตกไปแถบเอธิโอเปีย ถิ่นข้าศึกที่มีทหารอิตาลีประจำการอยู่ คือ ผู้กองบลาซี่ (Alberto Sordi กับบทที่ส่งให้เข้าชิงทั้งลูกโลกทองคำและ BAFTA) ที่เสนอจะช่วยเหลือกึ่งควบคุมตัวเหล่าทหารอังกฤษ ระหว่างนั้นสองนายทหารที่มีขั้วทางการเมืองที่ต่างกันสุดขีดก็มีเรื่องให้กัดกันไปตลอด หนังเลยกลายเป็นแนวเสียดสีสงครามที่แสนจะหฤหรรษ์

จุดที่ผมประทับใจมากคือบทสรุปของเรื่องราว พอผู้พันริชาร์ดสันเดินทางมาถึงอาณาเขตควบคุมของอังกฤษ พวกผู้กองบลาซี่ก็โดนรวบตัวจับเป็นเชลยทันที ใส่กุญแจมือปฏิบัติเยี่ยงนักโทษ เมื่อผู้พันริชาร์ดสันเห็นดังนั้นก็ไม่รอช้า รีบสั่งให้ทุกคนปฏิบัติต่อเขาเยี่ยงเพื่อนทหารด้วยกัน ห้ามใส่กุญแจมือทั้งสิ้น เพราะแม้จะมีความคิดต่างขั้ว แต่งชุดทหารต่างชาติกัน แต่ก็มีเกียรติและศักดิ์ที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ฉากสุดท้ายนายทหารทั้งสองจึงยิ้มให้กันอย่างนับถือและให้เกียรติแก่กัน … คนดูอย่างผมพลอยยิ้มตามไปด้วย

นี่คือหนังที่ส่งให้ผู้กำกับ Guy Hamilton เป็นที่จับตาก่อนจะถูกตามตัวไปทำหนัง 007 ตอน Goldfinger (ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบอนด์ตอนที่ดีที่สุด) และอีก 3 ตอน

ประเด็นเข้าท่าในหนังที่อยากยกมาคือ ทหารทั้งสองรู้ทั้งรู้ว่าต่างก็มีความเห็นคนละมุม ยืนอยู่คนละฝั่ง แต่ไม่ปล่อยให้ตัวเองโดนแนวคิดที่แตกต่างมาครอบหัว กลับพากันพูดและมองสิ่งต่างๆ อย่างเป็นกลางที่สุด ทั้งริชาร์ดสันและบลาซี่สามารถรู้ตนเหนือสถานการณ์ เข้าใจว่าตนเองต่างหากล่ะที่จัดการต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้ไม่ใช่ให้สถานการณ์มาบีบบังคับให้ปวดขมอง

 

The Best of Enemies ที่เป็นชื่อหนังนั้น ไม่ได้มีความหมายแปลไปในทางที่ว่า “ศัตรูที่ประมือกันได้อย่างทัดเทียม” แต่หมายถึงศัตรูที่ข้ามขั้นความคิดคับแคบ เอาชนะอัตตาของตน รู้ทั้งเขารู้ทั้งเรา มาสู่การเป็นมิตรบนมุมมองที่แตกต่างได้

หนังเรื่องนี้อาจหาดูยากนะครับ แต่ผมก็ชอบจนอยากหยิบมาบอกเล่าแล้วก็รีวิวบันทึกไว้ในบล็อก เผื่อวันหนึ่งใครอ่านเจอหรืออยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ก็จะได้มีอะไรไว้อ่านนิดๆ หน่อยๆ ส่วนตัวหนังนั้นก็สนุกเพราะสองดารานำน่ะแหละครับ เนื้อหาน่าสนใจ แต่อะไรๆ ก็ยังไม่ถึงกับลงตัวไปเสียทั้งหมด

ก็สองดาวกว่าๆ ครับ สำหรับหนังสาระดีๆ เรื่องนี้

Star21

(6.5/10)

Advertisements