รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Tin Cup (1996) ทินคัพ หวดรักมือทอง

1370169306

เป็นหนังในความทรงจำอีกเรื่องครับ จำได้ตอนนั้นผมกำลังจะไปเรียน ร.ด. กับเพื่อนๆ เราเรียนกันช่วงบ่าย ตอนเช้าก็นัดเจอกันที่บ้านเพื่อนคนหนึ่ง ระหว่างรอให้คนมากันครบเราก็นั่งดูหนังทาง HBO ฆ่าเวลาไปพลาง พอดีเรื่องนี้ฉายครับ แล้วเพื่อนคนหนึ่งก็บอกว่า “เฮ้ย เรื่องนี้สนุก” พวกเราก็เลยดูกันเล่นๆ ครับ แต่ไปๆ มาๆ นั่งดูจนหนังจบ พร้อมสรุปความเห็นตรงกันว่า “เออ มันสนุกจริงๆ”

Tin Cup เป็นหนังรักบนลานกอล์ฟครับ พระเอกมีนามว่า รอย แม็คอะวอย (Kevin Costner) อดีตโปรกอล์ฟที่ผันตัวเป็นทำสนามกอล์ฟเล็กๆ และเป็นครูสอนกอล์ฟเพื่อเลี้ยงชีพ แล้ววันหนึ่งก็มีลูกค้าสาวสวยอย่าง ดร. มอลลี่ กริสวอลด์ (Rene Russo) มาให้สอนวิชากอล์ฟ รอยก็เลยโปรยเสน่ห์ตามสไตล์ล่ะครับ แต่ไปๆ มาๆ เขาก็รู้สึกดีกับคุณจิตแพทยสาวคนนี้จริงๆ แต่ปัญหาคือเธอมีคนรักแล้วครับ เขาคือ เดวิด ซิมส์ (Don Johnson) โปรกอล์ฟเหมือนกัน แล้วยังเป็น “เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด” ของรอยด้วย

ในที่สุดรอยเลยตัดสินใจจะลองลงแข่งในสนามหัวใจนี้สักครั้ง เพราะเขารู้ดีว่าเดวิดน่ะเจ้าชู้มาก แล้วยังชอบสร้างภาพทั้งที่ความจริงแล้วหมอนี่ไม่ได้น่ารักแสนดีแบบที่แสดงต่อหน้ามอลลี่แม้แต่น้อย พร้อมกันนั้นเขาก็ลงแข่ง US Open เพื่อพิสูจน์ศักดิ์ศรีว่าเขานั้นไม่ใช่แค่นักกอล์ฟด้อยฝีมืออย่างที่ใครๆ ครหา แต่เขามีดีพอที่จะได้ตำแหน่งและได้ใจผู้หญิงดีๆ สักคน

ก็เป็นหนังโรแมนติกผสมตลกน่ะครับ อาจไม่ได้ลงตัวสุดยอด แต่ก็ดูเพลิน พลังสำคัญต้องยกให้ดาราที่มืออาชีพกันทั้งนั้น อย่าง Costner ก็สบายกับบทแบบนี้อยู่แล้วครับ แค่ทำท่ากรุ้มกริ่มไป ตอนไหนหมดความมั่นใจก็แสดงออกทางแววตาไป หรือตอนไหนมุ่งมั่นดวงตาพญาสิงห์ก็จะลงประทับทันที ยอมรับครับว่าในเรื่องนี่ Costner ทำได้น่าพอใจ ส่วน Russo นี่ก็ขนมอยู่แล้วครับกับบททำนองนี้ เธอเล่นได้น่ารักและฮาดี โดยเฉพาะตอนสับสนจนจิตแพทย์อย่างเธอต้องโทรไปปรึกษาจิตแพทย์อีกคน เป็นอะไรที่ฮาดีครับ ส่วน Johnson ก็พอกัน บทนิ่งๆ แต่แฝงความแสบนี่แกทำได้เสมออยู่แล้ว

แต่รายที่ขโมยซีนได้แบบสบายๆ นี่ค้องยกให้ Cheech Marin ในบทโรมิโอ คู่ซี้จอมกวนของรอยที่หาเรื่องฮาได้ตลอด ขณะเดียวกันเขาก็คอยเตือนสติเพื่อน คอยให้กำลังใจเพื่อนอยู่ตลอด เรียกว่าเป็นบทที่น่ารักดีครับ อีกคนก็ Linda Hart ในบทดอรีน อดีตคนรักของรอยที่แสบได้ใจไม่แพ้โรมิโอ

ในขณะที่เนื้อเรื่องอาจไม่มีอะไรมากครับ ส่วนมากก็ให้ตัวเอกจีบกัน กัดกัน สลับกับการแข่งกอล์ฟ แต่เป็นอะไรที่ดูเพลินแบบไม่ต้องคิดมาก สนุก ขำ ดูจบแล้วรู้สึกมีความสุข ครบสูตรหนังโรแมนติกคอเมดี้ที่เข้าท่าอีกเรื่องเลยล่ะครับ ซึ่งนี่ก็เป็นงานกำกับของ Ron Shelton ที่ผมไว้ใจเสมอยามแกทำหนังว่าด้วยกีฬา อย่าง Bull Durham, White Men Can’t Jump และ Cobb ทำได้สนุกออกรสดีครับ

และนอกจากความสนุกแล้ว ยังแฝงสาระน่าคิดอย่างเรื่องความมั่นใจ การคิดมากเกินไปหรือคิดเยอะเกินไป จนเป็นบ่อเกิดแห่งความกลัว แล้วในที่สุดมันก็จะกลายเป็นตัวบั่นทอนพลังใจไปในที่สุด เพราะเราจะเกร็ง เราจะตื่นกลัวตื่นเต้น และนั่นจะยิ่งทำให้ความสามารถของเราลดลง ผลงานที่เราทำก็อาจออกมาแย่ พอมันออกมาแย่ใจก็จะแย่ตาม แล้วมันก็จะเวียนมาทำให้เรามั่นใจน้อยลงไปอีก เหมือนบันไดเวียนที่นำใจเราให้ลงสู่ตาตุ่มท่าเดียว

รอยก็เป็นเช่นนั้นครับ เมื่อพี่แกกังวลมาก คิดเชิงลบมาก ความมั่นใจก็หด จนเสียวงสวิงของตัวเองไป และพอยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด แต่ยังดีครับที่เขามีเพื่อนอย่างโรมิโอที่คอยช่วย วิธีช่วยก็น่าสนใจดีครับ แค่หาทางเบนประเด็นให้รอยไปคิดเรื่องอื่น ณ ชั่วขณะที่เขาหันไปคิดเรื่องอื่น สมองก็จะต้องเอาพื้นที่ไปคิดเรื่องเหล่านั้น ความกังวลจึงหายไป เขาจึงกลับมาตีแบบเข้าท่าเข้าทางได้ในที่สุด

1 7o6YpdOcWiNwAZwpvvC3Pw

เป็นทางออกที่น่าสนใจดีนะครับ จริงๆ ก็คือวิธีคลายกังวลแบบที่หลายคนชอบแนะนำน่ะแหละครับ หากเรากังวล เหนื่อยล้าเรื่องใดก็เอาตัวเองออกจากสถานการณ์นั้น หรือหันไปทำอย่างอื่น คิดอย่างอื่น เหมือนพักสมองให้ร่างกายได้คลายความกดดัน แล้วเมื่อนั้นวงสวิงในชีวิตของเราถึงจะสามารถหาทางกลับมาหาเราได้

เราต้องแยกแยะนะครับ หลายคนอาจคิดว่าหากเราไม่ตั้งมั่นในเรื่องที่เรากำลังจะทำแบบเต็มที่แล้วเราอาจทำเรื่องนั้นได้ไม่ดี ซึ่งมันก็จริงครับ การจะทำอะไรให้ดีเราควรมีสมาธิกับมัน จดจ่อกับมัน แต่ประเด็นคือ “ถ้าการจดจ่อกับเรื่องที่เราจะทำกลับกลายเป็นความเครียดล่ะ?” อย่างนั้นผลงานจะออกมาเข้าท่าได้มากน้อยแค่ไหน

บางครั้งการทำอะไรแบบไร้กังวล แบบไม่คิดไม่ตั้งใจเกินเหตุ ยังให้ผลดีกว่าการทำสิ่งนั้นบนความกังวลอันแสนเข้มข้น

การทำอะไรบนความพอดี บนทางสายกลางนั่นแหละครับ ที่ให้ผลดีกับคนมากมายมานักต่อนัก

ผมชอบไคลแม็กซ์มากๆ ครับ มันลุ้น มันตื่นเต้น ได้ใจ และจบอย่างสวยงาม ใครได้ดูแล้วน่าจะเข้าใจครับ ซึ่งไคลแม็กซ์ที่ว่านี้ติดหนึ่งใน 10 “ฉากแห่งชัยชนะอันยิ่้งใหญ่ในหนังว่าด้วยกีฬา” ที่จัดอันดับโดย Virgin Media ด้วยครับ… เอางี้ ขอสปอยล์นิดๆ อย่าอ่านตรงอักษรสีแดงนะครับ

ในตอนท้ายหลุมสุดท้ายของรอย จริงๆ ถ้าเขาตีแบบหวังชนะตามกฎของเกมกอล์ฟ เขาก็สามารถทำได้ครับ และมีโอกาสมากกว่าเดวิด ซิมม์ด้วย แต่เขาเลือกที่จะลองทำในสิ่งที่ใครๆ คิดว่าเป็นไปไม่ได้ ลองพิชิตขีดจำกัดตัวเอง ทำให้ช็อตนั้นเป็นช็อตประวัติศาสตร์ แบบที่มอลลี่บอกน่ะครับ ว่าอีก 5 ปีจากนี้ไม่มีใครสนหรอกว่าใครคือผู้ชนะ US Open แต่จะไม่มีใครลืมช็อตสำคัญที่รอยทำไว้

อยากบอกว่าหลุมสุดท้ายนี่แหละครับที่ได้ใจผมกับพรรคพวกตอนดูรอบแรกนั่นเลย สมัยนั้นพวกเรายังวัยรุ่น เราคุ้นเคยกับชัยชนะในสนามแข่ง เราคุ้นเคยกับกรอบมากมายที่บางครั้งก็เป็นคำแนะนำที่ดี แต่บางทีก็มีฤทธิ์ครอบงำเรา ทำให้เราไม่กล้าทำสิ่งเจ๋งๆ แต่กับฉากนั้น ช็อตนั้นผมกับเพื่อนๆ เห็นตรงกันว่า สนามกีฬา สนามสอบ สนามแข่งทั้งหลายอาจสำคัญ อาจดูยิ่งใหญ่ แต่สนามแห่งชีวิต สนามแห่งโลก และสนามแห่งความเป็นมนุษย์นั้นมันมีอะไรอีกมากที่น่าสนใจ น่าลองทำ น่าคิดศึกษา มีกรอบอีกหลายอันที่น่าลองข้าม เพื่อทดสอบศักยภาพของเราเอง

สมเป็นช็อตประวัติศาสตร์จริงๆ ครับ

สรุปว่าถ้าอยากดูหนังรักผสมตลกแบบไม่คิดมาก แต่สนุกด้วยพลังดารา ดูพอเพลินๆ ก็ขอแนะนำเรื่องนี้เลยครับ อ้อ ที่ไม่ชมไม่ได้อีกอย่างคือดนตรีประกอบเยี่ยมๆ ของ William Ross ที่เพิ่มชีวิตชีวาให้หนังได้อย่างดี

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements