รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Griffin & Phoenix (2006) มีเธอ มีฉัน มีกันก็พอ

1385729113

กริฟฟิน (Dermot Mulroney) คือชายหนุ่มที่มีหน้าที่การงานดี แต่ไม่ประสบความสำเร็จด้านชีวิต เขาหย่ากับภรรยาและลูกๆ ก็ไม่ชอบเขาเท่าไร เพราะเมื่อก่อนเขาสนใจแต่งาน งาน แล้วก็งาน… ล่าสุดหมอประจำตัวแจ้งให้ทราบว่า เขาเป็นมะเร็ง

เพื่อเตรียมตัวรับเรื่องนี้เขาจึงตัดสินใจลงเรียนในมหาวิทยาลัยเพื่อฟังคำบรรยายด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับการเตรียมตัวสู่ความตาย และที่นั่นเขาได้พบกับฟีนิกซ์ (Amanda Peet) สาวอารมณ์ดีที่ต่างก็สร้างเสียงหัวเราะกันตั้งแต่แรกเห็น แต่กระนั้นเธอก็เหมือนจะพยายามกันตัวเองไม่เข้าใกล้เขามากเกินไป จนกริฟฟินเป็นฝ่ายรุกมากขึ้นฟีนิกซ์ก็ยอมหันมาคบหาเขา… แต่รักนี้จะลงเอยอย่างไร?

หนังว่าด้วยคนรู้ตนว่าเป็นมะเร็งและพยายามจะใช้ชีวิตในช่วงสุดท้ายให้ดีที่สุด พยายามปลดเปลื้องภาระหนักอึ้งที่มีและตักตวงช่วงเวลาดีๆ ระหว่างยังมีชีวิตอยู่ให้เต็มที่

เอาล่ะครับ ผมคงต้องเปิดเผยเนื้อเรื่องเพื่อจะได้พูด (เขียน) ต่อไปให้ตรงกับใจคิด ดังนั้นหากไม่อยากทราบให้ไปอ่านดาวที่บรรทัดสรุปได้นะครับ

เมื่อดูไปสักพัก เราจะทราบว่าแท้จริงแล้วฟีนิกซ์ก็เป็นมะเร็งเช่นกันครับ เราจึงได้เห็นคนสองคนที่ชีวิตกำลังจะดับสูญในเวลาไม่นานมาเติมเต็มให้กัน ซึ่งเนื่องจากพวกเขาไม่ได้เป็นนักปราชญ์หรือเป็นคนที่คิดใคร่ครวญเกี่ยวกับชีวิต ภาพที่เราเห็นจึงเป็นว่าพวกเขาหาความสุขด้วยการเที่ยว ทานอาหารดีๆ เล่นอะไรแผลงๆ และแสดงความรักกันอย่างเต็มที่

มองในบางแง่ คุณอาจคิดว่าพวกเขาดูไร้แก่นสาร ทั้งที่จะตายอยู่แล้ว ก่อนตายก็น่าจะทำอะไรที่มันเป็นประโยชน์ต่อสังคม หรือไม่ก็ค้นหาความหมายของชีวิตที่แท้จริงก่อนตาย เมื่อถึงเวลาหมดลมหายใจจะได้ไปอย่างเต็มอิ่ม

แต่พอดูเรื่องนี้ก็อดคิดไม่ได้ครับ ว่าคนเรานั้นมีความต้องการในเรื่องความสุขต่างกัน นิยามความสุขก็ต่างกัน ดังนั้นสำหรับบางคนขอเพียงได้อยู่กับคนที่รัก เที่ยว เล่น สนุกสนานไปเรื่อยๆ มันก็คืออะไรที่ “ที่สุด” แล้วสำหรับชีวิต

การดู Griffin & Phoenix ให้ออกรส เราต้องอย่าเอาแนวคิดที่เรามีไปครอบสิ่งที่พวกเขาทำ เพราะจริงๆ พวกเขาไม่ได้ทำอะไรเลวร้ายเลยครับ อาจมีห่ามบ้าง แหกกฎบ้าง แต่โดยรวมแล้วพวกเขาแค่ทำในสิ่งที่อยากทำและอาจไม่ได้ทำในวันพรุ่ง หากไม่ทำซะตั้งแต่วันนี้… พวกเขาแค่ “ใช้ชีวิต

maxre387387383483383sdefault

ในหนังเราจึงจะไม่ได้เห็นปรัชญาลึกล้ำ หรือแง่คิดลึกซึ้ง แต่สิ่งที่เห็นคือความจริงที่หลายคนก็คงทำหากรู้ว่าตัวเองอยู่ได้อีกไม่นาน

ถ้าถามว่าหนังเรื่องนี้สนุกไหม ผมคงตอบยากมากถึงมากที่สุด เพราะมันไม่ได้สนุกแบบนั้น ไม่ได้ฮาแบบนั้น ไม่ได้โรแมนติกหวานหยดแบบนั้น

เพราะทุกนาทีที่พวกเขาสนุกแบบสุดชีวิต… พวกเขาสนุกบนอารมณ์ที่ว่า “ฮ่าฮ่า ฉันกำลังจะตาย”

เพราะทุกนาทีที่พวกเขาฮา พวกเขาฮาเพราะขบขันชีวิตอันแสนสั้นและคืนวันที่ยังเหลือของตน

และทุกนาทีที่พวกเขาโรแมนติก พวกเขาโรแมนติกกันท่ามกลางความประหวั่นว่าในหมู่พวกเขาทั้งสองนั้น ใครจะเป็นฝ่ายจากอีกคนไปก่อน…

… แบบนี้จะเรียกว่าหนังสนุกได้ไหม? ผมเองก็ยังไม่แน่ใจ

แต่ถ้าถามว่าหนังน่าดูไหม ผมว่าไม่เลวครับ หนังอาจไม่ได้ประทับใจเรียกน้ำตาหรือซึ้งจัดจนเราอิน แต่อย่างน้อยดาราทั้งสอง (Mulroney และ Peet) แสดงเข้าคู่กันได้ดีครับ ยิ่งดูไปเราก็ยิ่งเห็นใจที่พวกเขามีเวลาน้อยลงเรื่อยๆ อย่างนั้น และตอนจบของเรื่องผมว่ามันสรุปเรื่องได้ดีครับ โดยเฉพาะช็อตสุดท้ายที่หนังค่อยๆ ฉายให้เราเห็นว่า ตัวอักษรที่พวกเขาเคยช่วยกันวาดไว้บนแท้งค์น้ำแท้งค์หนึ่ง ค่อยๆ ถูกช่างทาสีมาทาทับลงไป… เพียงพริบตา สิ่งที่พวกเขาเคยวาดไว้ก็จากโลกนี้ไป ไม่มีใครรู้ว่าตัวอักษร Griffin & Phoenix ที่มีคนเขียนไว้มาจากไหน คนเขียนเขียนด้วยอารมณ์ไหน และตอนนี้คนเขียนยังอยู่บนโลกนี้ไหม

เป็นฉากจบง่ายๆ แต่พอดีคำมากๆ

อีกฉากที่กระแทกใจคือตอนที่ฟีนิกซ์เดินไปบนถนน เห็นแม่คนหนึ่งด่าลูกตัวเองแบบสาดเสียเทเสีย จนเธอทนไม่ได้และเข้าไปห้าม ก่อนจะมีปากเสียงกับแม่คนนั้น ฟินิกซ์พูดขึ้นว่า “พระเจ้า! ทำไมท่านให้คนแบบนี้มีลูกได้!“… ฟินิกซ์ป่วย เป็นมะเร็งรังไข่ครับ… เธอไม่มีวันได้รับโอกาสแห่งการตั้งครรภ์และเป็นแม่ของลูกตน…

อ่านๆ ไปท่านอาจคิดว่านี่เป็นหนังชีวิตหนักๆ แต่ไม่หรอกครับ มันไม่หนักเลย เพียงแต่อารมณ์ของหนังนั้น ทำสำเร็จครับ ให้เรารู้สึกถึงความรักที่เริ่มต้นบนเวลาที่เหลือน้อยลงทุกขณะ แต่จุดดีอย่างมากของหนังคือ หนังไม่ทำให้เราเศร้าครับ หนังดำเนินเรื่องไปแบบอารมณ์เจือความทุกข์ แต่โดยรวมแล้ว ถ้าเราจะต้องจากโลกนี้ไปแล้วได้มีใครสักคนมาแชร์ชีวิต มาเคียงข้างแบบนี้… มันคงเป็นการมรณาอันสุนทรีย์ในระดับหนึ่ง

เกร็ดเล็กๆ คือหนังเรื่องนี้เป็นหนังรีเมคครับ จากหนังทีวีปี 1976 ฉบับนั้น Peter Falk ที่คอหนังรุ่นเก่าคงคุ้นตาจากบทนักสืบโคลัมโบ มาแสดงกับ Jill Clayburgh ว่ากันว่าฉบับนั้นดีเหมือนกัน แต่ผมก็ยังไม่มีโอกาสได้ดู

สำหรับฉบับนี้ สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements