รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Green Card (1990) หัวใจสะกิดรัก

1377797111

จอร์จ (Gérard Depardieu) หนุ่มฝรั่งเศสได้งานที่เขาฝันมานาน ซึ่งที่ทำงานของเขาอยู่ในกลางมหานครนิวยอร์กครับ จริงๆ มันคงไม่มีปัญหาอะไรหรอก เว้นแต่ว่าเงื่อนไขในการจะได้งานนั้น จอร์จต้องเป็นคนอเมริกันหรือไม่อย่างน้อยก็ต้องมีกรีนการ์ดสักใบ ซึ่งทางที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้เขามีกรีนการ์ด คือหาผู้หญิงอเมริกันสักคนมาแต่งงาน…

บรอนเต้ แพร์ริช (Andie MacDowell) สาวสวยชาวนิวยอร์กที่ในที่สุดก็เจอห้องพักที่ต้องการ แต่ปัญหาก็คือห้องพักนั้นอนุญาตให้เช่าเฉพาะคนที่แต่งงานมีครอบครัวแล้วเท่านั้น…

พอจะเดาออกแล้วใช่ไหมครับ จอร์จอยากได้สาวอเมริกันสักคนมาแต่งงานเพื่อให้ได้กรีนการ์ด และบรอนเต้ก็ต้องแต่งงานก่อนถึงจะได้ห้องพักห้องนั้น

สองหนุ่มสาวคู่นี้เลยจัดการแต่งงานกัน โดยตกลงกันว่าจะอยู่ร่วมกันไปสักระยะแล้วค่อยแยกทางกันภายหลัง แต่ทีนี้ระหว่างที่อยู่ด้วยกันนี่แหละครับ ที่ความรู้สึกดีๆ มันเริ่มก่อตัวซึ่งกันและกัน และปัญหาของจอร์จก็ยังไม่จบเพราะเกิดมีเจ้าหน้าที่หน่วยตรวจคนเข้าเมืองแวะมาสอดส่อง เพราะช่วงนี้มีคนแต่งงานหลอกๆ เพื่อกรีนการ์ดเยอะมาก แล้วอีหรอบนี้จอร์จจะรอดจากการตรวจสอบได้ไหมน้า?

ตัวหนังนั้นแม้จะออกแนวโรแมนติกผสมตลก แต่ก็ไม่ได้หวือหวามีสีสันมากเท่าหนังรักยุคใหม่หรอกครับ มุขตลกก็ไม่ได้เยอะ แต่กระนั้นผมก็ยังชอบครับ จุดชอบแรกคือดาราที่ Depardieu และ MacDowell แสดงได้พอเหมาะ เวลาพวกเขาอยู่ด้วยกันนั้นมันให้อารมณ์แบบ “คนสองคนที่ไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคยกันแต่จำต้องมาอยู่ร่วมกัน” ซึ่งตามบทแล้วมันเป็นแบบนั้นเลยครับ ต่างคนต่างก็รู้สึกแปลก แววตาท่าทางของทั้งคู่ดูประดักประเดิดพอกัน จะเรียกว่าสมบทก็คงไม่ผิดล่ะครับ

จุดต่อมาก็คือความผูกพันที่ค่อยๆ ก่อตัว อย่างที่บอกครับว่ามันไม่หวือหวา ไม่เหมือนหนังเกาหลีที่ชายหญิงหากมาอยู่ดวยกัน เดี๋ยวก็จะมีเรื่องไม่ถูกกัน ทะเลาะกัน ก่อนจะลงเอยกัน แต่กับเรื่องนี้เหตุการณ์มันดำเนินไปธรรมดา แบบที่เกิดขึ้นได้จริงๆ น่ะครับ ไม่มีการมากัดกัน มาพ่อแง่แม่งอนใส่กัน มีแต่เจอหน้า สนทนาบ้าง ชวนกันไปถ่ายรูปเพื่อสร้างหลักฐานว่าทั้งคู่เป็นแฟนกันจริงๆ บ้าง ว่าตามจริงคือมันไม่มีอะไร “โรแมนติก” ตามนิยามของภาพยนตร์แนวนี้เลยครับ แค่คนสองคนที่แกล้งแต่งงานและอยู่ด้วยกัน แต่กระนั้นหนังก็ยังมี “โรแมนติก” ในนิยามของตัวเองนะครับ

M8DGRCA EC003

โรแมนติก” แบบที่ชายหญิงเห็นหน้ากันบ่อยๆ เจอหน้ากันทุกวัน แม้จะไม่ได้คุยกันมากมาย แต่ความคุ้นเคยและเคยชิน ทำให้ต่างฝ่ายต่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันโดยไม่รู้ตัว… ไปๆ มาๆ พอไม่ได้เจอกันนานๆ ดันรู้สึกเป็นห่วงกันอีกต่างหาก… ไม่ครับ มันอาจไม่ใช่รัก แต่มันคือสายใยเล็กๆ แห่งความผูกพัน (อันเป็นรากฝอยของ “ความรัก” นั่นเอง)

โรแมนติก” แบบที่ต่างฝ่ายต่างต้องท่องจำเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่าย เพื่อจะได้ตอบคนอื่น (โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ทางการ) ได้ เช่นชอบกินอะไร ชอบเสื้อสีไหน ใช้เครื่องสำอางค์ยี่ห้ออะไร ฯลฯ แต่ไปๆ มาๆ การท่องจำนี้ก็ทำให้ทั้งคู่รู้จักกันมากขึ้น และตอนที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่หากใครเห็น “ของในลิสต์ท่องจำเหล่านั้น” ก็จะทำให้นึกถึงอีกฝ่ายโดยอัตโนมัติ… นี่ก็อาจไม่ใช่รัก แต่ก็เป็นอีกหนึ่งสเต็ปของความคิดถึง

และ “โรแมนติก” ที่สุด ในฉากสุดท้าย เมื่อทั้งสองสบตาแล้วยิ้มให้กัน อันนี้ขอไม่สปอยล์ล่ะนะครับ แต่บอกได้ว่ามันเป็นอะไรที่โรแมนติกมาก สื่อถึงความรักได้สวยงามโดยไม่ต้องบอกคำว่า “รัก” แต่อย่างใด

ตอนดูรอบแรกก็รู้สึกเป็นหนังรักรสแปลกดีครับ ไม่ต้องมีฉากหวานๆ ไม่ต้องมีฉากสัมผัสอะไรให้มาก แค่คนสองคนที่จำต้องมาใช้ชีวิตร่วมกัน เรียนรู้กัน แล้วก็สนใจกันและกัน มันออกแนวชีวิตมากกว่าจะโรแมนติกน่ะครับ ซึ่งคนที่จะรับชมหนังเรื่องนี้ก็อาจต้องพิจารณาแนวของหนังสักหน่อยนะครับ หากหวังจะได้ดูหนังโรแมนติกสนุกๆ ตลกๆ ก็อาจผิดหวัง เพราะหนังมันออกแนวชีวิตแล้วก็ค่อยๆ มีเรื่องความรัก ความโรแมนติกโผล่มาทีละนิดๆ

Peter Weir (The Truman Show) เป็นคนเขียบทและกำกับครับ เลยไม่แปลกใจเท่าไรที่หนังจะออกแนวเนิ่บๆ แต่มีความหมายแบบนี้

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements