ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Oscar)

Driving Miss Daisy (1989) สู่มิตรภาพ ณ ปลายฟ้า

1990-driving-miss-daisy

มิตรภาพดีๆ ช่วยให้ชีวิตเราอิ่มเอมขึ้น แม้จะต้องผ่านช่วงเวลาทุกข์ ป่วยไข้ หรือโมงยามที่ความแก่ชรามาเยือน เราก็ยังรู้สึกดีได้อย่างน่าอัศจรรย์

ผมเชื่อว่ามิตรภาพคือสิ่งน่ารักที่สะกิดความรู้สึกสุขในใจไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะอมยิ้มยามได้ดูหนังว่าด้วยมิตรภาพและสัมพันธไมตรีที่งดงาม

และคงเพราะลึกๆ ในใจของคนส่วนใหญ่ ล้วนก็ชอบ “มิตรภาพ” หนังเรื่องนี้เลยได้รับเลือกให้ได้รางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปี 1990 ทั้งๆ ที่ผู้เข้าชิงในสาขานี้ล้วนเป็นหนังดีไม่ยิ่งหย่อนทั้งนั้น (ได้แก่ Born on the Fourth of July, Dead Poets Society, Field of Dreams และ My Left Foot)

Driving Miss Daisy ว่าด้วยมิตรภาพระหว่างหญิงสูงวัยชาวยิวนามว่า เดซี่ เวอร์แธน (Jessica Tandy) ผู้ที่แสนจะจู้จี้จุกจิก หัวดื้อไม่ยอมใคร กับโฮค โคลเบิร์น (Morgan Freeman) คนขับรถผิวดำที่ลูกชายของคุณนายเดซี่ (Dan Aykroyd) จ้างมาเพื่อขับรถและดูแลเธอ หลังจากเธอไปขับรถชนสวนเข้าโครมใหญ่จนคนตกใจกันทั้งหมู่บ้าน

แน่นอนครับว่าคุณนายเดซี่ไม่ยอมให้ใครมาขับรถรับส่ง เพราะเธอเชื่อว่าตัวเองยังแข็งแรงเลยต่อต้านทุกวิถีทาง และแสดงความรำคาญต่อนายโฮคคนนี้แบบสุดชีวิต แต่โฮคเองก็เป็นคนประเภทไม่ยอมรับเงินเดือนเปล่าๆ ก็เลยตามตื้อรับใช้คุณนายเดซี่จนในที่สุดเธอก็ยอมครับ (แม้จะบ่นเป็นระยะๆ ก็ตาม) และนั่นล่ะครับคือจุดเริ่มของมิตรภาพระหว่างคุณนายเดซี่จอมบ่นกับคนขับรถผู้แสนดีและซื่อตรง

ผมดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2542 ผ่านทางวีดีโอลิขสิทธิ์ของแมงป่องน่ะนะครับ สมัยนั้นกว่าจะหาได้นี่เหนื่อยมาก พอได้ดูแล้วก็ไม่ผิดหวัง ผมรักหนังเรื่องนี้แบบไม่ยากเย็นเลยครับ

ไม่ปฏิเสธครับว่าหนังไม่ยิ่งใหญ่อะไร เดินเรื่องง่ายๆ ตัวละครไม่กี่ตัว ลงทุนแค่ $7.5 ล้าน สถานที่เล่าเรื่องก็มีเพียงไม่กี่ฉาก แต่ของดีทีเด็ดอยู่ตรงดาราครับ เล่นกันดีมาก Tandy แสดงได้อย่างน่าปรบมือ ดูเป็นหญิงชราที่ใช้อารมณ์ร้ายเป็นเครื่องปกปิดความเหงา ความไม่มั่นใจ และความอ่อนไหวในตนเอง แต่แม้เธอจะดูร้ายแค่ไหนทว่า Tandy ยังสามารถสื่อความน่ารักของตัวละครนี้ออกมาได้ครับ จนผมไม่แปลกใจเลยแม้แต่นาทีเดียวที่เธอได้ออสการ์สาขานำหญิงไปจากบทนี้ และทำให้เธอกลายเป็นผู้ชนะรางวัลออสการ์ที่มีอายุมากที่สุด (ตอนนั้นเธออายุ 81 ปีครับ โดยเธอจากโลกนี้ไปในปี 1994 ก็ขอไว้อาลัยมา ณ ทีนี้ด้วยครับ)

ส่วน Freeman ก็รับบทโฮคได้แบบน่ารักมากๆ คือโฮคเนี่ยจริงๆ ก็ดื้อนะครับ แต่ดื้อในทางสร้างสรรค์และสุภาพ เขาจะยึดมั่นทำอะไรที่ดี ที่เหมาะควรถูกต้อง และในทุกการกระทำนั้นล้วนอุดมไปด้วยความปรารถนาดีครับ เราเชื่อได้แบบไม่ยากเย็นเลยว่าโฮคห่วงใยและพร้อมรับใช้คุณนายเดซี่อย่างจริงใจ ตอนไหนที่รู้สึกไม่ชอบในสิ่งที่คุณนายพูดก็พร้อมจะค้าน แต่ถึงจะค้านแค่ไหน เขาก็มักเป็นฝ่ายยอมลงเพื่อให้ความขัดแย้งมันสงบลงโดยเร็วที่สุด

Driving Miss Daisy 1

อิ่มเอมและอบอุ่นครับ ดู 2 ดาราฝีมือดีถ่ายทอดบททำนองนี้ มีความสุขนะครับ เห็นคน 2 คนมีไมตรีและมิตรภาพให้แก่กัน แม้อีกคนจะบ่นมากและดูอารมณ์ร้ายก็เถอะ แต่พอเวลาผ่านไปคนอารมณ์ร้ายอย่างคุณนายเดซี่แกก็ค่อยๆ น่ารักมากขึ้น ยิ่งช่วงหลังนี่เราจะรู้สึกเหมือนนั่งดูญาติผู้ใหญ่ที่แสนคุ้นเคย 2 คน เดินไปมาบนหน้าจอเลยล่ะครับ เรียกว่าหนังทำให้เราเกิดอารมณ์ผูกพันกับ 2 ตัวละครได้ไม่น้อย

ถือเป็นหนังชีวิตชั้นดีอีกเรื่องครับ กำกับโดย Bruce Beresford (‘Breaker’ Morant และ Tender Mercies) คนทำหนังมือเก๋าอีกคนที่เชี่ยวพอสมควรสำหรับหนังชีวิต จังหวะการนำเสนอของเขาจะไม่เร่งเร้า แต่จะให้ดาราแสดงกันไป สร้างตัวตนสร้างบุคลิกถ่ายทอดผ่านแผ่นฟิล์มไป พอรู้ตัวอีกที คนดูอย่างเราๆ ก็จะเกิดความผูกพันกับพวกเขาไปไม่มากก็น้อย นี่แหละครับลีลาการทำหนังสไตล์ Beresford (แต่ก็ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เขาจะทำให้ตามนี้นะครับ นี่พูดถึงเฉพาะลีลาหนังที่เขาสามารถทำได้ในระดับท็อปฟอร์ม)

นอกจากออสการ์หนังยอดเยี่ยมแล้ว หนังยังคว้านักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม และแต่งหน้ายอดเยี่ยมไปครองซึ่งก็ถือว่าสมศักดิ์ศรีครับ และนอกจาก 2 ดารานำเล่นกันดีแล้ว อีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ Dan Aykroyd ที่ปกติเราจะเห็นเขาแสดงหนังตลกอย่าง Ghost Busters หรือ The Blues Brothers มาคราวนี้เขาเล่นดราม่าได้ไม่เลวครับ แม้จะติดลีลาตลกอยู่แต่ก็ดูแล้วเชื่อว่าลูกอย่างเขารักแม่ (คุณนายเดซี่) จริงๆ และเป็นห่วงเสมอ เพียงแต่ไม่แสดงออกมากมายเท่านั้นเอง ซึ่งบทนี้ก็ทำให้เขาได้เข้าชิงออสการ์สาขาดาราสมทบชายด้วย แต่ปีนั้น Denzel Washington เข้าชิงด้วยครับ จากหนัง Glory อันนี้ก็เลยเข้าใจ เพราะพี่ Denzel แกเข้มกว่าน่ะครับเลยซิวรางวัลสาขานี้ไปแทน

อีกหนึ่งสิ่งเยี่ยมสุดๆ คือดนตรีครับ ไพเราะ ได้อารมณ์กำลังเหมาะ คือด้วยท่วงทำนองมันอาจไม่ชวนให้ซึ้งมากมาย แต่มันพอดีกับหนังน่ะครับ เพราะหนังไม่ได้ทำออกมาแนวเรียกน้ำตา ไม่ได้เป็นดราม่าเข้มข้นหรือชีวิตลำเค็ญ แต่จะออกแนวดราม่าผสมตลก เสนอมุมเบาๆ ขำขันของชีวิต ที่เน้นให้ความประทับใจและความรู้สึกดีๆ มากกว่าสาระหนักๆ หรือปรัชญาคมๆ ซึ่งทั้งนี้และทั้งนั้นคอมโพเซอร์คนทำดนตรีตีโจทย์ได้แม่นทีเดียวครับ ผมฟังรอบแรกเมื่อปี พ.ศ. 2542 แต่ก็ยังติดหูมาจนถึงทุกวันนี้ และไม่ได้ติดแค่หูอย่างเดียวนะครับ พอนึกถึงเพลงขึ้นมาทีไรภาพในหนังมันจะผุดขึ้นมาในหัวด้วยเสมอ เห็นโฮคขับรถ คุณนายเดซี่นั่งข้างหลัง เห็นพวกเขาบ่นๆ กันในบ้านบ้าง เห็นรอยยิ้มของพวกเขาบ้าง…

คนทำดนตรีให้หนังเรื่องนี้ มีนามว่า Hans Zimmer ครับ… คุ้นๆ ไหมครับ 555

เป็นหนังง่ายๆ ความยาวชั่วโมงครึ่งนิดๆ ถ้าคุณเป็นคอหนังชีวิตล่ะก็ขอบอกว่าห้ามพลาดครับ ของเขาดีจริงๆ ดูแล้วอบอุ่นสุขใจ โดยเฉพาะฉากจบสุดท้ายที่แม้จะดูง่ายๆ ไม่มีอะไรนอกจากคนแก่สองคนนั่งด้วยกัน โดยมีขนมชิ้นเล็กๆ วางตรงกลาง แต่ด้วยความที่หนังทั้งเรื่องมันบอกเล่าเรื่องราวของพวกเขา ว่าพวกเขารู้จักกันยังไง เคยไม่ชอบหน้ากันยังไง ผ่านอะไรกันมาบ้าง คุยเรื่องอะไรกันบ้าง ห่วงใยยังไงกันบ้าง เถียงกันตอนไหนบ้าง ฯลฯ เรื่องราวทั้งหมดมันฝังอยู่ในความทรงจำของคนดูและหลายสถานการณ์ก็ซึมถึงอารมณ์ความรู้สึก นั่นจึงทำให้ฉากสุดท้ายของหนัง เปี่ยมความหมายและเป็นบทสรุปที่งดงามอย่างยิ่งเท่าที่หนังสักเรื่องจะมีได้

ตัวหนังถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งรางวัลและรายได้ครับ เพราะทำเงินไป $106 ล้าน ถ้ารวมทั่วโลกก็ $145 ล้าน แค่นี้กำไรก็บานตะไทแล้ว (จำได้ใช่ไหมครับ ทุนสร้างน่ะ $7.5 ล้าน) นี่ยังไม่รวมรายได้ตอนออกวีดีโออีกนะครับ ไม่ต่ำกว่า $50 ล้านทีเดียว

เป็นหนังอีกเรื่องที่สมศักดิ์ศรีรางวัลออสการ์ทุกประการ

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

Advertisements