รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Failure to Launch (2006) จัดฉากรัก… กำจัดลูกแหง่

failure_to_launch

ค่านิยมชนิดหนึ่งของชาติตะวันตกก็คือ การเลี้ยงลูกหลานให้โตเติบใหญ่ ฝึกให้สามารถดูแลตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาบิดามารดร ก่อนจะผลักดันให้พวกเขาออกไปเผชิญโลกภายนอกอย่างเต็มตัว

ครั้นหากใครไม่ออกไปอยู่ลำพังพึ่งพาตนเอง เอาแต่เกาะพ่อแม่รับประทานยันแล้วล่ะก็ มีอันได้โดนชาวบ้านประฌามหยามเหยียดว่าเป็นลูกแหง่ไม่ยอมหย่านม

ชายหนุ่มรายที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกแหง่คือ ทริปป์ (Matthew McConaughey) ที่วันๆ เอาแต่สำเริงสำราญจิบสาวให้สนุกสนาน ก่อนจะเขี่ยทิ้งหากเบื่อแล้ว จากนั้นค่อยไปหารายใหม่ พฤติการณ์ของทริปป์ดำเนินอยู่หลายสิบปีจนคนเป็นพ่อเป็นแม่ (Terry Bradshaw และ Kathy Bates) ทนไม่ไหว เพราะขืนลูกยังปเนอย่างนี้ต่อไปจะอยู่ด้วยตัวเองได้อย่างไร เลยจัดแจงจ้างเอา พอลล่า (Sarah Jessica Parker) สาวสวยที่วางแผนไว้เสร็จว่าจะทำให้เขารักแบบหัวปักหัวปำ เพื่อสร้างความกระตือรือร้นให้เขาอยากออกไปทำมาหากินอยู่เองบ้าง ทีนี้ทริปป์ก็จะได้ออกจากบ้านไปสมใจ

แต่ลองว่าทริปป์สบายมาหลายปี มีหรือที่จะยอมออกจากรังนอนไปได้ง่ายๆ อยู่บ้านพ่อแม่สบายออก บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ ทำอะไรก็แบมือขอเงินได้ … งานนี้พอลล่าเลยต้องใช้กำลังภายในเยอะหน่อย แต่ระหว่างนั้นทั้งคู่ก็เริ่มมีใจให้กันมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมคงไม่ต้องพูดนะครับว่าลงท้ายแล้วสองคนนี้ลงเอยกันในรูปไหน

ไม่รู้ทำไมพอผมเห็นหน้า McConaughey ในหนัง ก็มีชื่อเรื่อง How to Lose a Guy in 10 Days เด้งขึ้นมาทันที คงเพราะติดตามั้งครับ แนวเรื่องจะว่าไปก็คล้ายกันอยู่ โดยเฉพาะการที่ฝ่ายหญิงมาหาพระเอกเพื่อจัดการอะไรสักอย่าง หลอกให้พระเอกตกหลุมรักแต่ไปๆ มาๆ ดันปิ๊งกันเสียนี่

ในเรื่องก็เข้าอีหรอบประมาณนั้นแหละครับ ดูเพลินๆ มีเรื่องเฮฮาแทรกกันไปตลอด McConaughey ก็อย่างที่บอกแหละครับ เหมือนใน How to Lose a Guy in 10 Days เลย ซึ่งก้แปลว่าแกแสดงได้ลื่นดีนะครับ เพียงแต่บทไม่ใหม่เท่านั้นเอง แต่ก็ไม่เสียหาย แกเล่นดีนี่หน่า

Parker ก็สวย เป็นสาวมั่นตามแบบฉบับของเธอล่ะครับ แต่พอถึงฉากน่ารักก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ถึงกระนั้นเธอก็ไม่ได้ฉายเสน่ห์เด่นเต็มที่ล่ะครับ ในตอนท้ายเมื่อทั้งคู่ต้องรักกัน ก็เป็นการรักตามบทไม่ได้ทำให้ใจคนดูคล้อยตามเท่าไหร่

ตามปกติหนังรักจะต้องมีบทสมทบมาขโมยซีน ซึ่งในเรื่องนี้ก็ได้แก่ Zooey Deschanel ในบทคิท เพื่อนซี้ของพอลล่า, Bradshaw เป็นอัล พ่อของทริปป์ และ Bates ก็เป็นแม่ของทริปป์ แต่ละคนก็มาขำๆ น่ะครับ ไม่ได้ขโมยจนเด่นมาก แต่ก็ช่วยให้หนังดูไปได้เรื่อยๆ

Tom Dey ผู้กำกับที่แจ้งเกิดจาก Shanghai Noon ได้อย่างดี ก่อนจะทำหนังแนวซ้ำซากอย่าง Showtime มาเรื่องนี้ก็พอไหว หนังดูเพลินครับ แต่ไม่ได้เด่นแต่อย่างใด พอยิ้มพอขำไปตามเรื่อง แต่ไม่ได้มีอะไรในกอไผ่ ไม่ชวนดูซ้ำเท่าไหร่

ประเด็นดีๆ ที่หนังมีแต่ไม่ได้ดันเรื่องราวให้เข้าถึงก็คือ ทำไมพ่อแม่ของทริปป์ต้องการดันลูกออกไปให้พ้นๆ จากบ้าน?

ในเรื่องเหมือนจะเป็นแค่พ่อแม่รำคาญลูกคนนี้เหลือเกิน จนไม่อาจทนได้เลยอยากให้ไปไกลๆ ซึ่งจุดนี้น่าเสียดายเหมือนกัน

ว่าตามจริงเป้าประสงค์ของการที่คนตะวันตกพยายามผลักดันให้ลูกตัวเองปีกกล้าขาแข็ง ออกจากบ้านไปเผชิญโลกภายนอกก็เพื่อให้ลูกมีความรับผิดชอบ รู้จักเอาตัวรอดในสังคม ที่สำคัญคือพึ่งพาตัวเองได้ในเรื่องเงินทอง เพราะพ่อแม่ก็ใช่จะหาเงินให้ได้มากมาย หรือต่อให้หาได้เยอะก็มีแต่ใช้แล้วหมดไป ดังนั้นหากประคบประหงมลูก จนลูกทำอะไรไม่เป็นงอมืองอเท้า มันย่อมเข้าข่ายพ่อแม่รังแกฉันในทันที

วิธีเลี้ยงลูกแบบนี้ก็ไม่ต่างจากราชสีห์เสือสางที่จัดการโยนลูกตัวเองลงหน้าผา ให้ไปเผชิญโลกกว้างเอาเอง ลูกตัวไหนรอดกลับมาก็คือตัวที่ธรรมชาติคัดสรรให้รอด

ดูเผินๆ เหมือนวิธีนี้ช่างโหดร้าย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าธรรมชาติ วิถีชีวิตทุกวันนี้ก็เอาระบบนี้มาใช้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะตอนทำงาน ถ้าผมงานไม่ดีก็โดนเด้ง ตอนเรียน ถ้าเรียนไม่เก่งเกรดไม่ถึงก็สอบตกหรือไม่ก็อนาคตตันเรียนต่อที่ดังๆ ไม่ได้

แข่งๆๆๆ สิ่งเหล่านี้ช่วยทำให้คนกับสัตว์ต่างกัน … หรือเปล่า?

แต่อย่างน้อยเป้าประสงค์ของพ่อแม่ที่อยากให้ลูกพึ่งตังเองได้ก็ยังสอนแบบประคับประคอง ไม่ได้โยนลูกลงผาเสียทีเดียว

ก็ให้เสียดายเพราะบทแม่ที่ได้ Bates มาแสดงนั้น เธอคนนี้เป็นดาราเจ้าบทบาทอยู่แล้ว แค่ถ่ายทอดความตั้งใจที่แม่ต้องการให้ลูกออกจากบ้านนั้นให้เข้าท่าเสียหน่อยทำไมจะทำให้ซึ้งใจไม่ได้ ใส่ลงไปในบทอีกหน่อย ได้สาระและความซึ้งเพิ่มขึ้นอีกหลายขีด

แม้หนังจะไม่ได้กล่าวถึงตรงนี้แต่ผมก็เห็นว่าไม่เสียหายที่จะบันทึกเอาไว้ ว่าการดูแลลูกแบบนี้บ้านเราอาจมองว่าไม่เข้าท่า ส่งเสริมให้ลูกเห็นแก่ตัว การแยกกันอยู่ก็เหมือนจะทำให้เกิดช่องว่างระหว่างพ่อแม่มากขึ้นไปอีก

บางคนคงคิดในใจ ก็เพราะเลี้ยงลูกแบบนี้ไง บ้านเมืองอเมริกาถึงได้เห็นแก่ตัวกันเยอะ เอาแต่ประโยชน์ส่วนตน … นั่นก็สุดโต่งอยู่น่ะครับ

อาจจะจริงที่การเลี้ยงลูกแบบนั้นมันเป็นดาบสองคม ถ้าลูกคนนั้นมีความคิดดีเขาก็จะไม่หลงไปในโลกแห่งการแก่งแย่งจนลืมครอบครัว แต่หากคิดผิดพลาดหน่อยหรือเจอสิ่งแวดล้อมที่แย่ๆ เข้าหน่อยก็จะกลายเป็นจอมเห็นแก่ตัวในบัดดล

มันเลยต้องมีการเลี้ยงดูลูกแบบผสมผสาน เอาแบบบ้านเราที่อบอุ่นประคบประหงมเป็นหลักก็ได้ แต่อย่าให้มากเกินไป จากนั้นค่อยๆ หยอดการสอนสั่งให้ลูกพึ่งพาตัวเองบ้าง เผชิญโลกตามลำพังบ้าง ให้มีสุขทุกข์ล้มลุกคลุกคลานตามครรลองของชีวิต เพื่อที่เมื่อเติบใหญ่เขาจะได้เป็นคนมีคุณภาพอีกคนหนึ่ง

ก็ไม่ใช่เพื่อใครหรอกครับ เพื่อให้ลูกเรายืนด้วยลำแข้งตัวเองได้นี่แหละ

ทรัพย์สมบัติที่ทรงคุณค่าที่สุดที่พ่อแม่จะให้ลูกได้ไม่ใช่ทรัพย์ศฤงคาร แต่เป็นวิชาความรู้ต่างๆ รวมถึงประสบการณ์ชีวิต พร้อมด้วยความรู้จักรับผิดชอบ

เพราะทรัพย์สมบัติมีวันหมด แต่ความรู้คู่ตัว ความเก่งคู่หัวไม่มีวันหมด มีแต่เพิ่มกับพูน

หนังไม่มีส่วนนี้ ผมยกมาพูดเองก็ได้ เพราะถือว่าได้ตอนดูหนังเหมือนกัน แม้หนังจะไม่ได้มีสื่อไว้ก็ตามที

ส่วนตัวหนังนั้นก็เดินเรื่องง่ายๆ เอาเพลินอย่างว่า ตอนจบพระนางสมหวัง แฮ้ปปี้เอนดิ้ง ไม่มีอะไรให้คิดมาก

ถ้าดูแบบไม่คิดมากก็โอเคครับ หรือถ้าชอบพระนางคู่นี้ก็ไม่มีปัญหา สองคนนี้ฉายเสน่ห์ไม่เลว แต่หากหวังความซาบซึ้งตรึงใจ ฮาสนุกตลอดล่ะคงไม่ใช่เรื่องนี้หรอกครับ แต่เพลินๆ เท่านั้น

How to Lose a Guy in 10 Days ฮา เพลินกว่ากันเยอะ

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

Advertisements