รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Saw III (2006) เกม ตัด-ต่อ-ตาย 3

p.txt

การสอนวิชาชีวิตด้วยเลือดของจิ๊กซอว์ (Tobin Bell) ยังไม่จบครับ เขากลับมาเริ่มเกมใหม่อีกครั้ง โดยให้อแมนด้า (Shawnee Smith) ทายาทของเขาไปจับตัวคุณหมอลินน์ (Bahar Soomekh) ให้มาช่วยชีวิตเขาเนื่องจากตอนนี้เขากำลังเป็นมะเร็งสมองระยะสุดท้าย แล้วเขายังจับตัว เจฟฟ์ (Angus Macfadyen) คุณพ่อที่จมอยู่กับความแค้น เนื่องจากมีคนมาขับรถชนลูกเขาตายไปเมื่อหลายปีก่อน มาตอนนี้จิ๊กซอว์ได้มอบโอกาสให้เจฟฟ์ได้เลือก ว่าเขาจะสุมไฟแค้นให้ระอุขึ้นไปอีก หรือเรียนรู้ที่จะวางมันลง เรียนรู้คุณค่าของการให้อภัย… เกมเริ่มต้นแล้ว

รู้ไหมครับว่าผมเพิ่งดู Saw ภาคนี้ (และทุกภาคหลังจากนี้) เมื่อต้นปีนี้เอง ออกจะแปลกใจตัวเองเหมือนกันครับเพราะปกติผมชอบดูนะ หนังสยองทำนองเนี้ย แล้ว Saw ยังจัดว่าเป็นหนังสยองที่มีกึ๋นใช้ได้อีก แต่ผมกลับไม่กระตือรือร้นดูเท่าไร จนเมื่อมันฉายครบจบชุดไปนี่แหละ ถึงค่อยไปถอย DVD มา ซึ่งอันนี้แอบดีใจนิดๆ เนื่องจาก DVD ชุดใหม่นี่เขาบอกว่าเป็นฉบับสมบูรณ์ ทำให้สบายใจได้ว่าปัญหา “ดูแล้วเสียอารมณ์เพราะหนังโดนเฉือนหรือหมอกลง” ที่หลายคนเคยบ่นเมื่อตอนออกแผ่นรอบแรกคงไม่เกิดกับเราอย่างแน่นอน

ภาคนี้ได้ James Wan กับ Leigh Whannell มาช่วยกันออกไอเดีย (ว่ากันว่าบทหนังภาคนี้เขียนเสร็จใน 1 อาทิตย์ครับ) ส่วนเก้าอี้กำกับก็เป็นของ Darren Lynn Bousman จากภาค 2 ซึ่งหนังก็ยังคงตื่นเต้นน่าติดตามในแบบฉบับของ Saw ครับ มีการทิ้งปม หลอกล่อ มีฉากโหดๆ มีการสอนด้วยเลือดของจิ๊กซอว์ มีการหักมุมครบถ้วน และดูท่าว่าในคราวแรกทีมงานคงอยากให้ภาคนี้เป็นตอนจบ เลยเก็บรายละเอียด เรื่องในภาคก่อนมาเล่าย้อน ซึ่งก็จัดว่าเข้าท่านะครับ ผมชอบอยู่แล้วล่ะหนังภาคต่อที่เขียนบทให้ไปเกี่ยวดองกับหนังต้นฉบับ เปิดเผยอะไรที่เราไม่รู้ หรือที่เราคิดว่ารู้ในภาคก่อนมาตีให้กระจ่าง ซึ่งอะไรแบบนี้ทำให้หนังเป็นเนื้อเดียวกับภาคแรกมากขึ้น และชวนให้เราอยากกลับไปดูภาคก่อนๆ ด้วย

แต่ก็ใช่ครับ หนังอาจไม่เด็ดเท่าภาคก่อนๆ แม้จะมีการเล่าเรื่องแบบยอกย้อนซับซ้อนสไตล์ภาคแรก แต่ลีลาการนำเสนอยังไม่ฉับไว ไม่จับใจเร้าอารมณ์เท่าภาคแรก แต่ได้แค่นี้ก็นับว่าโอเคแล้วล่ะครับสำหรับหนังตอนต่อ แล้วก็ต้องขอบคุณ Wan กับ Whannell ด้วยที่ได้วางรากฐานจุดเด่นของ Saw ไว้อย่างแข็งแรงตั้งแต่ภาคแรก เพราะปกติหนังสยองมันมักจะไม่มีอะไรใหม่ครับ มีแค่การวางช็อตฆ่าให้โหดๆ การถ่ายภาพให้ดูลึกลับ ส่วนเนื้อหาก็เดิมๆ แต่กับ Saw นั้นถือว่าทีมงานได้เปิดประตูบานใหม่ให้กับวงการหนังสยอง ที่เติมอะไรลงไปได้อีกเรื่อยๆ โดยเฉพาะเนื้อหาและการใส่ใจในรายละเอียด การวางเรื่องหลอกล่อคนดู นี่เลยกลายเป็นแพทเทิร์นที่ทำให้ Saw สามารถทำต่อไปได้อีกหลายภาค เพราะมันไม่ใช่แค่หนังฆาตกรโรคจิตที่ไล่ฆ่าแล้วจบ พอภาคหน้าก็หน้าด้านฟื้นมาฆ่าใหม่ แต่มันกลายเป็นหนังใช้สมองและชี้ชวนให้เห็นว่าแต่ละประเด็นในหนังมีความสำคัญทั้งสิ้น ไม่ใช่ผ่านมาแล้วผ่านไปแบบหนังสยองทั่วไป

ขอคารวะครับ พี่ Wan กับ Whannell

3

ภาคนี้ดารารายที่เด่นแท้ๆ ก็หนีไม่พ้น Bell ที่สวมวิญญาณจิ๊กซอว์ได้อย่างเยี่ยม หรือ Smith ก็เติมดีกรีความระทึกให้หนังเป็นพักๆ ส่วน Macfadyen ก็เล่นเป็นคุณพ่อที่จมอยู่กับอดีตได้เจ๋งเหมือนกัน แล้วยังเป็นการเปิดตัวบทเจ้าหน้าที่ฮอฟฟ์แมน (Costas Mandylor) กับ จิลล์ (Betsy Russell) ที่เห็นเพียงแว้บๆ แต่พวกเขาจะมีบทบาทเยอะในตอนถัดไปครับ

สำหรับบทเรียนวิชาชีวิตของจิ๊กซอว์ในคราวนี้ มาในแนวเกมซ้อนเกม สอนซ้อนสอน ซึ่งประเด็นหลักก็หนีไม่พ้น “การให้อภัย” อย่างที่เขาว่าน่ะครับการโกรธแค้นเคืองเคียดนั้นไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น โดยเฉพาะตัวเราเองที่เศร้าแล้วเศร้าอีก ทุกข์แล้วทุกข์เล่า เวลาแค้นที พยาบาททีก็เหมือนเอาความทุกข์มาฉายซ้ำ เอาไฟมาเอาตัวเอง เอามีดเล่มเดิมมาเติมแผลให้ตนเองซึ่งไม่เข้าท่าเลยครับ สู้เอาเวลาไปเริ่มชีวิตใหม่ ไปทำสิ่งใหม่ให้ชีวิตเดินต่อไปย่อมดีกว่า

(ถัดจากนี้มีสปอยล์นะครับ ระมัดระวังไว้ ไม่อยากรู้แนะนำให้ไปอ่านย่อหน้าสุดท้ายตรงให้ดาวเลยแล้วกัน)

อย่างตัว เจฟฟ์เป็นต้น เขาเฝ้าแต่โทษคนที่ทำให้ลูกเขาตาย โทษทุกคนที่มีส่วนในเรื่องนั้น (ทั้งที่มีส่วนจริงและมีส่วนแบบ “เจฟฟ์เหมารวม“) จนชีวิตพังทลาย ครอบครัวแตกสลาย จริงที่เขาเสียลูกชายไป แต่เขายังมีลูกสาวอีกคนครับ ซึ่งการที่เขาเอาแต่จมอยู่กับความแค้น จมอยู่กับอดีตจนลืมปัจจุบัน ลืมลูกสาวที่อยู่เคียงข้างเขา ในคราวนี้จิ๊กซอว์เลยสอนบทเรียนให้เขารู้ว่า การจมอยู่กับความแค้นนอกจากทำให้เขาทุกข์ ทำให้ครอบครัวแย่แล้ว ยังอาจเป็นการฆ่าลูกสาวทางอ้อม เป็นการทอดทิ้งเธอให้ตายทั้งเป็นไปเลยก็ได้

บางครั้งคนเราก็มุ่งแต่จะโทษคนอื่น ฟาดงวงฟาดงาไปเรื่อยเมื่อโกรธใคร ทั้งที่จริงๆ แล้ว ไม่ว่าเราจะเสียอะไรหรือเกิดปัญหาแบบไหน ขอเพียงเราใจเย็น มีสติ คิดให้ดีว่าอะไรควรทำไม่ควรทำแล้วก็หันมาคุมตัวเองให้ดี จากนั้นก็เริ่มชีวิตใหม่ แม้การทำแบบนั้นจะไม่สามารถเอาสิ่งที่เสียไปคืนมาได้ แต่อย่างน้อยเราก็สามารถรักษาสิ่งที่เรายังมีอยู่ไว้กับเราต่อไปได้

ทว่าถ้าเราจมอยู่กับความสูญเสีย แค้นเคืองจะเอาเรื่องใครต่อใคร แบบนั้นชีวิตเราก็มีแต่ดิ่งลงเหว คนรอบตัวก็อาจต้องมาทุกข์เพราะเราอีกต่อหนึ่ง

สิ่งที่เกิดกับเจฟฟ์ในเกม ก็เกิดกับชีวิตจริงของใครหลายคนน่ะครับ จมอยู่กับความสูญเสีย แทนที่จะเอาเวลาไปเริ่มชีวิตใหม่ เอาเวลาไปถนอมดูแลสิ่งที่ยังหลงเหลือหรือคนรักที่ยังรอให้เราดูแล จนในที่สุดก็ไม่เหลืออะไร จะแก้ไขอะไรก็สายเกินการณ์

และคราวนี้นอกจากจิ๊กซอว์จะสอนเจฟฟ์แล้ว ก็ยังไพล่ไปสอนถึงอแมนด้า ผู้ที่เขาหวังว่าจะสืบทอดตำแหน่งจิ๊กซอว์ได้ ซึ่งบททดสอบสุดท้ายก็คือการสอนให้เธอรู้จักควบคุมจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดที่เธอมี นั่นคืออารมณ์ความรู้สึก

อแมนด้าเป็นคนที่อารมณ์รุนแรงครับ เวลาโกรธก็โกรธจริง แค้นก็แค้นจริง ไม่พอใจอะไรก็ปล่อยให้ความโกรธมาสิงร่างทุกที จนจิ๊กซอว์ต้องใช้บทเรียนสอนให้เธอซึมซับว่า “การตัดสินใจทำอะไรด้วยอารมณ์ มันส่งผลร้ายตามมาเสมอ และหลายครั้งทีเดียว ที่ผลร้ายนั้นจะเกิดขึ้นโดยที่เราไม่อาจแก้ไขอะไรได้อีก”

เจฟฟ์ และ อแมนด้าคือ 2 ตัวทดสอบสุดท้ายที่จิ๊กซอว์อยากรู้ว่า คนเราจะเรียนรู้ได้ไหม จะเปลี่ยนตัวเองได้ไหม จะคุมอารมณ์ โทสะ ความแค้นได้หรือไม่ เพราะหากทั้งสองทำไม่ได้ เขาก็ต้องยุติบทบาทของทั้งสองลง เพื่อไม่ให้ทั้งสองออกไปสร้างความเสียหายให้กับชีวิตตนเองและผู้อื่น

ยอมรับว่าจิ๊กซอว์แกวางแผนทั้งผูกทั้งแก้ไว้หลายชั้นจริงๆ แม้แกจะโหด แต่เขาก็รู้ครับว่าการจะเอาตำแหน่งจิ๊กซอว์ให้ใครมันก็ต้องดูให้ดี ถ้าอแมนด้าผ่านบททดสอบนี้ไม่ได้ ก็เท่ากับว่าเขากำลังจะมอบตำแหน่งให้เครื่องจักรสังหาร แทนที่จะสร้างจิ๊กซอว์คนใหม่ให้ไปมอบบทเรียนเลือดให้กับโลกต่อไป

โหดก็จริง แต่พี่ท่านมีหลักการในแบบของตัวเอง เรียกว่าพอมีจรรยาบรรณ (ถึงจะออกแนว “บรรลัย” ไปสักหน่อยก็เถอะ)

Dr-lynn-denlon

หรืออย่างประเด็นเรื่องเครื่องมือกับดักในการฆ่าคน พี่จิ๊กซอว์ก็ยังไม่วายแทรกบทเรียนสอนอแมนด้าลงไป

เครื่องจักรมันไร้ชีวิตครับ มันจะทำให้คนตายได้หรือทำให้คนมีโอกาสรอด มันขึ้นอยู่กับเราผู้ประดิษฐ์ จิ๊กซอว์คือสิ่งมีชีวิตที่พยายามสอนสิ่งมีชีวิตด้วยกัน ให้เข้าใจชีวิตโดยใช้สื่อกลางเป็นของไม่มีชีวิต (อย่างกับดักนรกทั้งหลาย)

ถ้าคนที่ได้รับการทดสอบตัดสินใจในทิศทางที่จะช่วยให้มีชีวิต เขาก็มีชีวิตรอด และหนีพ้นจากสิ่งไม่มีชีวิตไปได้

แต่ถ้าคนสร้างมันกลับไม่มีชีวิต ไม่มีจิตใจแบบเดียวกับเครื่องมือ หมายมั่นแต่จะให้คนตายเพียงอย่างเดียว ยังไงปลายทางของเรื่องก็จะเต็มไปด้วยสิ่งไม่มีชีวิต ไม่ว่าจะเหยื่อที่ต้องไร้ชีวิต และตัวคนทำเองก็จะหมดความเป็นคนลงไปเรื่อยๆ

นี่คือจุดต่างที่จิ๊กซอว์เห็นชัดมากครับ ว่าเขานั้นทำเพราะตระหนักในคุณค่าชีวิต ส่วนอแมนด้ากลับทำโดยไม่เห็นค่าของชีวิตแต่อย่างใด และยังไม่สามารถปล่อยวาง ไม่สามารถคุมอารมณ์ตนให้ทำในสิ่งที่ถูกได้

บทเรียนชีวิตพี่จิ๊กซอว์คราวนี้มีอะไรให้คิดหลายอย่างดี ก็ต้องชมทีมเขียนบทล่ะครับที่ขยันสร้าง ขยันคิดกันเหลือเกิน ซึ่งผมถือเป็นเรื่องดีนะครับ ที่ช่วยทำให้หนังชุดนี้ยังมีดี มีความสนุกน่าติดตาม มีอะไรชวนให้คิดอยู่เรื่อยๆ

แต่ยอมรับว่าภาคนี้โหดมาก โดยเฉพาะฉากผ่าตัดแบบสดๆ ที่ดูแล้วเสียวเหลือแสน คงมีคนรับไม่ไหวเหมือนกันนะนั่น

เป็นภาคต่อที่น่าพอใจเช่นเคยของหนังชุดนี้

อย่าลืมนะครับ หนังเรื่องนี้จะว่าไปก็ถือเป็นเครื่องมืออันหนึ่งเหมือนกัน มันสร้างโดยเหล่าสิ่งมีชีวิต ที่กระซิบผ่านหนังที่ไม่มีชีวิต ให้เรียนรู้ว่า “การมีชีวิตที่ดีนั้นควรทำเช่นไร

ซึมซับบทเรียนสร้างชีวิตครับ อย่ามัวแต่จ้องในเรื่องการคร่าชีวิตเพียงอย่างเดียว

ดูให้ชีวิตดีขึ้นนะครับ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

saw-3-2

Advertisements