รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Saw II (2005) ซอว์ เกมต่อตาย… ตัดเป็น 2

saw-2-poster

การกลับมารอบ 2 ของจิ๊กซอว์ (Tobin Bell) ที่ยังเดินหน้าสอนวิชาชีวิตด้วยเลือดต่อไป ในภาคนี้เขาตั้งใจจะเล่นเกมกับ เอริค แมทธิวส์ (Donnie Wahlberg) นายตำรวจเจ้าอารมณ์ที่มือไม่ค่อยจะสะอาดสักเท่าไร แล้วยังละเลยลูกเมียเป็นนิจอีกด้วย จิ๊กซอว์เลยดำเนินการจับ แดเนียล ลูกชายของเอริค (Erik Knudsen) มาเข้าสู่เกมมรณะในพื้นที่ปิดตายร่วมกับคนแปลกหน้าอีกกลุ่มหนึ่ง ทำให้เอริคต้องโดดลงไปเล่นเกมพร้อมแข่งกับเวลาเพื่อช่วยชีวิตลูกของเขาให้ทัน

Darren Lynn Bousman อดีตผู้กำกับมิวสิควีดีโอได้มากำกับภาคนี้ครับ โดยเขียนบทร่วมกับ Leigh Whannell เจ้าเก่าจากภาคแรก ส่วนพี่ James Wan ก็อำนวยการสร้างพร้อมเก็บค่าต๋งลิขสิทธิ์หนังชุดนี้ไปแบบสบายๆ ซึ่งว่าตามจริงหนังอาจไม่เด็ดสุดยอดเท่าภาคแรก แต่ก็ยังถือเป็นหนังสยองขวัญที่ดูสนุก ตื่นเต้น ดูแล้วไม่ผิดหวังตามมาตรฐานของหนังชุดนี้ เรียกว่ามีดีกว่าหนังสยองชุดอื่นเยอะ ที่พอทำภาคต่อทีไรเนื้อหามักจะจืดลง เนื้อเรื่องก็เลอะๆ เละๆ ไม่เข้าท่า แต่กับ Saw นี่ภาคต่อยังจัดว่าอร่อยคล่องคอ หลอกล่อคนดูได้สำเร็จ และมีสาระแทรกเป็นยาดำครบเครื่องอยู่

ดีกรีความตื่นเต้นก็ยังมีครับ ฉากโหดก็ยังมาเรื่อยๆ จำนวนศพก็เยอะขึ้นตามสไตล์หนังภาคต่อ ขณะเดียวกันบทหนังก็พยายามสร้างความต่างโดยการเปิดตัวจิ๊กซอว์ให้เราเห็นตั้งแต่แรก และเขาก็ยอมให้ตำรวจตามมาจับแบบง่ายๆ อีกด้วย ซึ่งคนดูอย่างเราก็พอจะเดาได้ล่ะครับว่าคนอย่างจิ๊กซอว์น่ะไม่ยอมให้จับเปล่าๆ หรอก มันต้องมีแผนอะไรแน่ๆ

ผมว่าเข้าท่าดีครับ หนังเปิดโอกาสให้เรารู้จักจิ๊กซอว์มากขึ้นผ่านบทสนทนากับเอริค ซึ่งอะไรที่เขาเอ่ยออกมานั้นน่าคิดหลายอย่าง ไม่ว่าจะการสอนแบบตรงๆ ว่าคนเรามักจะลืมสิ่งมีค่าใกล้ตัวไป อย่างเอริคที่ลืมลูก แทบไม่สนใจลูกเลยมาตลอดชีวิต แต่พอรู้ว่าลูกอยู่ในมือมัจจุราชก็ค่อยตาลีตาเหลือกหาทางช่วย

 

การสอนวิชาชีวิตด้วยเลือดรอบนี้ จิ๊กซอว์ก็ยังกระซิบถามคนดูแบบกลายๆ ครับ ว่าเราได้หลงเลือกทางเดินชีวิตอย่างผิดๆ หรือไม่ (คือแทนที่จะเลือกทางที่ดี ดันไปเลือกที่ทางเลวร้ายแทน) เรามีความสุขสบายบนความทุกข์ของคนอื่นหรือเปล่า เราได้ความสุขมาโดยแลกกับสิ่งมีค่าอย่างครอบครัวหรือไม่

และสิ่งที่จิ๊กซอว์ไม่ลืมสอนก็คือ เรื่องของสติและการคุมอารมณ์ครับ เช่นเคยที่เหยื่อหลายรายเกือบรอดได้ หากมีสติ หากใจเย็นกว่าที่เป็น โดยเฉพาะเอริคครับ หากเขาเลือกที่จะใจเย็น เลือกที่จะฟังจิ๊กซอว์อย่างตั้งใจจริงๆ พินิจใคร่ครวญความนัยจากคำพูดของจิ๊กซอว์ดีๆ เรื่องเลวร้ายอาจบรรเทาลงกว่านี้ก็เป็นได้

จริงๆ แล้วนอกจากวิชาชีวิตที่เราได้จากจิ๊กซอว์แล้ว เรายังได้จากตัวเอริคด้วยนะครับ เราจะเห็นสิ่งที่ไม่ควรทำหลายอย่างในตัวพี่ท่าน ไม่ว่าจะการเล่นไม่ซื่อให้ร้ายคนอื่น หรือการใช้อารมณ์กับลูกจนเกิดเรื่อง ถ้าลองย้อนคิดให้ดี จะเห็นครับว่าเอริคคือผู้นำภัยมาหาตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อย่างตอนแรกที่เขาทะเลาะกับลูก จนลูกทนไม่ได้เลยบอกว่าอยากอยู่กับแม่มากกว่านั้น แทนที่เขาจะพยายามคุยดีๆ เขากลับรีบตะโกนไล่ลูกว่าจะไปไหนก็ไปในบัดดล

นาทีนั้นแม้เขาจะได้ยินสิ่งที่ลูกพูดครบทุกคำ ซึมซับอารมณ์ขุ่นมัวที่ลูกบอกทั้งหมด แต่เขากลับไม่ได้ “ฟัง” ลูกอย่างจริงจังเลยแม้แต่น้อย

ถ้า “ฟัง” เขาย่อมได้ยินสิ่งที่ลูกพยายามสื่อออกมา… ลูกสื่อว่าเขาอยากอยู่กับแม่มากกว่า… มันเพราะอะไรล่ะ… ก็เพราะเอริคเองทำตัวไม่น่าอยู่ด้วยสำหรับลูกน่ะสิ เขาไม่เปิดโอกาสให้ลูกพูด ระบายความในใจ ไม่ฟังลูกด้วยใจเลย เช่นนี้แล้วปัญหาระหว่างเขากับลูกก็ย่อมไม่มีวันพบทางออกได้ เพราะเขาไม่เคยได้ยินโจทย์แบบชัดๆ เขาก็ย่อมไม่สามารถตอบโจทย์ให้ตรงได้ ผลเลยกลายเป็นความไม่เข้าใจนั่นเอง

หรือตอนสนทนากับจิ๊กซอว์ อย่างที่บอกครับ คำพูดจิ๊กซอว์หลายอันคือ “กุญแจ” ที่มีประโยชน์อย่างมากในการช่วยลูก แต่เพราะเอริคใจร้อน ไม่ฟังใครแบบจริงจังและตั้งใจ นั่นเองที่ทำให้เขาไม่ได้ยินสิ่งที่จิ๊กซอว์พูด ไม่รับรู้สิ่งที่จิ๊กซอว์พยายามสอน

จริงๆ แล้ว “การฟัง” นี่แหละ คือกุญแจที่ช่วยไขปัญหา แก้เรื่องวุ่นวายให้กับชีวิตเราได้ แต่น้อยคนเหลือเกินที่จะหยิบกุญแจนี้ขึ้นมาใช้งาน

รอยยิ้มในตอนท้ายของจิ๊กซอว์นั้นผมว่าเป็นรอยยิ้มกึ่งสาใจกึ่งผิดหวังน่ะครับ เพราะจะว่าไปแล้วเอริคถือเป็นเหยื่อรายที่เจออันตรายน้อยที่สุด มีโอกาสรอดจากเกมมากที่สุด แต่เพราะตัวเขาเองไม่ยอมเปลี่ยน ไม่ยอมรับจุดเสียของตัวเอง เอาแต่ยึดอยู่กับจุดเสียเดิมๆ จนในที่สุดเอริคก็เลยเอาตัวเองไปเจอกับวิกฤติจนได้

คราวก่อนเราอาจตีความจิ๊กซอว์ได้ว่าเป็นตัวแทนของความตายที่มาทักทายเราให้รู้จักใช้ชีวิตให้ดี ส่วนภาคนี้จิ๊กซอว์เป็นเหมือนตัวแทนปัญหา ตัวแทนโจทย์ของชีวิตที่มาเพื่อทำให้ผู้ประสบนั้น เห็นตัวเองชัดขึ้น มาเพื่อสะท้อนสิ่งที่เราเป็นให้ชัดเจน ว่าเรานั้นเป็นคนเช่นไรยามเจอปัญหา เรามีจุดอ่อนอะไร เรามีจุดเสียตรงไหน ซึ่งขอเพียงเรารับมือกับปัญหาอย่างมีสติ และมองจนเห็นจุดอ่อนที่เรามี จากนั้นก็เดินเรื่องถอดถอนมันซะ เพียงเท่านี้อะไรๆ ในชีวิตก็จะดีขึ้นได้

แต่หลายคนเจอปัญหาแล้วกลับลน จนแม้แต่ชีวิตตัวเองก็เอาไม่อยู่ จะมีก็แต่ตัวละครหนึ่งในเรื่องที่เห็นจุดเสียตนเอง เลยเลือกที่จะเริ่มต้นใหม่ อันนี้ขอให้มองแบบแยกแยะนะครับ จริงที่สิ่งที่ตัวละครนั้นทำไม่ใช่เรื่องดี แต่สาระที่ควรมองก็คือ “การรู้ตนแล้วแก้ตน” นั่นต่างหากที่ควรเก็บไปคิด

อย่างสิ่งที่เอริคได้เห็นผ่านจอ (ที่ฉายให้เห็นว่าลูกเขาต้องเจอกับอะไร) นั้นคือผลรวมแห่งความผิดพลาดที่เขาทำ ไม่ว่าจะลูกที่เขาทอดทิ้ง ผู้ต้องหาที่เขายัดข้อหา ฯลฯ จนถึงตอนนั้นอีริคก็ยังไม่เห็นและไม่เรียนรู้อะไรเลย

 

อีกหนึ่งที่หนังสอนคนเป็นพ่อแม่โดยตรงก็คือ จะทำอะไรก็ขอให้ทำสิ่งที่ดีไว้ดีกว่าครับ เพราะถ้าเราทำสิ่งเลวร้าย เล่นไม่ซื่อ หรือคดโกงใครแล้ว ไม่แน่ว่าวันหนึ่งคนที่เราเคยไปทำเขาไว้อาจย้อนกลับมาทำอันตรายต่อลูกของเรา ว่าง่ายๆ คืออย่าสร้างศัตรูไว้เลยครับ มันจะเป็นหนึ่งในวัคซีนป้องกันไม่ให้อันตรายมาเกิดกับลูกเราได้ทางหนึ่ง

จัดว่าหนังอธิบายคำที่ว่า “กรรมใดที่ทำไว้ ระวังจะมาตกกับลูก” ได้ไม่เลวทีเดียว

สำหรับงานสร้างของภาคนี้ก็เริ่มตั้งแต่ตอนหนัง Saw ภาคแรกเปิดตัวได้อย่างสวยงามพร้อมคำชมอีกกระบุงโกยน่ะครับ ทีนี้ในสัปดาห์แรกที่หนังฉายทาง Lionsgate ก็รีบบอกให้ James Wan และ Leigh Whannell เดินหน้าทำภาคต่อทันที แต่พอดีว่าทั้งคู่ดันไปรับงานทำหนังสยองเรื่อง Dead Silence ให้กับ Universal แล้ว เลยไม่สามารถจะกลับมาทำภาคต่อหรือแม้แต่เขียนบทภาค 2 ให้ก็ยังทำไม่มีเวลาเลยน่ะครับ

แต่ก็มีเรื่องประจวบเหมาะพอดี อันนี้ต้องย้อนไปตั้งแต่ก่อนที่หนัง Saw ภาคแรกจะฉายนะครับ ว่าก่อนหน้านั้นได้มีผู้กำกับมิวสิควีดีโอนามว่า Darren Lynn Bousman ได้เขียนบทหนังสยองขึ้นมาเรื่องหนึ่ง โดยใช้ชื่อว่า The Desperate แล้วก็พยายามนำเสนอตามสตูดิโอต่างๆ แต่ก็ไม่มีใครยอมรับ โดยให้เหตุผลว่า “บทมีความรุนแรงมากเกินไป” แต่เขาก็ไม่ยอมท้อครับ เดินหน้านำเสนอต่อไป จนมีสตูดิโอของเยอรมันเจ้าหนึ่งสนใจพร้อมมอบทุน 1 ล้านให้เขาทำหนังเรื่องนี้ แล้วการเตรียมงานสร้างก็เริ่มต้น

ในขั้นตอนเตรียมงานสร้างนั้น Bousman ก็ได้ไปติดต่อผู้กำกับภาพที่ชื่อ David A. Armstrong ให้มาร่วมงาน แล้วก็บังเอิญครับที่พี่คนนี้เขาเพิ่งรับหน้าที่เป็นผู้กำกับภาพให้ Saw มาหมาดๆ และเขาก็รู้ดีว่าตอนนี้ทาง Lionsgate กำลังอยากได้บทหนังภาคต่อของ Saw ซึ่งพอ Armstrong ได้อ่านบทหนัง The Desperate ก็พบว่ามันมีหลายอย่างที่มีทิศทางแนวเดียวกับ Saw จนน่าจะสามารถเอามาดัดแปลงได้

Armstrong เลยพา Bousman เข้าพบ Gregg Hoffman ผู้อำนวยการสร้างหนัง Saw ภาคแรก แล้วก็มีการเจรจาครับ ทาง Bousman ก็ตกลงที่จะให้ดัดแปลงบท โดยเขาและ Whannell ร่วมกันแปลงบทจนในที่สุดบทหนัง The Desperate ก็กลายมาเป็น Saw II โดยสมบูรณ์

อย่างที่บอกครับ แม้จะไม่เจ๋งแจ๋วเท่าภาคแรก เพราะมันจะอ่อนกว่าหน่อยตรงการเดินเรื่องทื่ยังมีช่วงอืดๆ บ้าง การทิ้งปมที่แม้จะเร้าใจแต่ก็ยังไม่เท่าภาคแรก และทีมดาราที่มาแสดงมากขึ้นก็จริง แต่คนที่น่าจดจำสุดๆ ต้องยกให้ Tobin Bell ที่เป็นจิ๊กซอว์ได้เด็ดมาก นอกนั้นรายอื่นก็ถือว่าเสมอตัว ไม่เหมือนภาคแรกที่กระจายความเด่นได้แบบครบถ้วนจริงๆ

ยังไงก็ถือว่าเป็นภาคต่อที่น่าพอใจกว่าภาคต่อหนังสยองทั้งหลายครับ ดูเพลินแล้วยังชวนดูซ้ำ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements