รีวิวหนังสือ

[ อ่านบ้านๆ #83 ] คนไขลาน (A Clockwork Orange) (Anthony Burgess)

10407258_786267198109494_7091120143522953919_n

ดูซีรี่ส์ Biblia Koshodou no Jiken Techou จบแล้วครับ เชียร์ให้คนรักหนังสือลองสัมผัส เพราะเนื้อหานับว่ามีความหมาย บางตอนก็ลึกซึ้งงดงาม ซึ่งซีรี่ส์ชุดนี้เครื่องเริ่มติดให้คนดูอยากตามประมาณตอนที่ 3 แต่ข้อจำกัดประการหนึ่งคือหนังสือที่เป็น Topic หลักของแต่ละตอนจะเป็นผลงานของนักเขียนญี่ปุ่นซึ่งบ้านเราหาโอกาสสัมผัสได้ยาก ทำให้ดีกรีการเข้าถึงของเราอาจยังไม่ลึกมาก แต่เชื่อว่าถ้าเรามีโอกาสได้อ่านหนังสือเหล่านั้น ก็น่าจะเข้าถึงเรื่องได้ดีขึ้น

ที่แน่ใจอย่างนั้นก็เพราะตอนที่ 5 ของซีรี่ส์ หนังสือประจำตอนเป็นหนังสือที่ผมเคยได้สัมผัสและเข้าใจประวัติของมันพอสมควร (จะมีการเปิดเผยเนื้อเรื่องนะครับ หากไม่อยากทราบ แนะนำว่ายังไม่ต้องอ่าน ไว้ดูแล้วค่อยมาอ่านอีกที)

หนังสือที่ว่าคือ A Clockwork Orange หรือ “คนไขลาน” ของแอนโธนี เบอร์เจสส์ (Anthony Burgess) ที่แปลไทยโดย ปราบดา หยุ่น ซึ่งหนังสือที่ว่านี่ร้านก็เพิ่งได้เข้ามาวางเมื่อไม่กี่วันก่อน (แต่เคยอ่านก่อนหน้านั้นนานพอสมควร)

A Clockwork Orange เป็นนิยายที่ได้รับการโจษขานในเรื่องความรุนแรง หรือฉบับหนังของ Stanley Kubrick ก็มีคนยกให้เป็นหนังที่มีความรุนแรงมากเกินความจำเป็น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ครับว่าเนื้อในของมันมีความโหดร้าย การกระทำผิด เลือด เจืออยู่ตลอด แต่หากจะกล่าวว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ควรแตะต้องก็คงเป็นคำสรุปที่แรงไป เพราะจริงๆ เบื้องหลังความรุนแรงต่างๆ นั้น หนังมีคำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ เกี่ยวกับ “ดี” “ชั่ว” และเกี่ยวกับสภาวะสังคมโลกได้อย่างน่าคิดตาม

Biblia ตอนที่ 5 เปิดเรื่องมา ชิโอริโกะนางเอกเจ้าของร้าน Biblia นำหนังสือมาให้ห้องสมุดที่โรงเรียนสตรีแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าอาจารย์บรรณารักษ์ได้คัดเลือกและตีหนังสือกลับมาจำนวนหนึ่ง เมื่อชิโอริโกะถามว่าเพราะเหตุใด อ. บรรณารักษ์ก็ตอบว่าหนังสือเหล่านี้มีเนื้อหารุนแรง ไม่เหมาะให้เด็กอ่าน เพราะอาจเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี (หนึ่งในนั้นมีเรื่อง A Clockwork Orange อยู่ด้วย)

ต่อมาสาวน้อยคนหนึ่งที่เป็นลูกค้าก็ขอให้ชิโอริโกะช่วย เพราะพี่สาวของเธอกำลังถูกภาคทัณฑ์เนื่องจากขโมย CD 8 แผ่นจากร้านไป แม้เธอจะรับสารภาพแต่เธอก็ยังต้องรับโทษ

ต่อมาหนังก็เผยให้รู้ว่าพี่สาวของลูกค้าคนนี้เคยเขียนบทความวิพากษ์นิยายเรื่อง A Clockwork Orange จนได้ตีพิมพ์ ดังนั้นพอเธอมีเรื่องขโมยของเลยทำให้ใครๆ พากันโยงเรื่องว่าการอ่านนิยายที่มีเนื้อหารุนแรงนี่มันมีแต่ผลเสียจริงๆ ขนาดเพื่อนๆ ของชิโอริโกะก็ยังพลอยคิดแบบนั้น ถึงกับตั้งคำถามว่า เด็กที่อ่านนิยายแบบนี้จะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ยังไง

แต่ระหว่างนั้นชิโอริโกะก็จับพิรุธบางอย่างได้ ในที่สุดเรื่องก็เฉลยว่าแท้จริงแล้วพี่สาวของลูกค้าคนนี้ไม่ได้ขโมยครับ แต่เธอโดนเพื่อนข่มขู่ให้รับผิดแทน ไม่เช่นนั้นเพื่อนจะเอาความจริงที่ว่า “บทความวิพากษ์ A Clockwork Orange นั้น จริงๆ แล้วลอกมาจากงานคนอื่นอีกต่อหนึ่งต่างหาก” ซึ่งเธอก็ยอมรับครับว่าลอกเขามาจริง

ผมยอมรับว่าดูตอนนี้สนุกมาก ถึงขั้นลุกขึ้นยืนคิดตลอด คิดตามเรื่อง คิดตามนางเอก ส่วนสำคัญก็เพราะผมเคยอ่านหนังสือและพอรู้ประวัติ อย่างประเด็นสำคัญที่สุดคือ A Clockwork Orange นั้นในเล่มจะประกอบด้วย 3 ภาค ภาคละ 7 บท รวมกันก็เป็น 21 ตอน แต่ปรากฏว่า Burgess ผู้เขียนจำต้องเฉือนบทที่ 21 ทิ้งไปเพราะทางสำนักพิมพ์ไม่ชอบครับ อยากให้เรื่องมันจบในบทที่ 20 พอ ถึงขั้นว่าถ้า Burgess ไม่ยอมก็ไม่ต้องมีการตีพิมพ์กันเลย (แน่นอนว่า Burgess ก็จำต้องยอม)

ทำให้นิยายเรื่องนี้ถูกตีพิมพ์โดยไร้บทที่ 21 นานหลายทศวรรษ จนราวๆ ทศวรรษก่อนนี่แหละถึงจะมีการยอมนำบทที่ 21 มาตีพิมพ์ลงในนิยาย (ฉบับแปลโดยคุณปราบดานั้นก็คือฉบับที่มีตอนที่ 21 ครบถ้วนแล้ว) ซึ่งซีรี่ส์ตอนนี้สามารถใช้ปมว่าด้วย “บทที่ 21” มาใช้ในการคลายปริศนาเรื่อง “เธอคนนี้ลอกบทความจริงหรือไม่” ได้อย่างฉลาดยิ่ง

ก่อนที่หนังจะเฉลยอีกต่อหนึ่งว่า เจ้าของบทความดั้งเดิมที่โดนลอกนั้นก็ไม่ใช่ใคร แต่คือ ชิโอริโกะ เองนั่นแหละ!

จุดที่ถือว่าเด่นมากในตอนนี้คือการเอาเพลง Singing in the Rain มาใช่ประกอบ ซึ่งคนที่เคยสัมผัส A Clockwork Orange จะทราบดีว่าเพลงนี้ปรากฏในหนังด้วย อย่างมีนัยน่าสนใจ

สำหรับในซีรี่ส์นี้ เพลง Singing ก็ถูกนำมาใช้ แต่ผมว่าบริบทการนำมาใช้นั้นจัดว่าลึกซึ้ง เพราะมันไม่ได้สื่อถึงแต่ Clockwork แต่ยังสื่อถึงสถานการณ์ในซีรี่ส์ตอนนี้ได้อย่างดี

Singing in the Rain คือหนังเพลงที่ยอดเยี่ยม ดูแล้วมีความสุข แต่ความจริงคือหนังก็แอบจิกกัดเรื่องมายาในวงการบันเทิง เช่นการ Blackmail, การขู่บังคับ หรือการแอบอ้างผลงาน ทำให้การสอดแทรกเพลงๆ นี้ลงในเรื่องราวเป็นทั้งการสื่อถึง Clockwork และยังสะท้อนเหตุการณ์ในหนังได้อีกด้วย

Biblia ตอนนี้จึงสอดแทรกสาระที่น่าสนใจมากๆ เกี่ยวกับ “การที่เยาวชนอ่านนิยายที่มีความรุนแรงนั้น มันเป็นเรื่องสมควรรหรือไม่”

ตัวละครหลักๆ ในตอนนี้ก็คือชิโอริโกะ, พี่สาวของลูกค้าที่ลอกบทความ และเพื่อนของพี่สาวที่ขู่ Blackmail และเป็นโจรขโมย CD ตัวจริง

เพื่อนของพี่สาวนั่นไม่ได้อ่าน Clockwork แต่เธอก็ทำสิ่งไม่ดีลงไป ซ้ำยังขู่คนอื่นจนถือว่าได้ว่าผิดแล้วผิดเล่า

ส่วนพี่สาวของลูกค้านั้น ก็อ่าน Clockwork แบบไม่เข้าใจ (จนถือได้ว่าอ่านไม่จบ) ก่อนจะตัดสินใจลอกงานคนอื่นมาอีกต่อหนึ่ง

ย้อนไปที่ฉากแรกของตอน เมื่อ อ. บรรณารักษ์บอกว่า “หนังสือเหล่านี้ไม่เหมาะกับเยาวชน เพราะอาจเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี” แต่ประเด็นคือ 2 สาวที่กล่าวไปนั้น ไม่ได้อ่านนิยายเรื่องนี้เลย (อย่างมากก็แค่แตะๆ) แต่ก็ยังทำผิดออกมาได้

ในขณะที่ชิโอริโกะอ่านหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่เด็กๆ (ตั้งแต่ฉบับที่มี 20 บท) กลับสามารถวิเคราะห์เรื่องราวและคุณค่าของหนังสือออกมาได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะมีผู้ปกครองที่ดีเป็นทุนเดิม

จะสรุปว่านิยายรุนแรงจะสร้างแต่ผลร้าย อาจเป็นการสรุปที่ง่ายไป

ผมชอบมุมมองของชิโอริโกะที่บอกว่านิยายรุนแรงนั้น จริงๆ หากเราใช้เป็นสื่อการสอน โดยมีพ่อแม่ผู้ปกครองคอยแนะนำชี้ทาง ขัดเกลาความคิด และสอนให้ลูกหลานเข้าใจความเป็นจริงของโลก (ที่มีทั้งสว่างและมืด สวยและน่าเกลียด อ่อนโยนและรุนแรง ฯลฯ) แบบนั้นนิยายรุนแรงก็จะกลายเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาได้

และในทางกลับกัน การที่เราแก้ปัญหาปลายเหตุด้วยการกันนิยายรุนแรง (แน่นอนว่ารวมไปถึงการเซ็นเซอร์ที่บ้านเรายังฮิตไม่เลิก) ไม่ให้ถึงมือผู้เยาว์นั้น เอาเข้าจริงหากเราไม่ได้ดูแล แนะแนว สอนสั่งพวกเขา ยังไงโอกาสที่พวกเขาจะทำสิ่งผิดลงไปก็มีเสมอ ไม่ว่าจะอ่านหรือไม่อ่านนิยายรุนแรงก็เถอะ

ถ้าจะสรุปให้แสบๆ คันๆ สำหรับตอนนี้ก็คงได้เป็นว่า “คนที่ไม่ได้อ่านนิยายรุนแรงอย่าง Clockwork ก่อคดีซ้อนคดีจนวุ่นทั้งโรงเรียน แต่สุดท้ายคดีกลับคลี่คลายอย่างสันติและซึ้งใจ โดยคนที่อ่านนิยายรุนแรงอย่าง Clockwork

=============================

คนไขลาน (A Clockwork Orange)
ผลงานของ แอนโธนี่ เบอร์เจสต์ (Anthony Burgess)
แปลโดย ปราบดา หยุ่น

 

 

Advertisements