Action

The Sorcerer’s Apprentice (2010) ศึกอภินิหารพ่อมดถล่มโลก

rs2_quad

หนังแฟนตาซีที่น่าจะดูสนุกเมื่อตอนดูตัวอย่างครับ ครั้นพอดูแล้วก็รู้สึกว่าโอเค แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นสนุกน่าจดจำขนาดนั้น

บัลธาซาร์ เบลค (Nicolas Cage) คือพ่อมดลูกศิษย์ของเมอร์ลินผู้มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้นางมารมอร์กาน่า (Alice Krige) ศัตรูตัวฉกาจของเมอร์ลินฟื้นกลับมาสร้างหายนะให้กับโลก ขณะเดียวกันเขาก็ต้องตามหาทายาทแห่งเมอร์ลินตามคำทำนายด้วย

และเมื่อกาลเวลาผ่านไปนับพันปี ในที่สุดเขาก็ได้เจอกับเดฟ (Jay Baruchel) เด็กหนุ่มสมองดีและเชี่ยวฟิสิกส์แบบสุดๆ เขานี่แหละครับคือว่าที่ยอดพ่อมดตามคำทำนาย ซึ่งบัลธาซาร์ต้องรีบทำการฝึกฝนพ่อมดฝึกหัดคนนี้ให้ควบคุมพลังตนเองได้ ก่อนที่แม็กซิม ฮอร์วอธ (Alfred Molina) ศิษย์ทรยศของเมอร์ลินจะเดินทางมาคิดบัญชีแค้นกับเขา และปลดปล่อยมอร์กาน่าให้เป็นอิสระ

ยอมรับว่าปลื้ม Effect มากครับ เนรมิตได้เนียนดี แล้วการตีความอำนาจของพ่อมดผู้วิเศษโดยอิงวิทยาศาสตร์นั่นก็น่าสนใจดี เพราะจริงๆ หนังไม่ได้ใช้คำว่า Wizard แบบหนัง Harry Potter แต่ใช้คำว่า Sorcerer ที่แปลว่านักเล่นแร่แปรธาตุ อะไรเหล่านี้นับว่าเข้าท่าและสร้างความต่างได้ไม่น้อยครับ

ดาราก็แสดงกันลื่นดี Cage ก็ดูเหมาะกับบทพ่อมดเซอร์หน่อยๆ ส่วน Molina ก็ร้ายหายห่วง ในขณะที่ Baruchel ผมว่ารายนี้เล่นเรื่องไหนก็ได้หมดนะครับ ผมชอบแกมาตั้งแต่ตอนเล่น She’s Out of My League แล้ว เล่นได้ดีทั้งฮาและน่ารัก และที่ลืมไม่ได้คือ Teresa Palmer ที่สวยทุกเรื่อง น่ารักตลอดศก มารับบทเบ็คกี้ สาวที่เดฟแอบชื่นชอบ คนนี้ก็เล่นได้สดใสดีแท้

หลายองค์ประกอบของหนังออกมาดีครับ Effect ดี ดาราดี แต่… ครับ ดาวที่ผมให้มักจะมาลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ตอนคำว่า “แต่” นี่แหละ 5555 แต่น่าเสียดายที่บทหนังมันไม่มีอะไรเข้มข้นนัก คือมันเป็นบทพิมพ์นิยมของหนังผจญภัยสำหรับเด็กของค่าย Walt Disney เลยน่ะครับ เหมือนพวก Sky High, Wendy Wu หรือสารพัดหนังทีวีประจำ Disney Channel ที่เปิดมาก็เล่าตำนานตัวร้ายซักตัวโดนกักไว้ แล้วเรื่องก็จะโดดมายุคปัจจุบันที่จะมีผู้ถูกเลือกมาไล่ปราบตัวร้ายที่เผอิญมาฟื้นตอนนั้นพอดี เนี่ยครับ พิมพ์นิยมประมาณนี้จริงๆ

อย่างที่ผมบอกเสมอ พล็อตซ้ำไม่ใช่ปัญหา เพราะถ้าเล่าเรื่องได้มีลีลาสนุกๆ ใส่ลูกเล่นชูรสลงไปให้ดูเพลิน เติมอะไรใหม่ๆ ลงไป ไม่ว่าจะคิวบู๊ เทคนิคใหม่ๆ ที่คนดูยังไม่เคยเห็น หรือการหักมุมของเรื่องนิดๆ หน่อยๆ แม้พล็อตจะคุ้นแต่ก็ยังดูได้เพลินๆ ทว่ากับเรื่องนี้หนังออกมากลางๆ น่ะครับ พล็อตเดาได้ แต่ก็ได้ลีลาการยิงพลังเวทย์ที่โอเคในหลายๆ ช่วงมาสร้างความตื่นตา อย่างตอนตีกับนักบวชมังกรเป็นต้น แต่ก็นั่นล่ะครับ ถ้าดูโดยรวมหนังก็ยังเดิมๆ ไม่ว่าจะตัวร้ายตัวดีที่มีโมโนโทน (คือดีก็ดีมาก ร้ายก็ร้ายล้วน) พระเอกแอบรักสาว พระเอกโดนแซว พระเอกเป็นเด็กเนิร์ดขี้แพ้ ผู้ช่วยผู้ร้ายที่ต้องฉลาดน้อย ฯลฯ ทำให้หนังออกมาอยู่ในระดับดูเพลิน ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานแต่ก็ไม่พิเศษจนน่าจดจำ

รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้จะมีผลให้ผู้กำกับ Jon Turteltaub ชะงักการทำหนังไป 3 ปีน่ะครับ เพราะรายได้ไม่เข้าเป้า ลงทุนไป 150 ล้าน ได้คืนมาในอเมริกาประมาณ 63 ล้าน ยังดีที่ทั่วโลกรวมกันยังได้ถึง 215 ล้านน่ะครับ เรียกว่าพอติดตัวแดงอยู่ไม่ใช่น้อย และยังน่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Jerry Bruckheimer ผู้อำนวยการสร้างโดน Disney บอกเลิกสัญญาในปีนี้ (2013) เพราะจะว่าไปนอกจากหนังชุด Pirates of the Caribbean แล้ว เรื่องอื่นๆ (รวมถึงเรื่องนี้) ไม่ทำเงินเท่าที่ควรทั้งนั้น

ก็เหมาะสำหรับดูแบบเพลินๆ ครับ จริงๆ ผมชอบนะ การเอาวิทยาศาสตร์มาประสานกับพลังเวทย์มนต์ แต่เสียดายที่หนังยังเล่นกับอะไรพวกนี้ไม่มากพอ และยังไม่เด่นพอ

สองดาวกว่าครับ

Star21

(6.5/10)

Advertisements