Action

The Lost World: Jurassic Park (1997) เดอะ ลอสต์ เวิลด์: จูราสสิค พาร์ค ใครว่ามันสูญพันธุ์

577801

แรกเริมเดิมที Jurassic Park นั้นจะไม่มีภาคต่อหรอกครับ เพราะ Michael Crichton เจ้าของบทประพันธ์ตั้งใจจะเขียนแค่ภาคเดียว ขนาดว่าแฟนๆ เขียนจดหมายส่งมาขอให้เขาเขียนภาคต่อ พี่ท่านก็ยังเซย์โนลูกเดียว

แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อหนัง Ju ทำเงินถล่มทลาย จน Steven Spielberg ออกปากกับ Crichton เองเลยว่า “เขียนภาคต่ออีกสักตอนเถอะ” พี่ท่านถึงใจอ่อนยอมเขียนภาคต่อออกมาวางจำหน่ายในปี 1995 ในชื่อ The Lost World

แน่นอนครับว่านิยายดังและขายดีเช่นเคย ส่วน Spielberg กับ Universal ก็ไม่รอช้า เดินเครื่องปั่นบทเตรียมถ่ายทำทันที สร้างความตื่นเต้นให้แฟนๆ เป็นอย่างยิ่งครับ เพราะใครๆ ก็อยากรู้ว่าเรื่องราวบทต่อมาของไดโนเสาร์พวกนี้จะเป็นอย่างไร และหนังก็ออกมา… พร้อมโดนเสียงบ่นกันระงมว่าสู้ภาคแรกไม่ได้

ว่ากันอย่างเป็นธรรมนะครับ ผมว่า The Lost World ก็เป็นหนังที่ดูได้เรื่อยๆ ตอบสนองเรื่องความบันเทิง ความตื่นเต้นลุ้นระทึกได้ไม่เลว เพียงแต่ภาคแรกดันทำไว้ดีและมีมาตรฐานครบเครื่องทั้งเรื่องบท เรื่องแง่คิด และมีความสดใหม่ในเรื่องการจับไดโนเสาร์มาขึ้นจอ ไหนจะเรื่อง Effect อีก ผู้ชมส่วนมากที่ประทับใจภาคแรกเลยออกจะไม่รู้สึกอะไรนักกับภาคสอง เพราะมันก็เข้าอีหรอบว่าย่ำรอยเดิม ได้เข้าไปนั่งดูไอ้อะไรที่เคยเห็นกันมาแล้วในคราวก่อน แต่ที่เพิ่มเยอะหน่อยก็คือฉากแอ็กชันและความน่ากลัวที่เพิ่มกว่าเดิมอีกดีกรีกว่าๆ

สำหรับผม ภาคนี้แม้จะไม่เด็ดเท่าภาคแรก แต่ก็ดูได้พอสนุกกล้อมแกล้มไปตามเรื่องตามราว

6KOPTlgmEb6MkKYTcDA1QAN6vGJ

เนื้อเรื่องคราวนี้ก็แตกประเด็นออกมาอีกว่า นอกจากเกาะไอส์ลานูบลาร์ อันเป็นที่ตั้งของจูราสสิค พาร์คแล้ว ยังมีเกาะไอลาซอร์น่าอีกแห่งครับที่มีไดโนเสาร์อยู่ มันคือ Site B เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ไดโนเสาร์ ส่วนที่จูราสสิคพาร์คนั้นเป็นเพียงส่วนของสวนที่เอาไดโนเสาร์มาโชว์เท่านั้น ดังนั้นเจ้า Site B นี่แหละที่เป็นแหล่งผลิตไดโนเสาร์ของจริง จึงมีทั้งไดโนพันธุ์ที่คุ้นเคยและอีกหลายสายพันธุ์ที่ยังไม่ได้ขึ้นพาร์คคราวก่อนอาศัยกันอยู่เต็มไปหมด โดยไร้รั้วกั้นใดๆ

ส่วนสาเหตุที่ทำให้การผจญภัยครั้งใหม่เกิดอีกครั้งก็เพราะ ปีเตอร์ ลัดโลว์ (Arliss Howard) หลานของจอห์น แฮมมอนด์ (Richard Attenborough) ได้เข้ามายึดอำนาจจากแฮมมอนด์เป็นที่เรียบร้อย เนื่องจากแฮมมอนด์ไม่สามารถทำพาร์คให้สำเร็จได้ ลัดโลว์เลยเตรียมที่จะเดินทางไป Site B เพื่อจับไดโนเสาร์ทั้งหลายมาขึ้นแผ่นดินใหญ่ เพื่อทำเงินทำทอง เปิดพาร์คมันที่กลางซานดิเอโก้เลย

พอแฮมมอนด์ทราบเรื่องก็เลยวางแผนให้คนกลุ่มหนึ่งเดินทางไปเพื่อค้นคว้าและหาทางยังยั้งแผนของลัดโลว์แบบกลายๆ ซึ่งคนที่ไปล่วงหน้ารายแรกก็คือ ดร.ซาร่าห์ ฮาร์ดิ้ง (Julianne Moore) นักวิจัยด้านสัตว์ดึกดำบรรพ์ซึ่งเป็นแฟนของ ดร.เอียน มัลคอล์ม (Jeff Goldblum) หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากการไปทัวร์จูราสสิค พาร์คครั้งที่แล้ว ทำให้มัลคอล์มจำต้องถ่อไปยังไอส์ลาซอร์น่าเพื่อนำตัวคนรักกลับมา

แต่เหตุการณ์ก็ไม่เป็นไปดังคาดหรอกครับ ในที่สุดทั้งพวกมัลคอล์มและพวกลัดโลว์ก็ต้องเผชิญกับไดโนเสาร์สารพัดชนิด ทั้งหน้าใหม่ที่ไม่มีใครเคยเห็นและหน้าเก่าอย่างทีเร็กซ์และแร็พเตอร์ ที่หมายจะขย้ำพวกเขาทันทีที่เห็น

ก็ต้องมาลุ้นกันต่อไปครับ ว่าพวกเขาจะเอาตัวรอดจากโลกที่สาปสูญนี่ได้หรือไม่

เนื้อเรื่องโดยหลักๆ ก็จะออกแนวผจญภัยกึ่งระทึกขวัญ แม้หนังจะมีจุดดีอย่างบรรยากาศป่าที่ทึมขึ้น และไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ๆ มาให้เราได้เห็นกัน แต่ก็ไม่ได้มาพร้อมความสดเท่าภาคแรก ไม่น่าแปลกครับที่หลายคนจะเฉยๆ

ส่วนผมนั้น ก็โอเคกับหนังน่ะครับ มันอาจไม่ใหม่แต่ก็โอเคในฐานะตอนต่อที่สืบเนื่องเรื่องราวและสาระจากภาคแรก ไม่ว่าจะประเด็นการไปยุ่มย่ามกับธรรมชาติหรือ การไปปลุกเอาระบบนิเวศน์ที่ธรรมชาติเจตนาให้มันสูญพันธุ์ไปตั้งกว่า 65 ล้านปีขึ้นมาใหม่ แล้วเรายังไปพยายามจัดการหรือหาประโยชน์จากมันโดยที่ตัวเราเองก็ไม่เข้าใจ ไม่ตระหนักถึงข้อดีข้อเสียของมันอย่างเต็มที่ จนเกิดหายนะใหญ่หลวงตั้งหลายรอบ อะไรเหล่านี้ก็ถือว่าคงแนวคิดดีๆ จากภาคแรกมาได้อย่างครบถ้วน

อาจเพราะ Spielberg คิดว่าคนดูอยากดูอะไรที่มันผจญภัยแบบเต็มคราบ หลังจากภาคก่อนได้ทำการปูพื้นมาเรียบร้อยแล้ว หนังก็เลยเดินหน้าผจญภัยในโลกที่สาปสูญนี้แบบเต็มที่ ซึ่งถ้าคุณอยากดูหนังคนวิ่งหนีไดโนล่ะก็ ผมว่าน่าจะโอเคล่ะครับ แต่ถ้าคุณอยากดูหนังไซไฟผจญภัยแกล้มแง่คิดและประเด็นที่ลงตัวแบบภาคแรกก็อาจจะต้องทำใจสักหน่อย

TheLostWorld_OverTheCliff

ดาราในเรื่องที่มาจากภาคแรกก็มี Goldblum ครับ กับบทที่ขโมยซีนไปได้เยอะพอตัวในภาคก่อนอย่าง ดร.เอียน มัลคอล์ม ซึ่งผมว่าภาคแรกแกบทไม่มาก แต่แกมาพร้อมความเด่น ส่วนภาคนี้บทนำก็จริง แต่ลีลาการเสนอทฤษฎีที่ชวนคิดกลับน้อยลง อาจเพราะบทกำหนดให้แกต้องหนีไดโนเสาร์เป็นหลักก็ได้ อันนี้เลยพอเข้าใจครับ เพราะบนเกาะนั้นมันมีแต่ตัวจ้องจะกินเขาน่ะ จะมานั่งปั้นเรื่อง วิเคราะห์ทฤษฎีแบบคราวก่อน สงสัยจะกลายสภาพเป็นอาหารแร็พเตอร์ซะก่อนน่ะสิ

อีกรายก็คือ Attenborough ที่มาปรากฏตัวแป็บเดียวกับบทแฮมมอนด์ ก็ถือว่าน่าเชื่อถือครับ เพราะคราวก่อนเขาเป็นคนสร้างความผิดพลาดไว้ ครั้งนี้ก็ถือเป็นเจตนาว่าจะชดเชยความผิดครั้งก่อน แต่กระนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่าพี่ท่านน่าจะหาวิธีชดเชยความผิดที่เสี่ยงชีวิตชาวบ้านน้อยกว่านี้หน่อยเน้อ

Moore กับบท ดร.ซาร่าห์ ฮาร์ดิ้ง ก็เป็นสไตล์นางเอกขาลุยคล้ายๆ กับดร.แซทเลอร์ นางเอกภาคก่อน แต่ถ้าเทียบความรอบคอบ ความเฉลียวฉลาดแล้วดูเหมือนว่ารายแรกจะยังกินขาดครับ ซึ่งไม่ใช่ว่า Moore แสดงไม่ดีนะครับ แค่บทไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ทำอะไรเท่าไร พอๆ กับ Vince Vaughn ในบทนิค แวน โอเว่น ช่างภาพที่เริ่มต้นเหมือนจะมีอะไร แต่พอดูไปบทก็หายไปเลย

บทที่คนดูน่าจะจำได้อีกรายก็คือ เอ็ดดี้ คาร์ (Richard Schiff) ผู้เชี่ยวชาญอุปกรณ์ภาคสนามที่อุตส่าห์ตั้งหน้าตั้งตาช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีมแบบเต็มที่ แต่กลับต้องเจอกับชะตากรรมที่น่ากลัว ก็เป็นบทที่สร้างความสะเทือนใจให้ได้ไม่ใช่น้อยทีเดียว

สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกคือ ตัวเอกในภาคนี้ไม่ค่อยเด่นกันสักเท่าไร ไม่เหมือนภาคแรกครับ ที่คาแร็คเตอร์แต่ละคนจะเด่นให้จำได้กันแทบทุกคน อันนี้ก็คงต้องไปมองที่เรื่องบทกันอีกทีละครับ เพราะภาคนี้บทมันมีจุดอ่อนอยู่หลายอันทีเดียว ดูไปดูมา ที่ได้จริงๆ นอกจากความระทึก การผจญภัยแล้ว ก็ไม่ค่อยจะมีอะไรมากกว่านั้นเท่าไร

ไม่รู้เพราะครั้งนี้ Crichton ไม่ได้มาร่วมเขียนบทด้วยหรือเปล่า ปล่อยให้ David Koepp ร่ายอยู่คนเดียว อะไรๆ มันเลยไม่ครบถ้วนเหมือนคราวก่อน ทั้งๆ ที่ฉบับนิยายนั้นต้องเรียกว่าสนุกและตื่นเต้นแบบครบเครื่องไม่แพ้ภาคแรกเลยล่ะครับ แต่พอมาทำเป็นหนังกลับมีอะไรขาดๆ เหลืออยู่หลายจุด จนน่าเสียดาย

ส่วนตัวละครใหม่ที่เด่นกว่าเขาเพื่อนก็คือ โรแลนด์ เทมโบ้ (Pete Postlethwaite) นักล่าสัตว์ที่มาเพื่อชนะยอดนักล่าแห่งยุคดึกดำบรรพ์อย่างทีเร็กซ์ รายนี้ก็แสดงดีครับ กินขาดอยู่แล้ว แต่บทนึกจะหายก็หายไปดื้อๆ อีกนั่นแหละ

อีกรายที่เด่นก็ยกให้ปีเตอร์ ลัดโลว์ หลานจอมเห็นแก่ได้ที่ Arliss Howard แสดงได้ดีครับ ดูโลภ เลือดเย็น ขณะเดียวกันก็แฝงความขี้แหย่ไว้ลึกๆ ด้วย

i077725

แต่บทที่ดูแล้วก็รู้สึกว่ามันเกินๆ ออกมาก็คือบทลูกสาวของมัลคอล์มน่ะครับ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วนะครับ หนังของ Spielberg เนี่ย ปกติมักจะมีการแทรกประเด็นพ่อลูกลงมาให้เราได้คิด ได้เก็บไปตกผลึกเล่น แต่กับเรื่องนี้ออกจะแปลกใจหน่อย ที่ประเด็นความเป็นพ่อของมัลคอล์ม กลับไม่ค่อยมีอะไรให้จับต้องเท่าไร จนไปๆ มาๆ มันจะออกแนวเหมือนส่วนเกินไปซะได้

ดนตรีของ John Williams ก็ทำได้ดีในระดับที่ดึงเราเข้าป่าที่เต็มไปด้วยไดโนเสาร์ได้สำเร็จครับ ด้านเทคนิคต่างๆ ก็หายห่วงน่ะ แต่จุดบอดที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่เต็มที่ก็หนีไม่พ้นเรื่องบท ที่ออกแนวจะเป็นหนังวิ่งหนีไดโนเสาร์ ในขณะที่ภาคแรก หนังมีอะไรลงตัวพอดีๆ จนส่งตัวเองให้กลายเป็นหนังที่มีอะไรมากกว่าไดโนเสาร์ไล่แฮ่ และคลาสสิกมาจนถึงปัจจุบัน

เห็นบ่นๆ แต่ถ้าถามว่าดูแล้วโอเคไหม ก็ยังตอบว่าโอเคแหละครับ เพราะมันก็ตอบสนองความตื่นเต้นได้ตามสูตร เพียงแต่ว่าอะไรๆ มันจะลงสูตรมากไปหน่อย และที่อดจะรู้สึกไม่ได้ก็คือช่วงท้ายที่เจ้าทีเร็กซ์ไปบุกซานดิเอโก้นั่น มันออกจะชวนหนังให้เป๋ไปยังไงก็ไม่ทราบ

แต่พอมามองอีกมุมหนึ่ง ก็พอจะเข้าใจในส่วนของเนื้อหาล่ะครับ ว่าบทหนังน่ะอยากกำหนดให้เป็นว่า คนทั้งโลกรู้ว่าโลกนี้มีไดโนเสาร์อยู่ ก็เลยใช้วิธีนำเสนอแบบนี้แหละ

เอาเป็นว่าถ้าไม่คิดมากนะครับ หนังภาคนี้ก็ดูได้เรื่อยๆ อาจไม่ถึงเด็ดเท่าภาคแรก แต่ก็ดูเอาตื่นเต้นได้ อย่างน้อย Spielberg ก็ยังมือไม่ตกในเรื่องฉากตื่นเต้นล่ะครับ อย่างตอนซาร่าห์ไปนอนกองอยู่ตรงกระจกหลังของรถเทรลเลอร์ที่จะตกแหล่ไม่ตกแหล่ หรือตอนปะทะกับพวกแร็พเตอร์ในตอนกลางเรื่อง

ฉากพวกนี้ ดูแล้วยังทำให้ลุ้นให้เกร็งได้ ก็ถือว่าหนังทำหน้าที่ได้ไม่เสียหายแล้วล่ะครับ

ดูหนังวิ่งหนีไดโนเสาร์เรื่องนี้ให้สนุก ต้องอย่าคาดหวังครับ คิดเสียว่าดูภาคเสริมจากภาคแรกก็แล้วกัน

สองดาวครึ่ง ยังพอได้ครับ

Star22

(7/10)

Advertisements