รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Into the Wild (2007) เข้าป่าหาชีวิต

1366648240

ทุกคนในโลก ล้วนต้องเจอปัญหา

ปัญหาแวะมาโดยไม่เลือกเวลาและสถานที่ ขอเพียงมีเหตุอันควร มันก็จะมา
ไม่ว่าเราจะพร้อมเจอมันหรือไม่ก็ตาม

วิธีช่วยแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง คือเราต้องหาทางนำตัวเองออกจากจุดที่เป็นปัญหา เพราะอยู่ไปยิ่งเครียด ยิ่งมองอะไรไม่ออก ดีไม่ดีถ้าฝืนอยู่ อารมณ์เรานั่นแหละจะเป็นตัวป่วนให้เรื่องรวนยิ่งขึ้น

การถอยออกมาจากปัญหามีหลายทาง เราจะเลือกไปสถานที่ใกล้ๆ เพื่อพักใจให้สงบแล้วค่อยหาทางออก หรือบางคนอาจเลือกที่ไปให้ไกลๆ ไม่ใช่แค่ออกจากปัญหา แต่ออกจากชีวิตเดิมๆ เปลี่ยนเส้นทางชีวิตใหม่ ท่องโลก หาคำตอบ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ คุยกับผู้คนเพื่อเพิ่มความคิดให้กว้างไกล ใช้ความคิดคนอื่นมาแต้มรอยหยักในสมอง ช่วยให้เราเจอ คำตอบที่ใช่ที่สุด เพื่อยุติปัญหา หรือเพื่อสร้างชีวิตที่ดีกว่าเดิม

ที่ใช้คำว่า “คำตอบที่ใช่ที่สุด” เพราะคงยากจะสรุปว่าคำตอบใดที่ถูกต้องแท้จริง แต่เราพอจะรู้เพียงว่า “คำตอบใดที่ตรงกับใจเรา และหาทางออกให้กับเราได้เหมาะที่สุด” แต่คำตอบนั้นจะผิดถูกร้ายดี ย่อมต้องลงมือทำไปแล้วถึงจะเห็นได้

คนบางคนก็เริ่มเส้นทางชีวิตใหม่ โดยนำ “คำตอบที่ใช่ที่สุด” มาเป็นเข็มทิศนำทาง

1366735678

Into the Wild สร้างจากชีวิตจริงของ คริสโตเฟอร์ แม็คแคนเดลเลส (Christopher McCandless) หนุ่มวัย 20 ต้นๆ ที่เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเอมอรี่ แล้วตัดสินใจไปใช้ชีวิตอยู่ในป่าเขาลำเนาไพร ใจกลางธรรมชาติแถบอลาสก้า และระหว่างทางเขาก็ได้เจอผู้คนมากมายที่แบ่งปันเรื่องราว ประสบการณ์ ชีวิต และแง่คิดให้กับเขา

หนังจะตัดสลับเล่าเรื่องตอนเขาเข้าไปอยู่ป่าแล้ว ก่อนจะตัดกลับมาเล่าถึงที่มาที่ไป ว่าเหตุผลกลใดคริสจึงตัดสินใจทำเช่นนั้น

ครับ การจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้ให้ได้เรื่องได้ราวผมคงต้องเปิดเผยเนื้อเรื่องเป็นระยะ ดังนั้นมันจะมีสปอยล์เต็มไปหมด หากไม่อยากทราบก็ไม่ควรอ่านย่อหน้าต่อจากนี้นะครับ แต่อย่างไรก็ดีขอสรุปบอกตรงนี้เลยครับ (สำหรับคนที่ไม่อยากอ่านต่อ แต่ก็อยากรู้ว่าหนังดีไหม) ตอบได้ว่าหนังดีครับ แต่มันไม่ใช่หนังแนวบันเทิงนะครับ มันคือหนังชีวิตของคนๆ หนึ่งที่มีเรื่องสุขและทุกข์ผสมปนเป และก็มีสาระน่าคิดอีกไม่น้อยรอให้ท่านค้นหา… ว่าง่ายๆ คือถ้าสนใจหนังแนวนี้ ดูได้เลยครับ ไม่ควรพลาดเลยล่ะ แต่หากคุณชอบหนังเน้นความมันส์, Effect ตระการตา และเนื้อหาตื่นเต้น ก็ไม่ใช่เรื่องนี้นะครับ ถ้าอยากดูหนังท่องป่าสนุกเร้าใจก็ขอแนะนำ The Grey, The Edge และ Deliverance ครับ

เดิมทีผมนึกว่าหนังจะเกี่ยวกับวัยรุ่นที่พิจารณาสรรพสิ่งแล้วเกิดเบื่อโลกศิวิไลซ์ เบื่อสังคมแก่งแย่ง เบื่อชีวิตที่เน้นวัตถุ เลยเข้าป่าไปเสาะหาความจริง ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง และลงเอยด้วยความสุขสวยงามอะไรประมาณนั้น แต่เอาเข้าจริงหนังมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ

ในช่วงต้นหนังจะแนะนำให้เรารู้จักกับ คริส (Emile Hirsch) หนุ่มผู้มีความคิดเป็นของตนเองแบบเข้มข้น เขาแสดงออกว่าไม่ใช่คนที่หลงใหลในวัตถุ เขาปฏฺิเสธรถคันใหม่ที่พ่อจะซื้อให้ ตามด้วยการแอบบริจาคเงินทุกดอลล่าร์ที่สะสมไว้ให้การกุศล รถคันเก่าที่คู่ชีพมานานก็ไปจอดทิ้งไว้ข้างทาง เรียกว่าสละซึ่งทุกสิ่งแล้วเหลือติดตัวเพียงสิ่งจำเป็นอย่างเสื้อผ้ากับเป้คู่ใจ ก่อนที่จะใช้สองเท้านำพาสู่การเดินทางดังที่ตั้งใจไว้

ระหว่างทางเขาก็ได้เจอมิตรมากมาย เช่น สามีภรรยาพเนจรผู้รักเสรี (Brian H. Dierker และ Catherine Keener), เวนย์ เวสเตอร์เบิร์ก (Vince Vaughn) ที่ให้งานเล็กๆ แก่คริสได้ทำเพื่อหาเงินมาใช้จ่าย รวมถึง รอน ฟรานซ์ (Hal Holbrook) ชายชราที่ตั้งคำถามกับคริสว่าเขาจะเข้าป่าไปทำไม และมันจะนำมาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตจริงหรือไม่

1366735716

ตัวหนังไม่ได้มีความหวือหวาหรือน่าติดตามแบบหนังตลาดครับ ทว่าเต็มไปด้วยบทสนทนา บทบรรยาย แง่คิด มุมมองชีวิต คำถามที่น่าสนใจ อีกทั้ง “คำตอบปลายเปิด” ที่ชี้ชวนให้เราพิจารณาสำรวจมันต่อไป นี่จึงเป็นหนังดราม่าผสมปรัชญาชีวิตอีกเรื่องที่คอหนังแนวนี้ไม่ควรพลาด

ผมเชื่อว่าแม้คนจะดูหนังเรื่องนี้เหมือนๆ กัน แต่อาจมีความเห็นต่อหนังต่างกัน แล้วแต่การตีความของแต่ละคน อย่างอะไรที่ผมได้มานั้นก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่าจะตรงหรือต่างกับคนอื่นแค่ไหน… แต่ยังไงก็จะร่ายตามที่คิดเช่นเคยนะครับ

ตอนเริ่มดูผมอยากรู้มากว่าอะไรดลใจให้พ่อหนุ่มคนนี้เข้าป่า และเพียงไม่กี่นาทีหนังก็เกริ่นสถานการณ์ให้เราพอเข้าใจว่าพลังที่ผลักดันให้คริสทิ้งชีวิตในเมืองไปสู่ป่าเขานั้น ไม่ใช่พลังเชิงบวกที่เบิกบาน ไม่ใช่การรู้แจ้งปล่อยวางอย่างที่คิด แต่มันเริ่มจากแรงผลักดันเชิงลบ อย่างเช่น ความเบื่อหน่ายและอึดอัดที่เขาได้รับจากพ่อของตัวเอง

พ่ออยากให้เขารถคันใหม่ อยากให้ไปเรียน อยากให้ลูกมั่นคงและมีเงิน อยากให้คริสใช้ชีวิตในแบบที่เขาเห็นว่าดี ฯลฯ ในมุมหนึ่งมันคือความปรารถนาดีที่อยากให้ลูกไม่ลำบากกับการใช้ชีวิตในสังคม เพียงแต่มันมาพร้อมการบังคับ สั่งด้วยอารมณ์ และสิ่งเหล่านี้ก็กดดันคริสอยู่เนืองๆ

เรื่องแบบนี้ลูกๆ หลายคนน่าจะรู้รสชาติกันพอสมควรนะครับ ความกดดันและการบังคับที่แทรกมาพร้อมความหวังดี ไม่จากพ่อก็จากแม่ ที่พวกท่านมักจะมั่นใจว่า “นั่นแหละคือสิ่งที่ดีที่สุด” ตามด้วยการย้ำเสมอๆ ว่า “ก็พ่อแม่มีหน้าที่ให้สิ่งที่ดีที่สุด แล้วทำไมจะให้สิ่งที่ดีที่สุดเหล่านั้นกับลูกไม่ได้

แต่บางครั้งคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็อาจลืมคำนึงครับ ว่า “สิ่งที่ดีที่สุดของแต่ละคน มันไม่ตรงกันเสมอไป”

สวยที่สุดแบบศิลปินกับสวยที่สุดแบบวิศวกร เหมือนกันไหม?

อร่อยที่สุดของคนญี่ปุ่น กับอร่อยที่สุดของคนไทย เท่ากันไหม?

สุขที่สุดของพ่อค้ากับสุขที่สุดของนักปรัชญา ตรงกันสักแค่ไหน?

1366877362

จริงๆ แล้วพ่อแม่ส่วนใหญ่หวังดีครับ อยากให้ลูกได้ชีวิตที่ดีแบบที่ตัวเองเคยได้มา (หรือไม่เคยได้แล้วอยากให้ลูกได้) อย่างพ่อของคริสก็เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ มีเงิน อยู่สบายๆ พ่อก็เชื่อมั่นว่านั่นแหละชีวิตดีเยี่ยมและอยากให้ลูกเดินตาม

แต่ประเด็นคือคริสซึ่งเป็นลูก จดจำเพียงแต่ภาพการวางอำนาจ การมุแต่เรื่องเงินๆ ทองๆ และวัตถุของพ่อ อันเป็นผลแง่ลบข้างเคียงที่เนื่องมาจากสิ่งที่พ่อเรียกว่า “ความสำเร็จและชีวิตที่ดี”

ดูแล้วผมเข้าใจพ่อๆ แม่ๆ ลูกๆ มากขึ้น… ความไม่เข้าใจเกิดจากการมองกันคนละมุมและสัมผัสคนละด้าน แม้จะอยู่ในสถานการณ์เดียวกันก็เถอะ

เพราะในขณะที่พ่ออร่อยอยู่กับความสำเร็จ ผลดีในงาน คือ สิ่งที่เขาโฟกัส แต่เขาก็ไม่ได้นึกเลยว่าระหว่างนั้นมันส่งผลอะไรกับลูกเมียบ้าง

แต่ลูกซึ่งต้องการ “ความรัก ความอบอุ่น และความสนุกประสาเด็กๆ” พอไม่ได้รับสิ่งเหล่านี้พวกเขาย่อมจดจำว่า “เขาไม่ได้รับ” เพราะเด็กๆ ยังไม่เข้าใจถึงเรื่องงานหรอกครับ ไม่สนใจหรอกว่าพ่อจะสำเร็จในเรื่องไหน จะทำเงินได้เพราะอะไร รู้เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้อะไรบ้างในสิ่งที่วัยเขาต้องการ ไหนจะมีปัญหาอื่นๆ ที่พ่อก่อไว้อีก ก็ยิ่งทอนความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกให้ลดลงไปกันใหญ่

หนึ่งความสำเร็จของคน มาพร้อมมุมมองมากกว่าหนึ่ง… ซึ่งมีทั้งบวกและลบ แล้วแต่ผู้เกี่ยวข้องจะโดนมุมที่ตรงไหน

แต่ละวัยของคนก็สนใจต่างกัน ต้องการต่างกัน และความห่างเหินของคนต่างวัยก็เริ่มจากสิ่งเล็กๆ เหล่านี้

เมื่อดูไปจึงเข้าใจครับ ว่าทำไมคริสถึงเลือกหนีไปอลาสก้า… เพราะชีวิตของเขา “เต็มไปด้วยสิ่งที่ขาด” โดยเฉพาะการขาดเสรีในการเลือกทางเดินของตน อีกทั้งวัตถุทั้งปวงกลายเป็นของเกินจำเป็น เงินไม่ใช่คำตอบของชีวิต (ในทางกลับกัน เขามองว่าเงินคือของขำ คือของที่จองจำพ่อของเขาเอาไว้ กับสิ่งที่เรียกว่า “งาน”)

ชีวิตอิสระ ชีวิตที่เลือกได้เอง และชีวิตที่คิดได้อย่างเสรี จึงเป็นทางเลือกใหม่ของคริส

1366997612

ในเบื้องต้นคริสเชื่อว่าการเลือกชีวิตในป่าน่าจะเป็นคำตอบที่ใช่ที่สุดสำหรับเขา แต่มันคือคำตอบที่ถูกที่สุดหรือไม่… ผมก็ไม่อาจสรุปได้ เพราะแม้บทลงเอยของการอยู่ป่าของคริสจะจบลงด้วยความตาย แต่การที่ทุกอย่างมันจบลงตรงนั้นจะเรียกไม่ดีได้ไหม…

จุดนี้ก็มองได้หลายมุมตามแต่ความคิดของแต่ละคน บางคนเห็นว่าการตายแบบนั้นไม่ใช่จุดจบที่ดี แต่เราก็ไม่อาจรับประกันได้ว่า การทนทู่ซี้อยู่ในเมืองต่อไป ทำตามพ่อสั่งต่อไป โดนสังคมกลืนต่อไป จะเป็นบทสรุปที่คริสพอใจ

ถ้าเราจะสรุปว่าทางที่คริสเลือกมันเด็ดสุดแล้วก็ย่อมได้ครับ เราสามารถสรรหาเหตุผลมาสนับสนุนได้ แต่หนังเรื่องนี้ก็มีประเด็นชวนให้เราคิดต่างออกไป มองได้มากกว่า 1 มุม ตอบได้มากกว่า 1 คำตอบ ว่าง่ายๆ คือจะมองแบบ “เห็นด้วย” กับสิ่งที่คริสทำ หรือจะคิดในแบบอื่นก็ได้

ผมว่า Sean Penn ที่ลงมืดดัดแปลงบทภาพยนตร์และกำกับนั้น เขาทำหนังออกมาแบบเปิดโอกาสให้เราคิด ให้เราพิจารณาตักตวงสาระได้แบบเสรี ดังที่ผมบอกว่าหนังมี “คำตอบปลายเปิด” อันนี้ปกติเราจะได้ยินแต่คำถามปลายเปิดใช่ไหมครับ นั่นคือถามแบบให้ตอบได้อย่างเสรี ส่วนในหนังเรื่องนี้นอกจากถามปลายเปิด ชวนให้เราคิดแบบปลายเปิด ก็ยังมีคำตอบแบบปลายเปิด แบบที่ไม่ฟันธงกำหนดขาวดำลงไป แต่หนังจะเล่าสิ่งที่เกิด เล่าข้อมูลต่างๆ และเล่าจุดจบของเหตุการณ์… แต่ไม่ได้สรุปชัดเจนถึงความถูกผิดใช่ไม่ใช่ในสิ่งที่คริสทำ รวมถึงในสิ่งที่คนอื่นๆ พูดด้วย

สังเกตง่ายๆ ครับ ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้ยินเสียงคนบรรยายเล่า เสียงน้องของคริสบ้าง เสียงคริสบ้าง แต่ในตอนสรุปสุดท้ายเมื่อถึงฉากสำคัญ กลับแทบไม่มีเสียงบรรยายสรุปใดๆ มีแต่ภาพให้เห็น มอบคำตอบปลายเปิดให้กับเราเท่านั้นเอง

ส่วนเราจะเห็นดีหรือไม่กับทางเลือกและจุดจบของคริสก็ตาม เราก็สามารถเรียนรู้ใคร่ครวญจากเรื่องเหล่านี้ได้

ในเมื่อหนังเปิดโอกาสให้คิดได้หลากหลายแบบนี้ ก็ขอตักตวงเพื่อคิดต่อตามสไตล์ผมล่ะนะครับ

กับบทสรุปที่เราเห็น มันคือการเลือกของคริส คือความตั้งมั่นและเจตนาอันชัดเจนที่ใครก็เปลี่ยนไม่ได้ ซึ่งเขาเลือกแล้ว ทำแล้ว และจบลงไปแล้ว แต่กระนั้นก็น่าคิดเหมือนกันว่า ถ้าเขาไตร่ตรองคำพูดจากผู้คนที่ได้พบระหว่างทาง โดยเปิดใจให้กว้างและลดความเข้มข้นของเจตนาตนเองลงไป คริสอาจได้ยินแนวคิดใหม่ๆ ได้เห็นเส้นทางอื่นๆ ที่เขาอาจลองเลือกก้าวเดินได้อีกหลายอย่าง

เช่น เรนนี่และแจน คู่รักเร่ร่อนที่ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ตามจังหวะ ค่ำไหนนอนนั่น ชอบที่ไหนก็อยู่นานๆ พออยากเปลี่ยนบรรยากาศใหม่ก็ไปต่อ

แง่หนึ่งชีวิตของพวกเขาช่างเสรียิ่งนัก แต่หากจะมองอีกแง่ก็อาจคิดได้ว่าแม้มีเสรีแต่ก็ไม่ใช่เสรีสุดๆ เพราะยังต้องทำบางอย่างตามกรอบของสังคมบ้าง

แต่กระนั้นเรนนี่กับแจนก็ดูมีความสุข เพราะแม้จะมีกรอบบางประการที่ต้องทำตามสังคม ทว่ากรอบเหล่านั้นก็ไม่ใช่กรอบที่เหนือบ่ากว่าแรง ไม่ใช่กรอบที่ลิดรอนเสรีของพวกเขาจนเกินไป

กรอบที่ดีๆ บางทีก็มีไว้ช่วยประคองชีวิตได้

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่คริสต้องการ เขายังคงมั่นไปให้ถึงอลาสก้า เพราะเขามีภาพชีวิตอิสระขนานแท้รออยู่

ภาพที่คริสคิด คือการได้อยู่คนเดียว เป็นนายตัวเอง มีอิสระจะทำอะไรก็ได้ไม่ต้องแคร์กระแสอะไรทั้งสิ้น กิน หลับ นอนเท่านั้นก็พอ

1366997676

จากนั้นคริสก็ได้เจอเวนย์ที่คอยเสริมคอยเห็นด้วยยามคริสพล่ามถึงสังคมที่ฟอนเฟะ ระบบเงินที่กดขี่คน ฯลฯ เวนย์นั้นสะท้อนภาพของคนอีกมากมายที่มักพร่ำบ่นสังคม บอกว่าเบื่อโลกแห่งวัตถุ และไม่เห็นด้วยกับเรื่องเงินทอง แต่เอาเข้าจริงแล้วเขาก็ยังพยายามหาเงินในทุกวิถีทางอยู่ดี

ในบางมุมเราจะได้เห็นคนมากมายที่ชอบสรรหาเหตุผลมาอธิบายว่าทำไมเขาถึงเห็นแก่ตัว ทำไมเขาถึงทำผิด (เพื่อให้ได้ผลประโยชน์บางอย่าง) หรือทำไมเขาถึงต้องเล่นไม่ซื่อ… น่าใคร่ครวญให้ดีว่าแม้สังคมอาจไม่ถูกไปทั้งหมด แต่บางแนวทางก็ไม่ใช่เรื่องผิด เช่น กฎที่มีไว้รักษาความสงบก็เพื่อส่วนรวม แต่มันจะเป็นอย่างไรหากมีคนพยายามฝ่าฝืนพร้อมสรรหาเหตุผลร้อยแปดมาสนับสนุนตนัเอง… จะเกิดอะไรขึ้นถ้าทุกคนจ้องจะหาข้อยกเว้นให้กับการกระทำที่ “สังคมไม่ยอมรับ” ของตนเอง

นี่จึงเป็นสิ่งที่เราควรตระหนักอีกเช่นกันครับ บางมุมสังคมก็น่าฝ่าฝืน และในบางมุมการฝ่าฝืนของเราอาจไม่ใช่เรื่องเข้าท่า

และในฉากตำหนิติสังคมที่ว่านี้ ผมก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าข้อเสียของโลกที่คริสได้เอ่ยนั้น เขาเอ่ยด้วยใจที่ตระหนักตื่นรู้ว่าโลกช่างเน่าเฟะจริงๆ หรือเป็นการเอ่ยเพื่อตำหนิโลกด้วยอารมณ์ (อันสืบเนื่องมาจากเรื่องพ่อและครอบครัวของเขา) และเป็นการย้ำเหตุผลกับตนเอง เพื่อทำให้การหันหลังให้โลกมีความหนักแน่นมากขึ้น

การที่คริสพร่ำตำหนิโลก และความคิดต่างทั้งหลายที่เกิดขึ้น มันมีฐานจากการเข้าถึงความจริง หรือมาจากความโกรธเกรี้ยวที่อัดแน่นภายในกันแน่?

ในเวลาต่อมาเขาก็ได้เจอกับชีวิตคลุกฝุ่นเป็นพักๆ และได้มาเจอเรนนี่กับแจนอีกที่ชุมชนสไตล์บุปผาชน ยอมรับว่าในบางขณะผมรู้สึกว่าคริสครุ่นคิดทบทวน สิ่งที่คริสได้สัมผัสจากชุมชนนั้นก็คือความเสรี ความเปิดเผย ที่ซึ่งทุกคนแสดงตัวตนได้… แต่คริสก็ยังเลือกคำตอบเดิมต่อไป

ในชุมชนนั้นเขายังได้เจอกับเทรซี่ (Kristen Stewart) สาวที่สนใจเขา จริงๆ เขาก็อาจจะสร้างครอบครัวกับเธอได้ แต่เขาก็โดนกรอบความคิดจากอดีต เขาอาจกลัวว่าบทลงเอยของเขากับเทรซี่อาจเหมือนกับที่พ่อและแม่ของเขาเป็น… เมื่อเลือกจะอยู่ด้วยกันแบบทน ก็สู้อยู่ลำพังดังที่เขาตั้งใจไม่ได้…

แล้วเขาก็ได้เจอกับ รอน คุณลุงใจดีที่มีน้ำใจรับคริสระหว่างทาง ซึ่งผมชอบช่วงนี้มากครับ 2 ดาราแสดงรับส่งอารมณ์กันได้ดีมาก น่ารักมาก

หลายคำถามคำตอบที่ทั้งคู่สนทนาคือของล้ำค่าสำหรับสมอง มีทั้งการทบทวนชีวิต ทั้งการไม่พยายามหาข้อแก้ตัวเพื่อเลี่ยงโอกาสดีๆ รวมถึงสิ่งสำคัญที่รอนบอกกับคริส

รอนพยายามบอกคริสว่าปัญหาที่คริสเจอนั้น หากจะแก้ให้ตรงจุดก็ต้องเริ่มที่การให้อภัย และเปิดโอกาสให้พลังของความรักได้เดินหน้าเยียวยา พร้อมทั้งสะท้อนว่าทุกนาทีในยามนั้น ใจของคริสเหมือนจะอุดมด้วยความโกรธ ความเกลียด และการตัดสินใจทำอะไรบนอารมณ์แบบนั้น อาจทำให้เราได้คำตอบของชีวิตที่ผิดก็ได้

และที่ประทับใจอย่างยิ่งคือ เมื่อรอนตระหนักว่าคริสยากจะอภัยให้พ่อ เขาก็เสนอตัวเป็นบุพการีบุญธรรม ให้คริสรับความรักจากเขาแทนก็ได้ ให้คริสได้เริ่มต้นใหม่ที่นี่อีกสักครั้งก็ได้… แต่ยังไงคริสก็ไม่เลิกความคิดเดิม

1366997716

ในที่สุดป่าโปร่งในอลาสก้าก็กลายเป็นบ้านใหม่ เขามีรถบัสเก่าๆ เป็นเรือนนอนคุ้มหัว ชีวิตในป่าตอนแรกเหมือนจะสบายดังใจเขาคิด หิวก็หาของมากิน ง่วงก็นอน นั่งอ่านหนังสือ เพลินกับการครุ่นคิดด้วยสมองของตนเองล้วนๆ ไม่ต้องมาโดนใครบังคับให้ทำหรือไม่ทำอะไร

ชีวิตของคริสน่าจะลงตัวกับอะไรเหล่านี้ แต่มันก็ไม่เป็นเช่นนั้น…

แม้คริสจะหนีพ้นจากกรอบของสังคม แต่ก็ยังหนีไม่พ้นจากกรอบบางประการของโลก นั่นคือ ธรรมชาติ เริ่มจากอาหารที่หากินยากขึ้นๆ เพราะเป็นธรรมดาของป่าเขา ที่หากแห่งหนใดมีมนุษย์ไปรุกรานอาศัย มีคนไปล่ามัน ทำร้ายมัน หรือแม้แต่ก่อกวนความสงบ พวกมันก็จะมีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด หลบเร้นย้ายถิ่นไป

กรอบต่อมาคือ กรอบแห่งความรู้ ที่แม้คริสจะจบมหาวิทยาลัยด้วยเกรดที่สวยงาม เขาอาจรู้ปรัชญามากล้น รู้หลักการมากหลาย แต่น่าเสียดายที่ไม่มีวิชาไหนในปริญญาที่สอนให้เขาดำรงชีวิตในป่าตามธรรมชาติได้!

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่คริสเข้าใจหลายสิ่ง แต่ลืมตระหนักว่าการอยู่ป่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายดังเขาคิด

จุดนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องเล่าของเสือสิงห์ที่ถูกเลี้ยงในกรงสวนสัตว์ตั้งแต่เกิด ขนาดสัตว์เหล่านั้นสืบทอดเชื้อพันธุ์มาจากป่าเขา แต่หากเอาพวกมันไปปล่อยตามมีตามเกิดในพงไพร มันจะมีโอกาสตายได้สูงมาก เพราะมันไม่สามารถเอาตัวรอดในป่าได้ จากประสบการณ์การเรียนรู้ตอนมันอยู่ในกรง

ในที่สุดกรอบแห่งธรรมชาติก็ตามมามีผลต่อชีวิต เมื่อคริสหิว เมื่อคริสป่วย แน่นอนว่าการจะหายาในป่าไม่ใช่เรื่องง่าย ครั้นจะหาของกินก็ยังยาก เพราะเมื่อไร้สัตว์ให้บริโภคก็เหลือเพียงต้นไม้ใบหญ้า แต่ปัญหาก็คือต้นใดกินได้ ต้นใดกินไม่ได้… มันไม่ใช่สิ่งที่คริสรู้และเข้าใจมันเพียงพอ

แม้คริสจะมีตำราแยกแยะพันธุ์พืช แต่จนแล้วจนรอดมันกลับนำมาสู่บทเรียนสำคัญแห่งชีวิต นั่นคือ บางเรื่องบางสิ่ง ใช่จะเรียนได้เองจากตำรา อย่าคิดว่าเรารู้ตำราแล้วจะเข้าใจได้ง่ายๆ

ธรรมชาติสอนสิ่งเหล่านี้ให้คริส โดยคริสต้องจ่ายค่าเล่าเรียนให้… ด้วยชีวิต

ในท้ายที่สุด เราได้เห็นว่าคริสไม่อาจมีอิสระในการดำรงชีวิตได้อย่างแท้จริงดังหวัง เมื่อร่างกายมีข้อจำกัด ป่าเขามีข้อจำกัด ธรรมชาติมีข้อจำกัด อีกทั้งเอาเข้าจริงๆ แล้ว ใจของเขาก็หาได้มีอิสระ ทว่ามันยังโดนจองจำด้วยอดีต ด้วยความเจ็บ ด้วยกรอบมากมายที่ไม่เคยจางหายไปไหน

วัตถุที่ว่าร้ายในการจองจำเรา เหมือนจะกลายเป็นความร้ายระดับอนุบาลไปเลย เมื่อเจอกับการจองจำที่เกิดในจิตใจ

… ในฉากสุดท้าย สิ่งที่เราเห็นว่าคริสนึกถึง คือภาพเขาได้กอดกับครอบครัวมันชวนให้คิด ว่าคำตอบหรือทางออกที่เขาอยากได้จริงๆ อาจไม่ใช่การมาอยู่ป่าตามลำพัง แต่เป็นครอบครัวอันอบอุ่น การมีพ่อแม่ที่เข้าใจ การเป็นตัวของตัวเองได้โดยคนรอบข้างพากันสนับสนุน

แท้จริงคริสอาจไม่ได้อยากอยู่ลำพัง แต่อาจอยากได้รับความรัก อ้อมกอด และความอบอุ่น… ที่ซึ่งผืนป่าแห่งไหนก็ไม่อาจให้ได้

เมื่อถึงจุดหนึ่งก็อดมีคำถามไม่ได้ว่าที่เขาพยายามไปให้ไกลนั้น เขาไปเพื่อค้นหาหรือไปเพื่อหลบหนี เพื่อเดินหันหลังให้กับเรื่องทั้งหลาย

ปัญหามักจะแวะมาเพื่อบอกอะไรบางอย่าง ปัญหาย่อมมีต้นเหตุ มันมักเกิดจากความไม่สมดุลย์บางประการของชีวิต ปัญหาเกิดขึ้นเพื่อให้เรามองเรื่องนั้นๆ พิจารณาเรื่องนั้นๆ และเอาชนะเรื่องนั้นๆ

ปัญหาไม่ได้มาหาเพื่อให้เราหนี แต่มันมาเพื่อให้เราเสกให้มันหายไป

ใช่ครับ หนังมองได้หลากมุม ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมมองอาจห่างไกลจาก “มุมมองที่ใช่” ของใครหลายคน ซึ่งจริงๆ แล้วผมก็มองในมุมนั้นด้วยครับ

มองในมุมว่าคริสมีความกล้าและอาจหาญที่นำตัวเองก้าวออกจากโลกวัตถุนิยม อีกทั้งมีความมุ่นมั่นเกินร้อย โดยที่ไม่ยอมให้สิ่งอื่นใดมาเปลี่ยนแปลงความมุ่งมั่นอันนี้ ตามด้วยความพยายามเรียนรู้ศึกษาจากตำราและถามจากผู้รู้ว่าการจะอยู่ป่าให้รอดนั้นต้องทำเช่นไร

ตามด้วยความพยายามที่ไม่สิ้นสุดของผู้ชายคนหนึ่งที่เลือกแล้ว ตั้งใจแล้ว แม้จะไม่รอดในป่าแต่ก็หาทางอยู่ต่อไปให้นานที่สุด แม้จะลงเอยด้วยความตาย ตนเองก็พร้อมน้อมรับ

ผมเห็นมุมเหล่านั้น เช่นเดียวกับที่เห็นในมุมอื่นๆ แบบที่บรรยายซะยาวไปก่อนหน้านี้

lHyYgaocXR6KcJLxVmxZDj115hH

อันว่าคำตอบที่คริสเลือกใช้เป็นเข็มทิศนั้น ถือเป็น คำตอบที่ใช่ที่สุด หรือไม่ ย่อมแล้วแต่เราจะมองในมุมใด หรือถ้าลองคิดว่าหากเป็นเราล่ะ เราจะเลือกเส้นทางไหนดี?

เราจะเลือกเดินเข้าป่า หาทางดำรงชีวิตอย่างเสรีกลางธรรมชาติ

เราจะเลือกใช้ชีวิตเสรีไปกับกลุ่มคนพเนจร

เราจะเลือกเริ่มต้นชีวิตใหม่ กับใครสักคนที่เข้าใจ เปิดใจ และห่วงใยเรา

เราจะให้อภัย ให้โอกาสใครบางคนที่เราโกรธและเกลียดจนไม่อยากมองหน้า…

หรือเราแค่เลือกทางเดินในแบบของตนเองอย่างมีสติ ใช้ปัญญาไตร่ตรองแนวทางอย่างรู้เท่าทัน ก้าวเดินบนเส้นทางด้วยความมุ่งมั่น โดยไม่สนใจคำครหาหรือแนวคิดที่เราไม่เห็นด้วยจากคนรอบตัว แล้วก็พิสูจน์ว่าทางเดินที่เราเลือกมันก็พบ “ความสำเร็จ” ได้เหมือนกัน

เพียงแต่ “ความสำเร็จ” ของเรานั้น อาจจะคนละนิยามกับ “ความสำเร็จทางธุรกิจ” หรือ “ความสำเร็จทางเงินทอง” เท่านั้นเอง

แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน ผมรู้สึกเข้าใจ เห็นใจ และขอบคุณคริสอย่างยิ่ง… การที่ชีวิตของใครสักคนสามารถมอบความรู้ให้กับเราได้มากมาย มอบเมล็ดแห่งความคิดให้กับเราได้ถึงเพียงนี้ ถือเป็นชีวิตที่ล้ำค่า

ผมอยากยกให้คริสเป็น “อาจารย์ใหญ่แห่งวิชาชีวิต” ท่านหนึ่ง ที่ช่วยสอน Anatomy of Life ให้เราเห็นองค์ประกอบของชีวิต

ต้องขอชมนักแสดงทุกท่าน เล่นได้ดีน่าจดจำ โดยเฉพาะ Hirsch ที่เล่นได้เนียบทั้งยามแข็งแรงและยามทรุดโทรม ส่วนคนอื่นๆ ก็มีฉากให้จดจำทั้งสิ้นครับ อย่าง Marcia Gay Harden ในบทแม่ของคริส ผมอึ้งเล็กๆ กับฉากที่เธอมองเหลียวหลังขณะคำรถยามเห็นคนเร่ร่อน เพราะในใจลึกๆ ของเธอเชื่อว่าลูกของเธอยังไม่ไปไหน และอาจกลับมาสักวันก็ได้… แค่ฉากเดียวทำให้ผมเห็นใจเธออย่างมากจริงๆ

William Hurt ในบทพ่อของคริสก็แทบไม่ต้องบรรยายครับ ช่วงแรกตอนเขาแสดงมาด “หัวหน้าครอบครัวที่ทุกคนต้องฟัง” ก็ได้อารมณ์ตามนั้น แต่พอถึงฉากท้ายเท่านั้นแหละ… ไม่เห็นใจ “คุณพ่อคนนี้” ก็ไม่ไหวเหมือนกัน

อีกคนที่ผมชอบเป็นพิเศษก็คือ Hal Holbrook เป็นบทที่น่ารักมากๆ ครับ คุณปู่คนนี้มีความจริงใจ ตรงไปตรงมา และแฝงไว้ด้วยความเปลี่ยวเหงาน่าสงสาร

อดคิดไม่ได้ครับว่าการที่เขาเป็นคนเดียวที่พยายามรั้งคริส จนถึงขั้นขอเป็นลูกเป็นหลานบุญธรรม ก็เพราะเขารู้ดีว่ารสของความเหงาอ้างว้างมันเป็นเช่นไร เพราะเขาต้องเจออารมณ์นั้นมาไม่รู้กี่สิบปี ทีนี้พอเขาได้รู้ว่าคริสกำลังจะไปใช้ชีวิตลำพัง เขาจึงเป็นห่วงขึ้นมาจับใจ… ห่วงว่าคริสจะเหงาเหมือนเขาหรือไม่ก็เหงายิ่งกว่าเขา…

หนังเรื่องนี้ถ้าจะดูให้คุ้ม ควรดู Into the Wild แล้วต่อด้วยกระบวนการ Into the Mind ใช้เรื่องราวเหล่านี้มาสำรวจตัวเอง สำรวจมุมมองที่เรามีต่อคริส ต่อตัวละครอื่นๆ หรือแม้แต่ต่อคนรอบข้างของเรา และชีวิตคนอีกมากมาย

เรามีห้องเรียนที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ตรงหน้าแล้วนะครับ ซึ่งก็คือโลกทั้งใบนั่นแหละครับ เรียนได้ไม่รู้จบ และค่าเล่าเรียนที่เราจ่ายก็คือเวลาครับ เวลาแห่งชีวิตที่น้อยลงเรื่อยๆ เช่นนั้นแล้วเรียนให้คุ้มซะ

ท่านอาจมีคำถามว่า “เรียนรู้ชีวิตแล้วไง จะรู้ไปทำไม ในเมื่อหากเราต้องตาย ทุกอย่างก็คือ 0 เราไม่สามารถทำอะไรต่อได้อีก เช่นนั้นจะเรียนไปให้มันได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา”

… คำตอบก็คือ ให้มันเกิดคุณค่าส่งไปถึงคนรุ่นหลังไงครับ

จริงที่เราต้องจากโลกนี้ไป เราจะรู้ชีวิตมากแค่ไหนก็ต้องมีวันที่ลมหายใจสุดท้ายถูกปล่อยออกจากร่าง ทุกอย่างที่เรารู้เราก็เอามาใช้เองไม่ได้… แต่มันก็ไม่ใช่ 0 ซะทีเดียว เพราะคนรุ่นหลังที่ยังไม่ตาย ยังเรียนรู้จากเราได้

อย่างคริสไงครับ วันนี้ไม่มีเขาในโลกอีก แต่เรื่องราวของเขา เส้นทางชีวิตของเขา ทางเลือกของเขา มันไม่สูญเปล่า การเข้าป่าของเขาก็ยังให้อะไรอีกหลายอย่างกับเรา

เรียนรู้เข้าไปครับ แล้วส่งต่อไปยังรุ่นลูกหลาย ยิ่งอันไหนยังหาคำตอบไม่ได้ในชีวิตนี้ของเรา ก็ควรทิ้งร่องรอยให้คนที่ถือกำเนิดรุ่นต่อๆ ไป ช่วยกันหาคำตอบ

ขอยอมรับเลยครับว่า Penn ทำได้ดีมาก ในการสรรสร้างหนังเรื่องนี้ เป็นหนึ่งในหนังแฝงแง่คิดที่เราสามารถคิดต่างมุมได้มากที่สุดเรื่องหนึ่งก็ว่าได้

สามดาวครึ่ง

Star32

(8.5/10)

Advertisements