รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Lobster (2015) โสด เหงา เป็น ล็อบสเตอร์

15123266_1392979850732812_5728102850114330343_o

คนทำหนังเรื่องนี้ก็ช่างคิดเหลือหลายครับ พล็อตเรื่องมันน่าสนใจมาก การเดินเรื่องเอาเข้าจริงๆ มันไม่ได้หวือหวา แต่มันมีอะไรชวนให้ติดตามตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ 

ครั้นพอถึงฉากสุดท้ายก็ยังอุตส่าห์ทำให้เรารู้สึกประมาณว่า “หนังจบ อารมณ์ไม่จบ” ได้อีกต่างหาก จนผมยอมรับเลยว่านี่เป็นหนังที่สามารถดึงอารมณ์คนดูเข้าไปสู่ในโลกของหนังได้อย่างยอดเยี่ยมเรื่องหนึ่งทีเดียว

พล็อตเป็นแนวดราม่าที่เจือกลิ่นไซไฟลงไปครับ ว่าด้วยโลกที่ใครก็ตามที่ไร้คู่ต้องถูกพาไปอยู่ที่ The Hotel ที่พักสำหรับคนไร้คู่ และหน้าที่ของพวกเขาคือต้องหาคู่มาเติมเต็มชีวิตให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด หากใครหาคู่ไม่ได้ก็จะต้องกลายเป็นสัตว์

หนังใช้เวลาตอนต้นในการเล่าเรื่องของโลกในหนังน่ะครับ ช่วงต้นๆ ก็มีมึนนิดๆ เหมือนกัน แต่พอดูไปสักพักก็เข้าใจรายละเอียด และพอดูไปถึงครึ่งเรื่อง หนังก็เหมือนพาเราไปอยู่ในโลกใบนี้จริงๆ จนทำให้เราสัมผัสได้ถึงความหดหู่ กดดัน และเปล่าเปลี่ยวสิ้นหวัง

เป็นหนังที่ทำออกมาได้ดีครับ แต่คงใช้คำว่า “สนุก” มาจำกัดความไม่ได้ เพราะมันไม่ได้สนุกนะ ตลอดเรื่องเราจะเจอแต่อารมณ์เหงาๆ กดดันๆ บางครั้งก็รำคาญว่าโลกในหนังมันจะอะไรนักหนา กฎกติกาจะเยอะเว่อร์ไปไหน แค่คนไม่มีคู่นี่ถึงกับต้องทำกันอย่างนี้ทีเดียวหรือ

แต่ก็แปลกดีครับที่หนังไม่ได้ทำให้เรารู้สึกรำคาญกับกฎเหล่านั้นสักเท่าไร คือรำคาญบ้าง แต่แค่แว้บๆ เพราะหนังสามารถดึงให้เราโฟกัสไปที่เรื่องราวและการเลือกเส้นทางของตัวละคร ซึ่งก็แน่นอนว่าดาราต้องมือดีล่ะครับ ถึงทำให้เราสนใจ จดจ่อ และมีอารมณ์ร่วมกับตัวละครได้ จนแทบจะลืมความรำคาญที่เกิดกับกฎกติกาบางอย่างไปเลย

Colin Farrell รับบทเดวิด ตัวเอกของเรื่อง ซึ่งเขาลงทุนเพิ่มน้ำหนักตัวเองถึง 40 ปอนด์เพื่อให้สมบทบาท และเขาก็แสดงได้ดีเช่นเคยครับ ดูเป็นชายหนุ่มที่เก็บความรู้สึกหลายๆ อย่างไว้ในใจ หลายครั้งก็เห็นใจพี่แกเหมือนกันที่ต้องมาอยู่ในสภาวะแบบนี้

ดาราคนอื่นๆ ก็ทำหน้าที่ได้ดีครับ ไม่ว่าจะ John C. Reilly, Léa Seydoux, Ben Whishaw, Rachel Weisz แต่ละคนมาพร้อมคาแรคเตอร์ที่ไม่ซับซ้อน แสดงตัวตนให้เห็นแบบค่อนข้างชัด แล้วก็ช่วยเสริมอารมณ์ให้กับหนังได้เป็นอย่างดี

งานภาพทำได้สวยดีครับ แม้จะเจืออารมณ์หดหู่เปลี่ยวเหงาแต่ก็ยังดูสวย ซึ่งผู้กำกับ Yorgos Lanthimos นอกจากจะกำกับและร่วมเขียนบทแล้วก็ยังลงมือตัดต่อหนังเองด้วยครับ อารมณ์ภาพกับอารมณ์หนังเลยสอดรับกัน และแน่นอนว่าฝีมือการถ่ายภาพของ Thimios Bakatakis ก็มีส่วนเสริมความแน่นให้กับหนังด้วย

หนังแสดงให้เห็นถึงโลกอันสุดโต่ง และประชดประเด็นเรื่องการมีคู่-การเป็นโสด ได้แบบสาใจพอตัวครับ จริงๆ โลกในหนังมันก็น่าขันอยู่ในที พวกที่สนับสนุนกฎการมีคู่ก็สุดโต่งไปทางหนึ่ง ส่วนพวกที่สนับสนุนการไร้คู่ก็สุดโต่งไปอีกทาง มันดูไม่มีพื้นที่ตรงกลางให้เลือกเลยน่ะครับ มันดูเป็นโลกที่เครียดนะ แต่ก็รู้สึกน่าขันด้วยว่าอะไรจะสุดโต่งได้ขนาดนั้นหนอคนเรา (มันก็สะท้อนแง่ลบของการสุดโต่งได้ไม่เลวเหมือนกัน)

จริงๆ ทุกคนมีแนวชีวิตในแบบของตนเองครับ บางคนเหมาะกับการมีคู่ บางคนได้เจอคู่ที่ดีก็แต่งงานกันไป แต่คนที่แต่งงานแล้วพบว่าตัวเองเลือกผิดก็มี หรือคนไร้คู่บางคนก็ลงตัวกับชีวิตโสดๆ โดยไม่ต้องรอให้ใครมาเติมเต็ม ซึ่งก็ดีอย่างที่ค่านิยมทุกวันนี้เปลี่ยนไป ไม่เหมือนสมัยก่อนที่คนไร้คู่มักถูกมองว่าแปลกประหลาด

หนังตั้งคำถามให้เราคิดตลอดครับ เอาเรื่องการมีคู่-ไร้คู่มาจิกกัด อย่างข้อปฏิบัติหรือค่านิยมในการมีคู่ เช่น คนที่จะคู่กันได้ต้องมีอะไรที่เหมือนกัน หรือการเพิ่มลูกเข้ามาในครอบครัวโดยเชื่อว่าจะทำให้คู่รักรักกันมากขึ้นหรือทะเลาะกันน้อยลง คือมันเป็นสิ่งที่คนยุคหนึ่งเชื่อจริงๆ ครับว่ามันเป็นแบบนั้น แต่ทุกวันนี้เราก็รู้แล้วว่ามันมีปัจจัยแทรกซ้อนมากมายในเรื่องพวกนี้ มันไม่มีสูตรสำเร็จชีวิตคู่แบบตายตัวหรอก

หรือตอนที่ตัวละครหนึ่งกำลังจะโดนไปแปลงเป็นสัตว์ เพราะเวลาในการหาคู่หมดแล้ว ก็เลยได้เจอกับเพื่อนสนิทอีกสักหน ฉากที่ว่านี่สะท้อนความจริงที่หลายคนก็น่าจะเคยเจอ คือยามที่เพื่อนมีแฟนน่ะครับ จากที่เคยสนิทก็จะห่างกันไป เวลาให้เพื่อนมีน้อยลง เพราะเอาเวลาไปให้แฟนมากขึ้น หนังก็จิกในเชิงว่า ฝ่ายมีแฟนจะพูดอะไรก็ได้นี่ เพราะคุณมีความสุขนี่ แต่กับฝ่ายที่โดนเพื่อนทิ้งนี่สิ ต้องหาทางไปต่อเพียงลำพัง ครั้นจะพูดอะไรก็ไม่ได้ เพราะมันจะกลายเป็นเหมือนเห็นแก่ตัว (เชื่อว่าฉากนี้โดนใจใครหลายคน)

การดูหนังเรื่องนี้ทำให้เข้าใจโลกของความรัก-ความโสด ได้มากขึ้นครับ มันเหมือนเอาประเด็นต่างๆ ในเรื่องพวกนี้มาขยายขนาดหรือมาเล่นให้ดูเกินจริงขึ้นบ้าง แต่มันก็ทำให้เราเห็นสิ่งต่างๆ ชัดเจนขึ้น และเป็นแนวทางช่วยในการมองหา “ทางสายกลาง” ไม่ว่าจะของคนมีคู่หรือคนอยู่โสดก็ตาม

เพราะบางครั้งคนเราต้องเจออะไรที่มันเข้มข้นมากๆ ถึงจะตระหนักและเข้าใจในสิ่งนั้นๆ

เหมือนคนที่เจอเรื่องหนักๆ ในชีวิตคู่ หรือเคยเหงาหนักๆ ตอนเป็นโสดน่ะครับ เมื่อเราเจอหนักพอ นานพอ อ่วมพอ เราก็จะเริ่มปล่อยวางและมองมันอย่างที่เป็นจริงได้ชัดขึ้น

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

Advertisements