Action

The Hateful Eight (2015) 8 พิโรธ โกรธแล้วฆ่า

13502984_1252203518143780_2185141323636410140_o

รู้สึกจะเป็นหนังที่มีคนดูแล้วเสียงแตกแบบชัดเจนครับ ที่ชอบก็มีบ้าง ที่ไม่ชอบเลยก็มากอยู่ ส่วนผมอยู่โซนกลางๆ แบบกระเดียดไปทางชอบครับ 

แต่ก็ยอมรับว่าความเด็ดหรือความเจ๋งของหนังอาจไม่เต็มตรีนเท่างานชิ้นก่อนๆ ของเขานะ ยิ่งถ้าเทียบกับ Django Unchained ที่จัดว่าเป็นหนังตะวันตกเหมือนกัน (แม้ทิศทางและพล็อตจะเล่นกันคนละจุดก็ตาม) ผมก็ยังชอบแนวทางของเรื่องก่อนมากกว่าครับ

แม้หน้าหนังจะชัดเจนว่าเป็นแนวตะวันตก แต่เอาเข้าจริงพี่ Quentin Tarantino (ที่ทั้งเขียนบทและกำกับเรื่องนี้) ทำหนังเรื่องนี้โดยมี The Thing หนังสยองคลาสสิกปี 1982 ของ John Carpenter มาเป็นแรงบันดาลใจหลักครับ

The Thing ว่าด้วยคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องเผชิญกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวสุดโหดที่สามารถแปลงร่างเป็นใครก็ได้ ในสถานีวิจัยกลางหิมะที่ห่างไกลผู้คน แกนหลักของเรื่องก็คือ ทุกคนไม่สามารถไว้ใจกันได้เลยครับ เพราะไม่รู้ว่าคนไหนคือเจ้าต่างดาวตัวร้ายที่แปลงร่างมา

The Hateful Eight ก็มาในแนวทางนั้นครับ ว่าด้วยคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องมาอยู่ร่วมกันในบ้านกลางหิมะที่ห่างไกลผู้คน โดยยิ่งอยู่กันนานๆ เข้าก็ยิ่งมีอะไรดูไม่ชอบมาพากล เริ่มไว้ใจกันยากมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนแต่ละคนจะมีเจตนาแอบแฝงกันทั้งนั้น ว่าง่ายๆ คือไม่รู้ว่าใครดีใครร้ายนั่นแหละครับ

บอกก่อนว่าในเรื่องไม่มีมนุษย์ต่างดาวหรือตัวประหลาดนะครับ ที่บอกว่าพี่ Quentin แกได้แรงบันดาลใจจาก The Thing นั่นหมายถึงในแง่ของโทนและทิศทางที่ตัวละครทั้งหลายไม่สามารถวางใจกันได้ ต้องดูจนจบน่ะครับถึงจะรู้ว่าใครเป็นใคร ใครต้องการอะไร

หลายคนไม่ชอบหนังเพราะหนังมันเน้นพูดกันตลอด 3 ชั่วโมง ดังนั้นจึงบอกได้เลยครับว่าใครหวังแอ็กชันล่ะก็ ต้องพับความหวังนั้นไปก่อนเลยครับ มันไม่เหมือน Django หรือ Kill Bill พวกลีลาแอ็กชันถือว่ามีน้อยครับ มีเท่าที่จำเป็น มีแค่ยิงกันตามสไตล์คาวบอยแบบเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

ถ้าจะให้จำกัดความหนังเรื่องนี้ ก็คงเป็นว่านี่เป็นหนังประเภทคนกลุ่มหนึ่งมาอยู่ร่วมกัน มีหาเรื่องกันบ้าง และมีเหตุให้ไม่ไว้ใจกัน แต่เนื่องจากพายุหิมะแรงก็เลยต้องทนอยู่ร่วมกันไป แล้วสักพักปมของแต่ละคนก็เริ่มเผย เริ่มมีคนตาย และการป้องกันตัว+เอาชีวิตรอดก็เริ่มต้น

ซึ่งจริงๆ หนังแนวนี้ก็นับว่าน่าสนใจครับ เพียงแต่จังหวะของหนังมันจะไม่เร่งเร้า มันจะออกแนวเรื่อยๆ ดังนั้นใครไม่ชอบหนังที่เรื่อยๆ หรือคุยกันทั้งเรื่องก็อาจไม่ถูกโฉลกกับเรื่องนี้ แต่ถ้าใครพอจะโปรดปรานหนังประเภทบ้าคุยแบบพี่ Quentin ก็น่าจะพอโอเคกับหนังเรื่องนี้อยู่

ที่ผมใช้คำว่า “น่าจะพอโอเค” ก็เพราะถ้าว่ากันจริงๆ แล้ว จังหวะมันอืดและช้ากว่าหนังปกติของพี่ Quentin น่ะครับ ส่วนหนึ่งอาจเพื่อให้เราเข้าถึงอารมณ์เนือยๆ กลางหิมะหนาวเหน็บ ซึ่งผมว่าตัวเองชอบหนังบ้าคุยของแกนะ แต่กับเรื่องนี้ก็ยังมีแอบเบื่อเล็กๆ เหมือนกัน

แอบตั้งชื่อเล่นให้หนังเรื่องนี้ว่า “คาวบอยหอยทาก” 555

แต่พอถึงฉากคลายปมหรือฉากเฉลยอะไร ก็ถือว่าโอเคล่ะครับ พี่ Quentin ยังมีลีลาการนำเสนอให้ดูน่าสนใจอยู่ แต่จุดอ่อนสำคัญคือความอืดที่พอมาบวกกับความยาว 3 ชั่วโมงของหนังแล้ว มันเลยเป็นจุดที่ลดทอนความน่าสนใจของหนังลงไปพอสมควร

ยังดีครับที่ดาราเลือกมาดี ไม่ว่าจะ Samuel L. Jackson, Kurt Russell (ซึ่งพี่แกก็แสดงเป็นพระเอกในหนัง The Thing ปี 1982 ด้วย) , Jennifer Jason Leigh, Tim Roth, Michael Madsen และ Walton Goggins ที่ถือว่าแสดงได้น่าจดจำกว่าที่คาดไว้เยอะเลยล่ะครับ

จุดเด่นอีกอย่างคือดนตรีของ Ennio Morricone (ที่ทำดนตรีให้ The Thing ปี 1982 เช่นกัน) ที่ได้อารมณ์เปลี่ยวๆ เหงาๆ และเวิ้งว้างเล็กๆ ซึ่งบางเพลงก็เอาเพลงจากหนังเก่ามาใช้ใหม่ (ตามสไตล์พี่ Quentin)

ผมแอบยิ้มตอนเขาเอา Regan’s Theme (จากหนัง Exorcist II: The Heretic) มาใช้น่ะครับ พอได้ยินก็รู้สึกเลยว่าพี่ Quentin เอาอีกแล้ว (555) ฉากที่ว่าคือฉากที่กล้องถ่ายรถม้าแบบสโลว์ๆ น่ะครับ เป็นอีกเพลงที่จังหวะนิ่มนวลและสวยงามมากๆ

อีกสิ่งที่ชอบคือภาพสวยๆ น่ะครับ ภาพภูเขามีหิมะปกคลุมหรือต้นไม้มีหิมะรุมล้อม มันสวยงามดีไม่น้อย

สรุปว่าถ้าใครเป็นแฟนพี่ Quentin หรือชอบหนังคาวบอยก็ลองกันได้ครับ แต่อย่าคาดหวังความมันส์ หรือความเร้าใจก็แล้วกัน

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

Advertisements