Action

Ransom (1996) แรนซั่ม ค่าไถ่เฉือนคม

Ransom-1996

ผมมั่นใจได้เลยว่าฝันร้ายอย่างหนึ่งที่ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้เกิด คือ เรื่องร้ายๆ ที่จะมาแพ้วพาลลูกตนเอง

ไม่ว่าจะเหตุเล็กๆ น้อยๆ อย่าพลัดตกหกล้ม หรือ โดนเพื่อนแกล้ง หรือการพบความล้มเหลวผิดหวังในชีวิต… และหนึ่งในฝันร้ายที่สุด คือการลักพาตัว

สมัยยังเด็กผมเองก็เคยกลัวนะครับ กลัวมากทีเดียวเรื่องการโดนลักพา ไม่รู้จะเกิดขึ้นที่ไหนเมื่อไร รู้แต่ว่าถ้าเกิดล่ะก็ อย่างร้ายน้อยหน่อยก็ต้องเจอการทารุณกรรม แต่หากร้ายหนักหน่อยก็อาจไม่ได้เจอหน้าพ่อแม่อีกต่อไป… การลักพาตัวเลยน่ากลัวไม่แพ้ผีสางหน้าไหนๆ … อาจจะร้ายกว่าด้วยครับ

หนังเรื่องนี้เลยถือว่าตั้งเนื้อหาได้ตรงจุด เล่นกับเรื่องง่ายๆ แต่จี้ที่ใจคนเป็นพ่อเป็นแม่จำนวนมาก… จี้ลงไปที่ความกลัวซึ่งฝังลึกอยู่

หนังแนะนำให้เราได้รู้จักกับทอม มัลเลน (Mel Gibson) มหาเศรษฐีด้านธุรกิจเครื่องบินที่มีเงินมหาศาลจนไม่รู้จะใช้อย่างไรหมด เขามีภรรยาน่ารักอย่างเคท (Rene Russo) และลูกชายคนเดียวแก้วตาดวงใจนามว่า ฌอน (Brawley Nolte) ชีวิตครอบครัวนี้มีความสุขเสมอมา จนกระทั่งเกิดเหตุไม่คาดฝัน เมื่อจู่ๆ ฌอนโดนใครก็ไม่รู้ลักพาตัวไป พร้อมเรียกค่าไถ่เป็นเงิน $2 ล้าน หากไม่ให้ ฌอนตาย!

ทอมกับเคทก็พยายามหาทางรับมือ ทั้งเรียกตำรวจมาช่วย และหาทางตามรอย แต่เหมือนทุกอย่างจะไร้ผล จนกระทั่งเมื่อถึงขีดสุด ทอมตัดสินใจดับเครื่องชน เอาเงิน $2 ล้านไปโชว์ในจอทีสีพร้อมประกาศว่า เงินก้อนนี้ได้เปลี่ยนจากเงินค่าไถ่เป็นค่าหัว ถ้าใครล่าตัวผู้ร้ายที่จับลูกเขาไปกลับคืนมาได้ เขาจะให้เงินไปเลย $2 ล้านถ้วน

แล้วเขาจะได้ลูกคืนมาหรือไม่ จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป และใครคือผู้ร้ายตัวจริง เอ้า รู้เรื่องย่อแล้วใครยังไม่ดูก็ไปดูได้เลยนะครับผม

อย่างที่บอกครับ หนังจี้จุดความกลัวคนเป็นพ่อเป็นแม่ได้อย่างตรงเป้า ไม่มีพ่อแม่คนไหนทนได้หรอกครับหากเกิดเรื่องนี้กับลูก และประเด็นสำคัญคือหนังลงลึก ทำได้ถึงเครื่องแค่ไหน ก็ต้องบอกว่า ทำได้ดีในระดับหนึ่ง

โดยโครงเรื่องหนังเล่าประเด็นได้ค่อนข้างครบครับ ตั้งแต่การแนะนำให้รู้ว่าครอบครัวนี้เป็นเช่นไร ก่อนจะเกิดการลักพาตัวไป พอลักพาปุ๊บตำรวจก็ต้องเข้ามาเกี่ยว จากนั้นก็มีการวางแผนล่อผู้ร้าย แต่มีหรือที่ผู้ร้ายจะโง่งมยอมให้ล่อจับได้ง่ายๆ เลยมีการเฉือนคมกันไปมาอยู่นาน แล้วหนังก็หักไปเล็กน้อย แทนที่พระเอกจะจ่าค่าไถ่ให้ ก็เปลี่ยนใหม่เป็นล่าผู้ร้ายแทน แล้วก็ปิดท้ายให้เกิดความลุ้นกันเล็กน้อยว่าผู้ร้ายจะถูกจัดการได้หรือไม่อย่างไร

โครงถือว่าครบครับ ถ้าเปรียบโครงหนังเป็นโครงไก่ก็ได้โครงใหญ่น่ากินใช่เล่น ถ้าเอามาเคี่ยวๆ นานพอดีจะได้ซุปที่อร่อยคุณค่าเปี่ยมพอดู อร่อยอีกต่างหาก แต่ดูเหมือนผู้กำกับ Ron Howard คนปรุงจะยังเคี่ยวไม่ได้ที่เต็มร้อยน่ะครับ หลายช่วงของหนังเลยพร่องไปบ้าง อารมณ์ไม่หนักเครื่องอย่างที่ควรจะเป็น แต่ก็เอาเถอะ อย่างน้อยหนังก็ดูสนุก ตื่นเต้นเป็นพักๆ ดีที่ได้พลังดาราเข้มๆ ทั้งทีม ไม่ว่าจะ Gibson, Russo สองคนดูเป็นคู่รักกันจริงๆ และห่วงใยลูกอย่างสุดๆ โดยเฉพาะ Russo ที่ฟูมฟายทีไรนึกว่าเป็นแม่เป็นลูกกับเด็กในเรื่องจริงๆ ซะอีก

แล้วหนังยังได้ดาราเด็ดๆ อย่าง Gary Sinise มาแสดงเป็นนายตำรวจจิมมี่ เชคเกอร์ กับ Delroy Lindo มาเป็นเจ้าหน้าที่ลอนนี่ ฮอว์กกินส์ สองรายนี้ก็มีฝีมือเป็นอาสุธครับ แสดงได้เชือดเฉือดเสริมดีกรีเข้มข้นให้หนังได้เยอะทีเดียว อย่างที่บอกน่ะแหละครับ หนังได้ทีมดาราเจ๋งๆ แข็งจริงๆ

ymYOH

ถ้าถามผม ผมชอบนะ หนังดูได้เรื่อยๆ สนุกตื่นเต้นดี แต่บางจังหวะก็ช้าไปหน่อย อืดไปนิด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกน่ะครับ เป็นเรื่องปกติของ Howard อยู่แล้วครับ ขานี้ทำหนังไม่เน้นกระชับ ไม่เน้นไว มักจะเน้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ เล่าเรื่องไปทีละส่วนๆ กับหนังบางเรื่องสไตล์แบบนี้ถือว่าเหมาะครับ อย่าง Apollo 13 หรือ A Beautiful Mind เล่าช้าๆ แบบนี้เวิร์กมาก เพราะหนังมันต้องปล่อยอารมณ์ให้ค่อยๆ ซึมไปกับหนัง ไปกับตัวละคร แต่เผอิญหนังเรื่องนี้มันกึ่งทริลเลอร์ กึ่งชีวิตน่ะครับ ช่วงต้นตอนปูพื้นถือว่าโอเค ช้าเพื่อสร้างอารมณ์ แต่ช่วยหลังตั้งแต่โดนลักพาตัวไปเนี่ย การช้ามากไปก็ทำให้เกินแกงได้ในบางช่วง อย่างตอนที่ทอมวิ่งพล่านทั่วเมือง หรือตอนไล่ล่าช่วงค่อนเรื่อง ถ้าหนังกระชับทำให้ลุ้นมากกว่านี้คงเยี่ยมน่ะครับ อันนี้เสียดายเล็กๆ เน้อะ

แต่ถ้าไม่คิดอะไรมาก ผมว่าหนังก็ทำออกมาได้น่าติดตามดีล่ะครับ ดาราดี ดนตรีของ James Horner ก็ดี ช่วงตื่นเต้นแม้จะไม่ยังไม่สุดๆ แต่ก็ออกรสน่าพอใจ ตอนท้ายหนังก็สรุปเรื่องได้ดีครับ ดีที่พระเอกก็ฉลาดพอตัว เลยพอจะซัดกับผู้ร้ายได้บ้าง

จุดที่ผมชอบอย่างหนึ่งคือการสื่อง่ายๆ ของตัวร้ายน่ะครับ ตอนที่มันโทรศัพท์มาระบายความอัดอั้นกับทอมโดยเปรียบเรื่องของมอร์ล็อกกับอีลอยมาพูดถึง ซึ่งถ้าใครเคยดูหนัง The Time Machine น่าจะคุ้นครับ เพราะเผ่าพันธุ์มอร์ล็อกกับอีลอยก็เอามาจากหนังและนิยายเรื่องนั้นแหละ ผมว่าตัวร้ายก็พูดดูสวยหรูดีนะครับ เรื่องความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น เรื่องความไม่ยุติธรรมของโลกที่มีคนรวยและคนจน แต่เอาเข้าจริงๆ ที่ตัวร้ายพูดซะดูสูงดูหรู เอาเข้าจริงมันก็ไม่ใช่อะไรนอกจากอยากได้เงิน และความโลภบังตา

บางครั้งแม้เราจะรู้มาก เห็นมาก อ่านมาก แต่หากใจเรายังเห็นแก่ตัวล่ะ หากเราไม่ได้ยกระดับจิตใจไปพร้อมๆ กับเรื่องที่อ่าน เอาแต่อ่านเพื่อสนับสนุนความคิดที่เห็นแก่ตัวของตนเอง อ่านเพื่อหาช่องทางทำประโยชน์ให้ตนเอง และอ่านเพื่อเป็นเหตุผลให้เราทำชั่วได้อย่างเต็มที่ … นี่แหละครับที่มาของคำว่า หัวหมอ

อย่านะครับ อย่าริเป็นหัวหมอแบบนั้น…อันที่จริงการรู้เยอะ เห็นเยอะ เป็นโอกาสอันดีนะครับที่เราจะนำเอาสิ่งที่รู้เยอะกว่าคนอื่น มาสร้างประโยชน์มาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แทนที่จะเอาช่องว่างนั้นมาเอาเปรียบกัน… ก็เพราะคนเราเอาเปรียบกันเยอะขึ้นแบบนี้นี่แหละครับ อะไรๆ ในโลกถึงได้แย่ลงเรื่อยๆ

จริงๆ ผมก็เข้าใจคนร้ายนะครับ ก็คนมันอยากได้เงินน่ะ เอาไปใช้เยอะๆ จะได้สบาย แล้วก็อิจฉาทอมด้วยว่า ทำไมมันมีเงินเยอะจัง มันน่าจะแบ่งมาให้เราใช้สักล้านสองล้านบ้างสิ มันก็เหมือนเรามองคนรวยหลายคนน่ะครับ เห็นเขามีเยอะ ซื้ออะไรก็ได้ดั่งใจ มีบ้านหลังใหญ่รถคันงาม เห็นแล้วเกิดกิเลส มันอยากได้บ้าง… ผมก็อยากได้ อีกหลายคนก็อยากได้

แต่การจะได้เงินล้านมานั้น มีหลายวิธี บางวิธีก็ลัดและเร็วแต่เลวร้าย อย่างการลักพาตัว พอได้เงินแล้วก็ต้องหลบเข้ากลีบเมฆ ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจที่คาด จะซื้ออะไรทีก็ต้องระแวง… ได้เงินมาเยอะก็จริง แต่ไม่มีที่ยืนมันก็ไม่ใช่ความสุขที่จริงแท้ล่ะกระมังครับ

การได้เงินล้านยังมีอีกวิธีหนึ่ง คือเราทำเอง สร้างเอง อันนี้แย่หน่อยที่ต้องใช้เวลาเยอะ ต้องก่อร่างสร้างตัว อาจเป็นห้าปีสิบปี แต่เมื่อคุณมีเงินถึงหลักล้าน… คุณจะมีคนรู้จัก ไม่ต้องหลบซ่อนใคร มีหน้ามีตา มีความภูมิใจ ช้าแต่ยั่งยืน และเราจะได้รู้จักคุณค่าของเม็ดเงินด้วย เพราะเงินที่ได้มาลำบากนั้น เราจะรู้ว่ามันมีค่า มากกว่าได้มาแบบฟลุ๊คๆ ซึ่งคนได้เงินแบบง่ายๆ มามักจะใช้หมดไปอย่างรวดเร็วเพราะไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าว่ามันได้มายากแค่ไหน

เลือกได้ครับ เลือกรวยอย่างยั่งยืนได้ อย่ารวยแบบคิดสั้นเลยครับ ตัวเองก็ไร้สุข คนอื่นก็ลำบาก

Ransom ผมชอบชื่อไทยนะ ค่าไถ่เฉือนคม แม้ในเรื่องมันจะไม่ได้เฉือนกันมากก็ตาม แต่ก็โอเคน่ะ ดูสนุก บันเทิงได้เรื่อยๆ ไม่เครียดไม่หนักเกินไป (แต่ถ้าลงลึกกว่านี้ ตื่นเต้นกว่านี้คงเยี่ยมกันไปข้างหนึ่งแน่ๆ) ถือเป็นผลงานที่คุ้มค่าน่าดู ไม่ผิดหวังน่ะครับ

แถมท้ายอีกนิดครับ ตอนแรกบทตัวร้ายเขาจะให้ Alec Baldwin มาแสดง แต่ Baldwin เป็นคนปฏิเสธเอง เพราะไม่อยากแสดงหนังที่มีบททำร้ายทารุณเด็ก … ก็อ่อนโยนเหมือนกันนะ พ่อ Alec

และ Ron Howard เอง สละเก้าอี้กำกับ The Chamber มาทำหนังเรื่องนี้ครับ… ผมถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องนะครับ เพราะทำแล้วดัง ดีใจด้วยพี่ที่เลือกทางถูก

ดูจบแล้วสอนเราสามอย่าง

อย่างแรก อย่าโลภให้มาก เพราะจุดจบคนโลภมักไม่ใช่ความสุข

อย่างที่สอง ดูแลลูกดีๆ

อย่างที่สาม เวลาคุณจะตามหาอะไร ใช้สมองให้มากครับ อย่าใช้กำลัง ไม่ใช่ลูกหายแล้วไปไล่เตะคน ถามแต่ว่า “ลูกกูอยู่ไหน” โอกาสเจอน่าจะยากล่ะครับ (ลากเข้าไปได้เน้อะ)

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements