Action

Volcano (1997) วอลเคโน นรกปะทุนรก

1364027203

ในปี 1997 มีภูเขาไฟ 2 ลูกระเบิดในฮอลลีวู้ดนะครับ เรื่องแรกคือ Dante’s Peak ที่ผมเคยรีวิวไปเมื่อนานมาแล้ว ซึ่งเรื่องนั้นทำเงินมากกว่าครับ ส่วนเรื่องนี้ฉายทีหลังและโหมประชาสัมพันธ์น้อยกว่า ผลที่ได้ก็คือทำเงินไป 122.8 ล้านจากทั่วโลก จากทุนที่ลงไป 90 ล้าน ด้านคำวิจารณ์ก็ผสมกันไปครับ มีทั้งชอบและเฉยๆ

ส่วนผมนั้น… เข้าข่ายชอบครับ

Dante’s Peak นั้นเป็นหนังผจญภัยภูเขาไฟระเบิดที่ดูเพลินในระดับหนึ่งครับ แต่สำหรับ Volcano แล้วผมรู้สึกโดนใจมากกว่าในหลายส่วน เริ่มจากพล็อตเรื่องที่แหวกพอตัว (แม้จะปนเว่อร์หน่อยๆ ก็ตาม) เมื่อหนังกำหนดให้ภูเขาไฟมาระเบิดกลางเมืองลอสแองเจลิส ทำให้ชาวเมืองต้องหนีตาย ส่วนผู้มีหน้าที่รับผิดชอบแต่ละฝ่ายก็ต้องมาร่วมมือกันปกป้องเมือง นำโดย ไมค์ โร้ค (Tommy Lee Jones) หัวหน้าหน่วยป้องกันอุบัติภัย และ ดร. เอมี่ บาร์นส์ (Anne Heche) นักธรณีวิทยาที่พยายามเตือนทุกคนให้ระวังถึงเหตุการณ์ครั้งนี้

หนังเดินเรื่องค่อนข้างเร็วครับ ช่วงแรกก็แนะนำตัวละครคร่าวๆ ก่อนจะโดดเข้าสถานการณ์แบบไม่ทันตั้งตัว แล้วจากนั้่นก็ยิงยาวสร้างความตื่นเต้นไปตลอดจนจบ อันนี้ขอชม Mick Jackson (L.A. Story และ The Bodyguard) ที่คุมจังหวะหนังได้ดี เสิร์ฟความลุ้นลงมาเรื่อยๆ เล่าเรื่องได้น่าติดตามกำลังดี ซึ่งพลัง Effect ก็ช่วยชูรสได้มากครับ พวกลาวาพุ่งแล้วก็เลื้อยไหลไปไหม้ตามจุดต่างๆ ของเมืองก็ทำได้สมจริง

ดาราในเรื่องก็เล่นได้ลื่นไปกับบท อย่าง Jones นี่ก็ไม่ต้องห่วงล่ะครับ เล่นบทดีบทร้ายได้หมด ในเรื่องพี่ท่านก็ดูเหมาะจะเป็นพระเอกจริงๆ ลีลาในการแก้ปัญหารับมือกับภูเขาไฟนั้นทำให้เราเชื่อได้จริงๆ ว่าเขาคือหัวหน้าหน่วยป้องกันอุบัติภัย สามารถนำพาทุกคนให้พ้นเหตุร้ายได้ อีกทั้งมีความเป็นผู้นำที่ช่วยเรียกสติใครต่อใครให้ไม่ตื่นตระหนักไปกับหายนะครั้งนี้

Heche ก็ไม่เลวครับ ดูน่ารักแล้วก็ดูเป็นนักธรณีวิทยาที่เก่งพอตัว อย่างตอนที่เธอตะโกนให้ใครๆ ดูทิศทางหินละลายที่ลอยมาก่อน อย่าเพิ่งรีบหลบเพราะเราอาจวิ่งไปหามันแทนที่จะวิ่งหนีก็ได้ หรือตอนออกความเห็นเสริมช่วยเสนอไอเดียกับไมค์ก็จัดว่าเนียนครับ, Don Cheadle รับบทเอ็มมิท รีส ผู้ช่วยของไมค์ที่ต้องรับหน้าที่คุมสำนักงานแทนไมค์ พี่แกก็เล่นได้ดีตามที่บทอำนวยครับ นอกจากนี้ก็มี Gaby Hoffmann ในบท เคลลี่ ลูกสาวของไมค์ที่ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากภัยพิบัติครั้งนี้ และ Jacqueline Kim เป็น ดร. เจย์ ไคลเดอร์ หมอสาวที่ยึดมั่นในจริยธรรม พร้อมช่วยเหลือคนทุกเมื่อทุกเวลา

หลายส่วนของหนังอาจยังไม่ลงตัวเต็มที่ แต่ถ้าดูรวมๆ แล้วหนังตอบสนองครบทั้งความบันเทิง ตื่นเต้น และยังไม่ลืมสาระดีๆ มาฝากคนดู

จุดที่ผมรู้สึกโดนในหนังเรื่องนี้คือ การได้เห็นคนพยายามช่วยกันแก้ปัญหา ร่วมกันรับมือหายนะครั้งนี้ ซึ่งแน่นอนครับว่ามันต้องมีทั้งคนที่เห็นแก่ตัว และคนที่อารมณ์ขึ้น (ไม่ว่าจะเจ้าหน้าที่ที่ทำงานหัวปั่นจนหงุดหงิด หรือชาวบ้านที่รอความช่วยเหลือจนทนไม่ไหว) แล้วก็มาขัดแย้งกัน ทะเลาะกัน แต่ในอีกด้านหนึ่งเราก็จะได้เห็นผู้คนที่พยายามคิดหาทางแก้ ร่วมมือกันหาทางออก วิธีนี้ไม่ได้ก็ลองวิธีอื่น สู้กับมันจนกว่าจะสู้ไม่ไหว

ในสถานการณ์แบบนี้ผู้นำมีความสำคัญมากครับ เพราะยิ่งเรื่องใหญ่โตคนก็ยิ่งมาข้องเกี่ยวเยอะ และพอคนเยอะๆ มารวมกันก็อาจเกิดสภาวะ “มากคนมากความ” ตามมา ดังนั้นถ้าไม่มีผู้นำมาช่วยนำทางหรือสามารถรับมือกับสถานการณ์ด้วยสติแล้ว การแก้ปัญหาก็จะยิ่งยาก

ในหนังเราจะได้เห็นคนช่วยเหลือกัน บางคนก็ยอมเสียสละตนเองเพื่อช่วยผู้อื่น เช่น สแตน ออลเบอร์ (John Carroll Lynch) ที่ตัดสินใจแก้ไขความผิดพลาดของตน เพราะเขาเป็นคนที่ดื้อจะเปิดให้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน ทั้งที่เอมี่พยายามเตือนแล้วว่าอย่าเพิ่งเสี่ยง และพอเกิดหายนะขึ้นมา เขาก็ยินดีสละทุกอย่างเพื่อไถ่โทษ

ในหนังเราจะได้เห็นคนทะเลาะกัน อย่างนายตำรวจ เทอร์รี่ แจสเปอร์ (James MacDonald) กับเควิน (Marcello Thedford) ที่ไม่ถูกกันทั้งเรื่องสีผิวและการแสดงออกที่พร้อมจะจิกกัดกันตลอดเวลา แต่ในที่สุดแล้วทั้งสองก็ได้ตระหนักว่าความสามัคคีคือพลังสำคัญที่จะช่วยให้พวกเขาเอาชนะมหาลาวาพิโรธนี้ได้

ในหนังเราจะได้เห็นคนเติบโตด้วยเหตุการณ์ครั้งนี้ อย่างเคลลี่ ลูกสาวของไมค์ที่ตอนแรกเธอเป็นเพียงวัยรุ่นเล็กๆ ที่ตกใจจนแทบร้องไห้กับเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเธอตระหนักว่าเธอต้องพึ่งพาตนเองให้ได้ และเธอยังสามารถช่วยคนอื่นๆ ได้ด้วยการดูแลเด็กๆ ที่อายุน้อยกว่าเธอ

เชื่อว่าพ่อแม่หลายคนอยากให้ลูกมีประสบการณ์ชีวิต อยากให้ลูกเก่งและมีวุฒิภาวะ ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้พวกเขาเติบโตและมีสิ่งเหล่านั้นติดตัว ก็สามารถทำได้ เพียงลดการประคบประหงมลูก นำลูกออกจากโปรแกรม “ไข่ในหิน” และค่อยๆ ปล่อยให้เขาออกไปเผชิญโลก สอนใเขาทำความรู้จักกับความล้มเหลว… นี่แหละครับสมบัติอันล้ำค่าที่พ่อแม่ควรมอบให้กับลูกๆ ทุกคน เพราะจะไม่มีใครขโมยมันไปได้ และยิ่งกว่านั้นยังเป็นเหมือนวัคซีนบรรเทาปริมาณความทุกข์ที่จะบุกรุกมาสู่ชีวิตของลูกด้วย

มีฉากง่ายๆ ฉากหนึ่งที่ผมชอบ ในตอนจบครับ หลังจากทุกอย่างผ่านพ้นไป เราจะได้เห็นผู้คนมากมายทั้งชายหญิง ทั้งแก่และเด็ก ยืนเรียงรายด้วยใบหน้ามอมแมมดำกรำฝุ่น จนเด็กคนหนึ่งที่กำลังมองหาแม่พูดขึ้นมาว่า “ทุกคนหน้าเหมือนกันหมดเลย”

ชาย หญิง ดำ ขาว จีน ไทย อเมริกา เหล่านี้คือสิ่งที่ช่วยในการจำแนกแยกประเภทของคนในโลก ซึ่งมีประโยชน์ในหลายประการ ขณะเดียวกันก็มีโทษหากคนนำไปใช้ในการแบ่งแยก สร้างความแตกร้าวในมวลหมู่มนุษย์

… แล้วเราจะเลือกใช้ให้มันเกิดโทษกันไปทำไม

max64161resdefault

อีกมุมที่ผมชอบคือไอเดียการรับมือกับภัยธรรมชาติ แต่แม้เราจะพยายามกั้นมันแค่ไหน บังคับมันปานใด แต่ยังไงธรรมชาติก็มีวิถีของมัน และมันก็จะเดินไปตามวิถีของมันไม่ว่ามนุษย์จะอนุญาตหรือไม่ก็ตาม

ไมค์และทีมพยายามจะสกัดให้ลาวาหยุดไหล เพื่อจะได้ไม่ลามไปเผาบ้านคน แต่จนแล้วจนรอดมันก็ยังปรับเปลี่ยนทิศทางไหลไปทางอื่น

มันคือธรรมชาติประการหนึ่งของธรรมชาติครับ การบังคับธรรมชาติให้เป็นไปตามที่เราต้องการอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดที่สุด แต่การเรียนรู้และรู้จักปรับตัวตามธรรมชาติ นั่นอาจจะเป็นหนทางที่จะทำให้เรากับธรรมชาติสามารถค้นพบวิถีอันพอเหมาะในการจะดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน

ในจุดสุดท้ายของเรื่องอาจลงเอยเหมือนกับเราได้เห็นชัยชนะของมนุษย์ที่ต่อสู้กับลาวาและจัดการรับมือมันได้ แต่จริงๆ แล้วอาจไม่มีใครชนะหรือแพ้ เพียงแค่เราค้นพบจุดที่เราก็ไม่เสียหาย ส่วนลาวาก็เจอทางออกของมัน

Volcano อาจไม่ใช่หนังที่ลึกซึ้งในเรื่องของพลังความสามัคคี ความวิจิตรของพลังธรรมชาติ หรือการวิพากษ์มนุษย์ท่ามกลางภาวะวิกฤต

Volcano คือหนังเน้นความบันเทิงง่ายๆ ที่ดูได้สนุก และเราชี้ชวนให้นึกถึงประเด็นเหล่านั้น แม้หนังจะกล่าวถึงในระดับผิวๆ ก็ตาม

แต่ถ้าเราจะคิดต่อยอดเสียอย่าง คุณค่ามันก็เกิดต่อได้… ว่าไหมครับ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements